ตอนที่ 3 : แต่งงานวันเดียวกัน 3/2
ตอนที่
[3]
แต่งงานวันเดียวกัน
“งานแต่งของข้า ที่พี่เจิ้งเคอไม่มาก็เป็นที่เข้าใจได้เพราะเขากำลังล้มป่วย...” หลินซีเย่ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูพี่สาวด้วยน้ำเสียงสะใจ
“แต่กั๋วกงซื่อจื่อ ร่างกายกำยำแข็งแรงดีแท้ ๆ กลับไม่ยอมโผล่หน้ามารับเจ้าสาว ดูท่าว่าข่าวลือที่เขาเกลียดชังสตรีและรังเกียจงานแต่งครั้งนี้ คงจะเป็นเรื่องจริงกระมัง ระวังตัวให้ดีเถิดพี่ใหญ่ เข้าจวนไปคืนแรก อาจจะโดนสามีทิ้งให้นอนกอดหมอนเหงา เฮ้อ ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน หึ ๆ”
หากเป็นดังชาติที่แล้ว อย่าว่าแต่กอดหมอน ยังหายใจอยู่ก็บุญแล้ว!!
สิ่งที่หลินซีเย่พยายามจะสื่อคือ แม้ว่าเจ้าบ่าวจะไม่มารับทั้งคู่ ทว่าฝั่งตนดูจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเพราะอีกฝ่ายกำลังไม่ได้สติอยู่บนเตียงจึงมารับไม่ได้ แต่ฝั่งจวนเติ้งกั๋วกง การที่ซื่อจื่อไม่โผล่หน้ามาทั้งที่ร่างกายปกติดี ย่อมหมายถึงการไม่ให้เกียรติและหักหน้าเจ้าสาวอย่างรุนแรง
ทว่าแทนที่จะโกรธเคือง หลินซวงเยี่ยนกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ ชนิดที่หลินซีเย่ต้องขมวดคิ้ว
“ขอบใจที่เตือนนะน้องรอง แต่เจ้าไม่ต้องห่วงข้าหรอก เขาไม่มาก็ดีแล้ว ข้าจะได้นั่งเกี้ยวสบาย ๆ ไม่ต้องคอยรักษากิริยาอะไรมาก ส่วนเจ้า... ในเมื่อสามีไม่สะดวก ข้าก็ขอให้มีความสุขกับการที่อาจจะได้กราบไหว้ฟ้าดินร่วมกับ ‘ไก่ตัวผู้’ แทนตัวเจ้าบ่าวก็แล้วกันนะ”
“หลินซวงเยี่ยนเจ้ากล้าแช่งข้าหรือ!!” หลินซวงเยี่ยนต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ หรือว่าโกรธที่นางจงใจพูดเรื่องเย่เจิ้งเคอเพราะรู้ดีว่าหลินซวงเยี่ยนมีใจให้เย่เจิ้งเคอ นางจึงหวังว่าจะเห็นอีกฝ่ายเจ็บปวด ต้องเป็นเพราะเหตุนี้แน่ ๆ
“เอาละ ๆ ได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว มัวเถียงอะไรกันอยู่”
ในขณะที่บรรยากาศระหว่างสองพี่น้องกำลังมาคุ เสียงอันทรงอำนาจของหลินจวงสิงก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน พร้อมกับที่เขาและเผิงหว่านเดินก้าวออกมาจากโถงใหญ่ ทั้งสองแต่งกายด้วยชุดหรูหรา สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี
หลินซีเย่รีบเก็บสีหน้าอำมหิต เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม เดินเข้าไปคุกเข่ากราบลาบิดามารดา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอกตัญญู ต้องออกเรือนไปแล้ว จึงไม่อาจอยู่ปรนนิบัติพวกท่านได้อีก”
เผิงหว่านรีบประคองบุตรสาวสุดที่รักขึ้นมา น้ำตาคลอเบ้า “โธ่ เย่เออร์ของแม่ ไปอยู่ตระกูลเย่ก็อดทนหน่อยนะลูก หากมีเรื่องอันใดคับข้องใจ ให้คนส่งข่าวมาที่จวน ตระกูลหลินจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า”
หลินจวงสิงพยักหน้าสำทับ “ใช่แล้ว บิดาเป็นถึงขุนนางขั้นสาม ตระกูลเย่ไม่มีทางกล้ารังแกเจ้าแน่!”
ภาพครอบครัวแสนอบอุ่นนั้นช่างบาดตา หากเป็นหลินซวงเยี่ยนคนก่อนคงได้แต่น้อยเนื้อต่ำใจ ทว่าตอนนี้นางเพียงแค่ยืนมองละครฉากนี้ด้วยความเย็นชา
เมื่อร่ำลากันจนพอใจกระทั่งคลุมผ้าให้บุตรสาวแล้ว หลินจวงสิงก็หันมามองหลินซวงเยี่ยนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาทันที
“เยี่ยนเออร์เจ้าเองก็ต้องออกเรือนไปเป็นคนของจวนเติ้งกั๋วกงแล้ว” หลินจวงสิงเอามือไพล่หลัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งสั่งสอนกึ่งข่มขู่
“แต่จงจำเอาไว้ให้ดี ว่าที่เจ้ามีวาสนาได้เป็นถึงฮูหยินซื่อจื่อ ก็เพราะบารมีของตระกูลหลิน แม้เจ้าจะแต่งออกไปแล้ว แต่อย่างไรก็เคยเป็นคนตระกูลหลิน จงอย่าลืมว่าต้องนึกถึงผลประโยชน์ของจวนตระกูลหลินเป็นหลักเข้าใจหรือไม่”
“ใช่ หากจวนเติ้งกั๋วกงมีข่าวคราวอันใดในราชสำนัก เจ้าต้องรีบส่งข่าวมาบอกบิดาเจ้าทันที และหากน้องชายของเจ้า หยินเออร์ จะสอบเข้ารับราชการ เจ้าก็ต้องหาทางให้ซื่อจื่อสนับสนุนเขาให้ได้ เข้าใจหรือไม่!” เผิงหว่านรีบเสริมเช่นกัน
หลินซวงเยี่ยนซ่อนรอยยิ้มเย็นเยียบไว้ใต้ผ้าคลุมหน้า
หึ แม้กระทั่งตอนที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกจากจวน พวกเขาก็ยังไม่วายคิดจะใช้ประโยชน์จากนางเป็นหมากเพื่อปูทางให้บุตรชายตัวเอง ช่างหน้าด้านหน้าทนนัก
“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านแม่” หลินซวงเยี่ยนแสร้งค้อมศีรษะรับคำอย่างว่าง่าย
“บุญคุณของตระกูลหลินที่มอบให้ข้า เยี่ยนเออร์จะ ‘จดจำ’ ไว้ให้ขึ้นใจ และจะตอบแทนให้อย่าง ‘สาสม’ แน่นอนเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงที่เน้นหนักในบางคำทำเอาหลินจวงสิงและเผิงหว่านรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังอย่างประหลาด ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะคิดว่านางก็เป็นแค่เด็กหัวอ่อนที่พวกตนควบคุมได้
“ได้เวลาขึ้นเกี้ยวแล้วเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง” แม่สื่อร่างท้วมตะโกนบอกฤกษ์
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณหน้าจวน ควันสีขาวคละคลุ้งปกคลุมไปทั่ว
หลินซวงเยี่ยนและหลินซีเย่ถูกสาวใช้ประคองเดินออกจากประตูจวนไปพร้อมกัน
เบื้องหน้าของหลินซวงเยี่ยน คือขบวนเกี้ยวแปดคนหามที่ทำจากไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง ผ้าไหมสีแดงชั้นดีพลิ้วไหวไปตามสายลม ทหารคุ้มกันจากจวนเติ้งกั๋วกงแต่งกายเต็มยศยืนเรียงรายดูน่าเกรงขาม
ส่วนเบื้องหน้าของหลินซีเย่ คือเกี้ยวไม้สี่คนหามที่สีเริ่มลอกหลุดล่อน ขบวนต้อนรับมีเพียงชาวบ้านที่ตระกูลเย่จ้างมาถือป้ายมงคลด้วยท่าทีเกียจคร้าน และนักดนตรีที่ราวกับไม่ได้กินข้าวมา
ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวนี้ ทำเอาผู้คนที่สัญจรไปมาต่างพากันชี้ชวนให้ดูและหัวเราะเยาะ
หลินซีเย่กัดฟันกรอด ความริษยาและอับอายพุ่งทะยานขึ้นจนแทบจะทะลุอก นางเหลือบมองหลินซวงเยี่ยนที่กำลังจะก้าวขึ้นเกี้ยวอันหรูหราด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
‘ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าได้ดีไปมากกว่านี้หรอก หลินซวงเยี่ยน!’
แม้จะพยายามท่องว่าชีวิตตนจะต้องดีกว่าพี่สาวในอนาคต แต่กระนั้น หากวันนี้ไม่ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเหยียบย่ำอีกฝ่าย นางคงนอนไม่หลับเป็นแน่!
หลินซีเย่จึงแสร้งทำเป็นก้าวพลาดเล็กน้อย เพื่อให้สาวใช้คนสนิทที่เดินตามมาเข้ามาพยุง ก่อนจะกระซิบสั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมที่ลอดไรฟันออกมา
“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้รับคำเสียงเบา ก่อนจะลอบถอยฉากออกไปจากขบวนอย่างเงียบเชียบ
“ออกเดินทางได้!” เสียงตะโกนของผู้นำขบวนดังขึ้น
จากนั้นเกี้ยวทั้งสองหลังก็ถูกยกขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะเคลื่อนตัวแยกย้ายไปคนละเส้นทาง เส้นทางหนึ่งมุ่งหน้าสู่บ้านบัณฑิตยากจนที่ดูอนาคตยังไม่แน่นอน อีกเส้นทางหนึ่งมุ่งหน้าสู่จวนกั๋วกงที่ยิ่งใหญ่ทว่าเต็มไปด้วยอันตราย
เส้นทางของสองพี่น้องนับจากนี้ ถือว่าทางใครทางมันอย่างแท้จริง!
