ตอนที่ 2 : เหมือนกัน 2/1
ตอนที่
[2]
เหมือนกัน
สองเท้าย่างก้าวไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาวมุ่งหน้าสู่โถงรับรองเรือนหน้า หลินซวงเยี่ยนเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้างดงามหมดจดประดับด้วยความเรียบเฉย ทว่าภายใต้แขนเสื้อกว้าง นิ้วเรียวเล็กกำลังคลึง ‘ยาลูกกลอน’ เม็ดหนึ่งเอาไว้เบา ๆ
นี่คือแผนการที่นางเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
ชาตินี้นางไม่มีวันยอมก้มหน้าแต่งงานกับเย่เจิ้งเคอ บุรุษสารเลวผู้นั้นอีกเป็นอันขาด ทว่าการจะปฏิเสธบิดามารดาบุญธรรมอย่างโจ่งแจ้งย่อมเป็นไปไม่ได้ พวกเขาต้องหาทางมัดมือนางขึ้นเกี้ยวส่งไปตระกูลเย่อย่างแน่นอน
อีกอย่างเดิมทีหลินซวงเยี่ยนคนเก่านั้นเป็นเด็กที่เชื่อฟัง ไม่มีปากเสียง เรียบร้อย ให้ทำอะไรก็ทำ ให้เป็นอย่างไรก็เป็น แม้กระทั่งให้อยู่แต่เรือนหลังห้ามออกไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาตก็น้อมรับ
ทั้งที่ตัวตนจริง ๆ ของนางนั้น มิใช่คนเรียบร้อย ซ้ำยังชอบออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก
ดังนั้น ทันทีที่นางถูกเรียกตัวไปตกลงเรื่องงานแต่ง นางจะแสร้งทำเป็นกตัญญูและตอบตกลงไปก่อน เพื่อให้พวกเขายกภูเขาออกจากอก จากนั้นเมื่อกลับถึงเรือน นางจะกลืนยาลูกกลอนเม็ดนี้ลงไป
ยาเม็ดนี้คือ ‘ยาตรึงวิญญาณ’ ที่นางแอบปรุงขึ้นมาเองด้วยวิชาแพทย์ที่ติดตัวมา ฤทธิ์ของมันจะทำให้นางตกอยู่ในสภาวะหลับลึก ลมหายใจแผ่วเบา ชีพจรเต้นช้าลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ คล้ายกับคนนอนหลับ เป็นยาที่รับรองได้ว่าไม่มีหมอคนใดในเมืองหลวงตรวจพบความผิดปกติได้
ในเมื่อเย่เจิ้งเคอนอนเป็นผักอยู่บนเตียง แล้วตระกูลหลินจะส่งเจ้าสาวที่นอนเป็นผักเช่นเดียวกันไปแต่งงานได้อย่างไรเล่า สองคนป่วยนอนร่วมเตียง มีแต่จะพากันลงโลงเร็วกว่าเดิม แน่นอนว่าตระกูลเย่ย่อมไม่ยินยอมและต้องเป็นฝ่ายขอยกเลิกงานมงคลนี้เอง มิเช่นนั้นก็ต้องหาทางแต่งหลินซีเย่ให้ได้ เมื่อถึงยามนั้นบิดามารดาก็ไม่อาจเอาผิดนางได้ เพราะถือว่านางล้มป่วยกะทันหัน
หลินซวงเยี่ยนลอบยิ้มเย็นชาในใจ แผนการนี้เรียบง่ายแต่ไร้ช่องโหว่ นางเพียงแค่ต้องนอนพักผ่อนสบาย ๆ สักเดือนสองเดือน รอให้เรื่องวุ่นวายผ่านพ้นไป อีกทั้งไม่แน่ว่าตอนนั้นนางอาจจะถูกบิดามารดาไล่ออกจวนไปแล้วก็เป็นได้ ตอนนั้นค่อยตื่นก็ยังไม่สาย อีกอย่างนางมียวนยวนที่ไว้ใจได้เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล
“คุณหนูใหญ่มาถึงแล้วเจ้าค่ะ” เสียงของสาวใช้หน้าประตูโถงดังขึ้น ดึงสติของหลินซวงเยี่ยนให้กลับมา
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับเปลี่ยนแววตาที่เยียบเย็นให้กลายเป็นดวงตาที่ใสซื่อและไร้เดียงสาดังเดิม ก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป
ภายในห้องโถง หลินจวงสิง เผิงหว่าน และหลินซีหยิน น้องชายที่เกลียดชังนาง กำลังนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าคาดหวัง ทันทีที่เห็นนางเดินเข้ามา สายตาของทั้งสามก็จับจ้องมาราวกับเห็นเหยื่ออันโอชะ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องสาม” หลินซวงเยี่ยนย่อกายทำความเคารพบิดามารดาอย่างอ่อนช้อยงดงาม แล้วเอ่ยทักน้องชายด้วยสีหน้าใสซื่อ ก่อนจะช้อนตามองผู้เป็นบิดามารดาด้วยความฉงน
“ท่านพ่อท่านแม่เรียกข้ามาทำไมหรือเจ้าคะ มีเรื่องอันใดให้ลูกรับใช้หรือ”
เผิงหว่านรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาจับมืออีกฝ่ายด้วยท่าทีรักใคร่เอ็นดู ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งนัก
“เยี่ยนเออร์ มานั่งใกล้ ๆ แม่มา วันนี้จวนของเรามีเรื่องมงคลครั้งใหญ่ แม่กับพ่อจึงอยากจะปรึกษาหารือกับเจ้า”
หลินซวงเยี่ยนขนลุกซู่กับสรรพนามที่แสนจะเสแสร้งนั้น แต่นางก็ยังคงปั้นหน้ายิ้ม แสร้งเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่
“เรื่องมงคลอันใดหรือเจ้าคะท่านแม่”
หลินจวงสิงกระเบาไอในลำคอ แสร้งปั้นหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา “เยี่ยนเออร์เจ้าก็มาอยู่ตระกูลหลินของเราตั้งแต่แบเบาะ พ่อกับแม่ชุบเลี้ยงเจ้ามาเป็นเวลาสิบหกปี ให้ข้าวให้น้ำ ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ดี ๆ ใส่ เลี้ยงดูเจ้าประดุจไข่ในหิน ไม่เคยให้เจ้าต้องตกระกำลำบาก เจ้าซาบซึ้งในบุญคุณของตระกูลหลินหรือไม่?”
มาแล้วสินะ ทวงบุญคุณที่ชุบเลี้ยงมา
หึ ให้ข้าวให้น้ำ ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ดี ๆ ใส่ เลี้ยงดูประดุจไข่ในหิน ไม่เคยให้ต้องตกระกำลำบากงั้นหรือ นางอยากจะอาเจียนนัก เรือนหลังที่นางอยู่ ไหนจะอาภรณ์ที่นางสวมนี้ มีตัวไหนอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่าห้าปีบ้าง อาหารก็แย่ยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ในจวนเสียอีก ยิ่งเมื่อมารดาตั้งแง่ว่าไม่ชอบนาง บ่าวรับใช้ก็ยิ่งไร้ซึ่งความยำเกรง ปฏิบัติต่อนางไม่ดียิ่งนัก หากไม่มีเรื่องเสริมโชควาสนาที่ว่า นางอาจตายตกไปนานแล้วก็เป็นได้
หลินซวงเยี่ยนก้มหน้าลงซ่อนแววตาเย้ยหยัน ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ลูกย่อมซาบซึ้งในบุญคุณของท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ หากไม่มีตระกูลหลิน ลูกก็คงหิวตายอยู่ข้างถนนไปนานแล้ว”
“ดี! ดีมาก! สมกับที่พวกเราอบรมสั่งสอนเจ้ามา” เผิงหว่านตบหลังมือของนางเบา ๆ
“เช่นนั้นในเมื่อเจ้ารู้คุณคน แม่ก็ไม่อ้อมค้อมละนะ วันนี้บิดามารดาของเย่เจิ้งเคอ อืม เย่จวี่เหริน ได้เดินทางมาที่จวน เพื่อทวงถามสัญญาหมั้นหมายที่ท่านปู่ของเจ้าเคยให้ไว้กับพวกเขาเมื่อหลายปีก่อน”
หลินซวงเยี่ยนแสร้งทำตาโต “สัญญาหมั้นหมายหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว” หลินจวงสิงถอนหายใจยาว แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ
“ในอดีตตระกูลเย่เคยมีบุญคุณช่วยชีวิตท่านปู่ของเจ้าเอาไว้ ท่านปู่จึงลั่นวาจาว่าหากตระกูลเย่มีบุตรชายที่อยู่ในเส้นทางการเป็นขุนนางได้ จะให้แต่งกับบุตรสาวตระกูลหลิน บัดนี้เย่เจิ้งเคอสอบได้เป็นจวี่เหรินแล้ว พวกเขาจึงมาทวงสัญญา”
“ทว่าตอนนี้เย่เออร์น้องสาวของเจ้านั้น เพิ่งจะตกลงกับจวนเติ้งกั๋วกงให้เตรียมตัวแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินของกั๋วกงซื่อจื่อ” เผิงหว่านรีบพูดเสริม นัยน์ตาทอประกายกดดัน
“วาสนาของจวนกั๋วกงนั้นยิ่งใหญ่คับฟ้า พ่อกับแม่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ตระกูลเย่เราก็ไม่อาจผิดสัญญาได้เช่นกัน ดังนั้น พ่อกับแม่จึงเห็นพ้องต้องกันว่า อยากจะให้เจ้าแต่งงานเข้าตระกูลเย่แทนเย่เออร์เจ้าจะว่าอย่างไร”
ครั้นกล่าวจบห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ หลินซวงเยี่ยนนิ่งอึ้งไป แสร้งทำเป็นตกตะลึงจนพูดไม่ออก
เมื่อเห็นนางเงียบไป หลินซีหยินที่นั่งไขว่ห้างกินขนมอยู่ก็หมดความอดทน เขาลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าพี่สาวต่างสายเลือดทันที
“นี่เจ้าเงียบทำไม! หรือว่าเจ้าไม่พอใจ อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะแย่งวาสนาฮูหยินจวนกั๋วกงของพี่สาวข้า ฝันไปเถอะ! สตรีไม่มีหัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาคิดแย่งชิงของของพี่ข้า หน้าด้านจริง ๆ”
“หยินเออร์! พูดจาให้มันระวังหน่อย” หลินจวงสิงแสร้งดุบุตรชาย ทว่าแววตากลับเห็นด้วยกับทุกคำพูด
หลินซวงเยี่ยนช้อนตามองหลินซีหยิน ขอบตาของนางเริ่มแดงเรื่อ หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้มอย่างงดงามและน่าสงสาร
“ไม่นะ... น้องสาม ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย ข้าไม่เคยคิดจะแย่งชิงวาสนาของน้องรอง ข้าแค่...”
“แค่บ่ายเบี่ยงไม่อยากแต่งใช่หรือไม่!” เผิงหว่านเสียงแข็งขึ้นมาทันที สะบัดมือบุตรบุญธรรมทิ้งอย่างไม่ไยดี
“หลินซวงเยี่ยน! ตระกูลหลินเลี้ยงเจ้ามาจนโตป่านนี้ ถึงคราวที่ครอบครัวตกที่นั่งลำบาก เจ้ากลับคิดจะเอาตัวรอดคนเดียวงั้นหรือ พูดมาเดี๋ยวนี้ ว่าเจ้าจะตกลงหรือไม่ มิเช่นนั้น พวกเราจะถือว่าเจ้าเป็นคนเนรคุณ เลี้ยงเสียข้าวสุก ตัดขาดความเป็นพ่อแม่ลูกกันตั้งแต่วันนี้!”
คำขู่กรรโชกถูกงัดออกมาใช้อย่างไร้ความปรานี เดิมทีแค่พูดนิดหน่อยหลินซวงเยี่ยนก็ไม่คร้านรีบตกลง ในตอนนี้ก็คงเช่นกัน และในจังหวะที่นางกำลังจะตกลงนั้น
“ไม่เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าไม่ได้เนรคุณ ข้าตะ…”
“ไม่ได้นะ!!”
เสียงแหลมสูงของใครบางคนก็ดังแหวกอากาศแทรกขึ้นมา ตัดบทคำพูดของหลินซวงเยี่ยนไปจนหมดสิ้นเสียก่อน
