ตอนที่ 1 : เหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม 1/2
ตอนที่
[1]
เหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม
โถงรับรองเรือนหน้า จวนตระกูลหลิน
บรรยากาศภายในโถงกว้างขวางเต็มไปด้วยความตึงเครียด ชาชั้นดีที่สาวใช้ยกมารินใส่ถ้วยถูกวางทิ้งไว้จนเย็นชืด ไร้คนสนใจ
นั่นเพราะยามนี้หลินจวงสิงที่อยู่ในชุดขุนนาง นั่งขมวดคิ้วมุ่นอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ โดยมีเผิงหว่าน ฮูหยินเอกที่แต่งกายด้วยผ้าไหมหรูหรานั่งบีบผ้าเช็ดหน้าอยู่เคียงข้าง สีหน้าของนางบูดบึ้งจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือสองสามีภรรยาตระกูลเย่อย่าง เย่ต้านและ เหลียงหรู ผู้สวมชุดผ้าฝ้ายสีซีด ทว่าแววตาของทั้งคู่กลับแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้
“ท่านเจ้ากรมหลิน ท่านจะมาบ่ายเบี่ยงเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ!” เย่ต้านชูกระดาษที่เริ่มเก่าเหลืองในมือขึ้นมา
“นี่คือสัญญาที่ท่านผู้เฒ่าหลินประทับตราด้วยตนเอง ในอดีตข้าเคยช่วยชีวิตท่านผู้เฒ่าจากการถูกม้าคลั่งเหยียบ ท่านผู้เฒ่าลั่นวาจาไว้ชัดเจนว่า หากตระกูลเย่มีบุตรชายที่ตั้งใจเล่าเรียนสอบเป็นขุนนาง จะให้แต่งงานกับลูกหลานตระกูลหลิน บัดนี้บุตรชายข้าสอบได้เป็นถึงจวี่เหริน และคุณหนูรองของพวกท่านก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว สมควรจะได้เวลาพูดคุยเรื่องงานมงคลเสียทีแล้วกระมัง”
หลินจวงสิงฝืนยิ้มที่ดูจอมปลอมยิ่งนักก่อนจะเอื้อนเอ่ย
“พี่เย่ ท่านใจเย็นลงก่อนเถิด ข้าหลินจวงสิงย่อมเคารพคำสัญญาของท่านพ่อที่ล่วงลับไปแล้วเสมอ ทว่า... ตอนนี้บุตรชายของท่านล้มป่วยกะทันหันมิใช่หรือ ได้ยินมาว่าเขาหมดสติไปหลายวันแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ จะให้ข้าจัดงานมงคลได้อย่างไรเล่า”
“ป่วยก็ส่วนป่วยสิเจ้าคะ!” ทันใดนั้นเหลียงหรูก็ตบเข่าฉาดโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลม
“ลูกชายข้าแค่หมดสติไปเพราะอ่านตำราหนักเกินไปเท่านั้น ท่านนักพรตบอกว่าถ้าได้แต่งภรรยาเข้ามาจะสามารถปัดเป่าโชคร้ายได้ จากนั้นอาการก็จะดีขึ้นเอง พวกท่านอย่าคิดจะใช้ข้ออ้างนี้มาเล่นตุกติกกับพวกเราเชียว”
เผิงหว่านที่ทนฟังมานานทุบโต๊ะดังปัง ชี้หน้าสองสามีภรรยาชาวบ้านด้วยความเหลืออด
“สามหาว! พวกเจ้าตระกูลเย่ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ บุตรชายของพวกเจ้าเป็นแค่จวี่เหรินยากจน หนำซ้ำตอนนี้ยังกลายเป็นคนนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แล้วเจ้ายังมีหน้ามาเรียกร้องให้บุตรสาวสุดที่รักของข้าแต่งงานเข้าไปปรนนิบัติคนใกล้ตายเช่นนั้นอีกหรือ ฝันไปเถอะ!”
“หลินฮูหยินหลินท่านพูดจาให้มันดี ๆ หน่อยนะ หากไม่ใช่เพราะท่านผู้เฒ่าหลินเป็นคนเสนอสัญญาเกี่ยวดองนี้เอง พวกข้าก็คงไม่ถ่อมาถึงที่นี่หรอก หรือพวกท่านเห็นว่าตอนนี้ตระกูลหลินได้เป็นขุนนางใหญ่โตแล้ว เลยคิดจะเนรคุณ ทอดทิ้งผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตบิดาตนเองงั้นหรือ” เย่ต้านโกรธจนหน้าแดงก่ำ
“นี่เจ้ากล้าด่าว่าข้าเนรคุณหรือ!” หลินจวงสิงเก็บสีหน้าไม่อยู่แล้วจึงตวาดลั่นด้วยใบหน้าถมึงทึง
“มิเช่นนั้นเล่า หากท่านไม่ทำตามสัญญา คอยดูเถอะข้าก็จะไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการให้ชาวเมืองหลวงได้รู้กันไปเลย ว่าเจ้ากรมขุนนางตระกูลหลิน เป็นพวกตระบัดสัตย์ หลอกลวง ไม่ยึดถือคำบิดา!” เหลียงหรูกดล่าวจบก็เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว
คำขู่เรื่องศาลาว่าการทำเอาหลินจวงสิงชะงักงัน เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมตามไรผม เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นสามมา หากมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการอกตัญญูและการผิดสัญญาหลุดรอดออกไป อนาคตในหน้าที่การงานของเขาต้องจบเห่แน่!
ชายวัยกลางคนพยายามสูดหายใจลึก ปั้นหน้ายิ้มประจบประแจง
“พวกท่านทั้งสองอย่าเพิ่งด่วนโกรธเคืองไปเลย ข้าไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกสัญญาเสียหน่อย เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ข้าขอเวลาปรึกษาหารือกับฮูหยินของข้าสักครู่ได้หรือไม่ พวกท่านไปพักผ่อนดื่มชาที่เรือนรับรองก่อน แล้วข้าจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่พวกท่านแน่นอน”
เย่ต้านกับเหลียงหรูมองหน้ากันอย่างชั่งใจ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง “ก็ได้! พวกข้าจะรอฟังคำตอบ หากไม่ได้เรื่อง ข้าไปตีกลองร้องทุกข์แน่”
เมื่อบ่าวรับใช้นำทางสองสามีภรรยาตระกูลเย่ออกไปจากโถงแล้ว บรรยากาศที่แสร้งทำเป็นดีเมื่อครู่ก็พังครืนลงทันที
เผิงหว่านทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้พลางยกมือขึ้นนวดขมับ
“ท่านพี่ ท่านจะยอมให้พวกชั้นต่ำนั่นมาข่มขู่เราถึงในจวนได้อย่างไร เย่เออร์ของพวกเรางดงามเพียบพร้อม ซ้ำยังต้องเตรียมตัวแต่งเข้าจวนเติ้งกั๋วกง วาสนาใหญ่โตหล่นทับถึงเพียงนี้ จะให้นางไปแต่งกับคนใกล้ตายอย่างเด็กผู้นั้นได้อย่างไร ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!”
หลินจวงสิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้ากลัดกลุ้ม “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า คิดว่าข้าจะสนใจคนแซ่เย่นั่นหรือ เย่เจิ้งเคอเป็นจวี่เหรินแล้วอย่างไร จะสู้จวนกั๋วกงที่มีอำนาจล้นฟ้าในแคว้นได้หรือ แต่สัญญานั่นมีตราประทับของท่านพ่อชัดเจน หากพวกมันเอาไปร้องเรียนจริง ๆ ตำแหน่งข้าคงรักษาไว้ไม่ได้แน่ จวนกั๋วกงก็ทิ้งไม่ได้ ตระกูลเย่ก็ขัดไม่ได้ โอ๊ย ปวดหัวยิ่งนัก”
สองสามีภรรยาต่างพากันนั่งถอนหายใจทิ้งอย่างอับจนหนทาง หากส่งหลินซีเย่ไปแต่งกับตระกูลเย่ ก็เท่ากับสูญเสียโอกาสเกี่ยวดองกับจวนกั๋วกง ทว่าหากบ่ายเบี่ยงตระกูลเย่ ชื่อเสียงของหลินจวงสิงก็ต้องพังพินาศ
ในขณะที่ทั้งสองกำลังมืดแปดด้านอยู่นั้น เสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงยียวนที่ดังแทรกเข้ามาในห้องโถง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ จะคิดหนักไปไยขอรับ เรื่องแค่นี้แก้ไขได้ง่ายนิดเดียว”
หลินจวงสิงและเผิงหว่านหันขวับไปมองทิศทางของเสียงของผู้มาใหม่ ก็พบกับร่างของเด็กหนุ่มผู้สวมชุดผ้าไหมราคาแพงก้าวอาด ๆ เข้ามาในห้องโถง ใบหน้าของเขาถอดแบบมาจากบิดามารดา ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและร้ายกาจ เขาคือ หลินซีหยิน บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของตระกูลหลิน
เด็กหนุ่มเดินมาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างมารดา ก่อนจะหยิบขนมบนโต๊ะเข้าปากเคี้ยวอย่างไม่ยี่หระ “ข้ายืนฟังอยู่ด้านนอกได้สักพักแล้ว พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าจวนเราใช่ว่าจะมีบุตรสาวคนเดียวเสียเมื่อไร หลินซวงเยี่ยนก็ว่างอยู่มิใช่หรือขอรับ”
เผิงหว่านชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้
“คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเช่นนาง ได้แต่งกับจวี่เหรินนั่นก็นับว่าเป็นบุญหล่นทับหัวแล้ว อีกอย่างในสัญญานั่นก็ระบุไว้แค่ว่าเป็นบุตรสาวหรือหลานสาวตระกูลหลิน ไม่ได้ระบุชื่อเสียหน่อยว่าเป็นพี่รอง เรื่องนี้ง่ายมาก แค่ส่งหลินซวงเยี่ยนขึ้นเกี้ยวไปตระกูลเย่ พวกมันก็ไม่มีสิทธิ์มาฟ้องร้องเราได้อีกแล้ว!”
หลินซีหยินพูดถึงหลินซวงเยี่ยนราวกับอีกคนมิใช่พี่สาวที่โตมาด้วยกัน ทว่าคำพูดของเขาก็ราวกับเป็นแสงสว่างที่สาดส่องลงมาเปิดทางให้แก่บิดามารดา
“หยินเออร์เจ้าช่างฉลาดหลักแหลมจริง ๆ” เผิงหว่านยิ้มกว้างจนตาหยี รีบจับมือบุตรชายด้วยความดีใจ
“ใช่แล้ว! หลินซวงเยี่ยน! ทำไมข้าถึงนึกไม่ถึงนะ นางพ้นวัยปักปิ่นมาแล้วพอดี แม้จะเป็นแค่เด็กที่เราเก็บมาเลี้ยงเพื่อเสริมดวงชะตา แต่ชาวบ้านร้านตลาดก็รู้กันทั่วว่านางคือคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิน เช่นนั้นก็เป็นนางแล้วกัน เย่เออร์ของข้ารอดแล้ว”
หลินจวงสิงลูบเคราตัวเอง สีหน้าตึงเครียดมลายหายไปจนหมดสิ้น
“ช่างเป็นแผนการที่ประเสริฐยิ่ง พวกเราชุบเลี้ยงนางมาสิบกว่าปี ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่ซุกหัวนอน ถึงเวลาที่นางต้องตอบแทนบุญคุณตระกูลหลินแล้วส่วนเย่เออร์ของพวกเรา ก็จะได้แต่งเข้าจวนเติ้งกั๋วกงอย่างสง่างามโดยไม่มีข้อครหา”
“เช่นนั้นจะรอช้าอยู่ไยเล่าเจ้าคะท่านพี่ รีบเรียกตัวนางมาตกลงเรื่องนี้เถิด” เผิงหว่านกล่าวแล้วก็หันไปตะโกนสั่งบ่าวรับใช้หน้าประตูด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“พวกเจ้ารีบไปที่เรือนหลัง ไปตามคุณหนูใหญ่มาพบข้าที่นี่เดี๋ยวนี้!”
“รับทราบเจ้าค่ะฮูหยิน!” บ่าวรับใช้รับคำแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
เรือนหลัง จวนตระกูลหลิน
ภายในห้องที่เงียบสงบ หลินซวงเยี่ยนนั่งจิบชาอยู่ริมหน้าต่างด้วยท่วงท่าสง่างาม ดวงตาดุจหงส์ทอดมองออกไปยังมวลหมู่ดอกไม้ในสวน ทว่าแววตากลับว่างเปล่าและเย็นชา
“คุณหนูเจ้าคะ! บ่าวรับใช้จากเรือนหน้ามาแจ้งว่า นายท่านและฮูหยินเรียกให้คุณหนูไปพบที่โถงใหญ่เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ยวนยวนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน
หลินซวงเยี่ยนค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังขึ้นเบา ๆ ทว่ากลับฟังก้องกังวานในความเงียบ
ริมฝีปากอิ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงาม ทว่ากลับทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างน่าประหลาด
นางลุกขึ้นยืน จัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย “ไปกันเถิดยวนยวน ไปจัดการเรื่องยุ่งยากกัน”
ชาติก่อนนางเคยตามืดบอด ยอมทุ่มเททุกสิ่งเพื่อความรักจอมปลอม แต่นับจากตอนนี้เป็นต้นไป ทุกย่างก้าวของนาง จะไม่เดินซ้ำรอยเดิมเป็นอันขาด!
