2
จ้าวเจียพ่านนั่งอยู่หน้ากระจก เพ่งพินิจใบหน้างามที่เคยเศร้าหมองเมื่อชาติก่อน มือบางหยิบเครื่องประทินผิวราคาถูกที่ได้จากฮูหยินรองขึ้นมา...
เมื่อชาติก่อน ชีวิตของนางช่างน่าเวทนานัก นางก้มหน้าก้มตาเป็น 'คนดี' เสียจนตาบอด มองไม่ออกเลยสักนิดว่าใครคือคน ใครคือปีศาจในคราบมนุษย์
บิดาของนางเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ทว่านับตั้งแต่ท่านพ่อต้องเดินทางไปประจำการที่ชายแดนไกลแสนไกล มารดาซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ก็ล้มป่วยเรื้อรัง อำนาจการดูแลจวนทั้งหมดจึงตกไปอยู่ในมือของฮูหยินรองมารดาของจ้าวเจียเพ่ย
นับแต่นั้น ชีวิตของคุณหนูใหญ่ตระกูลจ้าวก็แปรเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ... เสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดีหรือเครื่องประดับงดงามที่ท่านพ่อคัดสรรส่งกลับมาจากชายแดน ถูกฮูหยินรองยึดไปประเคนให้ลูกสาวของตนจนหมดสิ้น ส่วนสิ่งที่ส่งมาถึงมือเจียพ่าน มีเพียงผ้าเนื้อหยาบไร้ราคา เครื่องประดับมีตำหนิต่างหน้า และเครื่องประทินผิวสากๆ ที่ผสมแป้งโม่ละเอียดจนเนื้อเหนียวเหนอะหนะ แม้กระทั่งเบี้ยหวัดรายเดือนก็ถูกกวักต้อนเข้าคลังส่วนตัวของฮูหยินรองจนเรือนของนางไม่เคยได้สัมผัสคำว่ามั่งคั่ง
ยามฤดูหนาวคืบคลานมาเยือน ลมพัดกรรโชกจนกระดูกแทบปวดบวม ในเรือนของนางกลับไม่มีถ่านสักก้อนไว้ผิงไฟ ไอเย็นยะเยือกเสียดแทงจนมือเท้าบวมพอง อาอี่ต้องต้มน้ำแกงขิงไร้เนื้อสัตว์มาให้นางดื่มเพื่อประทังความหนาว ความเป็นอยู่ของคุณหนูใหญ่ในจวนแม่ทัพไม่ต่างอะไรจากสาวใช้ชั้นต่ำ... ทว่าด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว และไม่อยากให้บิดาที่อยู่ชายแดนต้องเป็นกังวล เจียพ่านในตอนนั้นจึงกัดฟันทน กลืนน้ำตาลงคอ ไม่เคยเอื้อนเอ่ยร้องขอสิ่งใดเลยแม้แต่คำเดียว
ทว่าความดีและความอดทนอดกลั้นของนาง... กลับตอบแทนมาด้วยเพลิงไหม้ที่แผดเผานางทั้งเป็น!
เพล้ง!
ตลับแป้งประทินผิวราคาถูกในมือถูกเหวี่ยงกระทบพื้นอย่างแรงจนแตกกระจาย แป้งสีขาวร่วงกวาดเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นไม้
จ้าวเจียพ่านมองเศษซากนั้นด้วยสายตาเรียบเย็น ดวงตากลมโตบัดนี้ฉายแววเฉียบขาด ไร้ซึ่งความอ่อนแอและร่องรอยของความเจียมตัวอีกต่อไป นางยกมือขึ้นลูบกรอบหน้าของตนเองเบาๆ ก่อนจะเอ่ยกับตัวเองผ่านเงาในกระจกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมและเด็ดเดี่ยว
"ไร้สาระสิ้นดี! ชาติก่อนข้าอดทนเป็นคนดี แล้วได้สิ่งใดตอบแทนนอกจากความตายอย่างอนาถ...ชาตินี้พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้เสวยสุขบนความทุกข์ของข้าอีก!"
"คุณหนู..."
เสียงอาอี่ดังขึ้นเบาๆ ยามก้าวเท้าเข้ามาในห้อง สายตามองตรงไปยังเศษตลับแป้งที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นด้วยความประหลาดใจ
จ้าวเจียพ่านค่อยๆ ละสายตาจากกระจกเงา หันกลับมามองสาวใช้ด้วยแววตาสงบนิ่งเรียบเฉย ไร้รอยแผลแห่งความอ่อนแออย่างที่เคยเป็น "รถม้าเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่?"
"พร้อมแล้วเจ้าค่ะ..." อาอี่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ "ว่าแต่คุณหนูจะออกไปที่ใดหรือเจ้าคะ?"
ดวงหน้างดงามคลายความตึงเครียด เผยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา "ไปถึงเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง"
สาวใช้ทำหน้าซีดงุนงง ไม่เข้าใจท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้เป็นนาย แต่ก็ยินยอมเดินตามออกไปแต่โดยดี
เสียงล้อรถม้าบดบดลงบนถนนขรุขระ รถม้าเคลื่อนตัวออกนอกเส้นทางที่คุ้นเคยไปเรื่อยๆ จนอาอี่เริ่มนั่งไม่ติด ทอดมองออกไปนอกกะพ้อรถม้าด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
"คุณหนู... นี่เรากำลังจะไปที่ใดกันหรือเจ้าคะ?"
เจียพ่านเปรยตาขึ้นมองสบตาตอบเบาๆ "ตลาดมืด"
"อะไรนะเจ้าคะ!" อาอี่เบิกตากว้าง ร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ "คุณหนูรู้หรือไม่เจ้าคะว่าสถานที่นั้นมันอันตรายเพียงใด! มีแต่ของผิดกฎหมาย ทั้งยังมีพวกนักเลงอันธพาลเพ่นพ่านไปหมด ไม่มีสตรีตระกูลสูงที่ไหนเขาไปกันหรอกนะเจ้าคะ!"
เจียพ่านยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววหยอกเย้า "เจ้าเคยไปหรืออย่างไรถึงได้รู้ดีนัก?"
"มะ... ไม่เคยเจ้าค่ะ" สาวใช้รีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
"เช่นนั้นรู้ได้อย่างไร?" เจียพ่านหรี่ตาลงจ้องมอง
"ข้าได้ยินบ่าวคนอื่นในเรือนพูดกันน่ะเจ้าค่ะ!" อาอี่ตอบทันควัน
เจียพ่านส่ายหน้าเบาๆ พลางยิ้มขำ "เจ้านี่นะ... เพียงแค่ฟังคนอื่นพูดมา ก็ปักใจเชื่อเสียแล้วหรือ?"
"ก็ถ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เหตุใดทางการถึงต้องคอยจัดกำลังกวาดล้างอยู่บ่อยๆ เล่าเจ้าคะ!" อาอี่ยังคงเถียงตาใส หวังให้ผู้เป็นนายเปลี่ยนใจ
เจียพ่านถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นแตะขมับ "เอาล่ะๆ ข้าไม่เถียงกับเจ้าแล้ว เอาเป็นว่าเมื่อไปถึง เจ้าแค่เดินตามข้ามาเงียบๆ ไม่ต้องพูดอะไรก็พอ"
"แต่คุณหนูเจ้าคะ เชื่อข้าเถอะนะเจ้าคะ มันอันตราย..." อาอี่ทำหน้างอ ปากย่นด้วยความห่วงใย
เจียพ่านไม่ตอบคำ ตัดบทด้วยการเอนกายพิงผนังรถม้าแล้วหลับตาลงอย่างสงบ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าบทสนทนานี้จบลงแล้ว สาวใช้คนสนิทจึงทำได้เพียงถอนหายใจ และกลืนคำทัดทานทั้งหมดลงคอไปเงียบๆ
