บท
ตั้งค่า

4 ขุดหลุมศพ

4

ขุดหลุมศพ

ที่สุสานสาธารณะท้ายหมู่บ้าน สายฝนโหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนผืนดินกลายเป็นโคลน เสี่ยวเหมยยืนถือร่มอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ใบหน้าสะสวยบิดเบี้ยวด้วยความร้อนใจ เธอสั่งกำชับชายฉกรรจ์สองคนที่จ้างมาให้ขุดดินอย่างเร่งด่วน

“เร็วเข้าสิ! มัวชักช้าอะไรอยู่ เดี๋ยวพวกชาวบ้านมาเห็นเข้าจะวุ่นวายกันไปใหญ่”

ชายฉกรรจ์ทั้งสองเหงื่อไหลปนไปกับน้ำฝน พวกเขาออกแรงขุดแข่งกับเสียงฟ้าร้อง ความเหนอะหนะของดินโคลนทำให้การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่เพราะเห็นแก่เงินก้อนโตที่เสี่ยวเหมยหยิบยื่นให้ พวกเขาจึงต้องกัดฟันขุดต่อไป

เพียงไม่กี่ชั่วยามผ่านไปคมจอบก็กระทบเข้ากับฝาโลงไม้เนื้อแข็ง เสี่ยวเหมยใจชื้นขึ้นมาทันที หล่อนขยับเข้าไปใกล้ปากหลุมพลางชะโงกหน้ามองด้วยความตื่นเต้น

“เจอแล้ว! รีบเอาดินออกให้หมดแล้วเปิดฝาโลงเร็วเข้า เว่ยถิงคงจะอึดอัดแย่แล้ว”

ชายทั้งสองช่วยกันใช้มือตะกุยโคลนออกจากหน้าโลงศพ แต่เมื่อเสี่ยวเหมยได้เห็นลักษณะของโลงศพชัดๆ หล่อนกลับต้องขมวดคิ้วแน่น โลงศพตรงหน้าดูแข็งแรงกว่าที่นัดแนะกับหลี่กุ้ยเซียนไว้มาก และที่สำคัญคือหัวตะปูตัวยาวถูกตอกจมมิดลงไปในเนื้อไม้แทบทุกตารางนิ้ว

“ทำไมตอกฝาโลงแน่นขนาดนี้” เสี่ยวเหมยสังหรณ์ใจไม่ดี

ภายในโลงที่คับแคบและชื้นแฉะ จางเว่ยถิงนอนตัวสั่นเทาด้วยความกลัว น้ำฝนที่ปนเปื้อนดินโคลนค่อยๆ ไหลซึมผ่านรูเล็กๆ ที่เจียลี่สั่งเจาะไว้ ระดับน้ำเพิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามยามเกร็งต้นคอยกขึ้นสูดเอาอากาศ

ความทรมานที่จางเว่ยถิงเผชิญอยู่นั้นแสนสาหัส อากาศภายในโลงเริ่มน้อยลงทุกทีจนเขาต้องหอบหายใจอย่างยากลำบาก ทันทีที่ระดับน้ำในโลงสูงขึ้นจนถึงใบหู เสียงอื้ออึงของสายฝนด้านนอกก็แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงัน เขาพยายามขยับตัวแต่โลงไม้ที่แคบจึงทำได้เพียงบิดกายไปมาอย่างทุรนทุราย

ทันใดนั้น เสียงจากคมจอบที่กระทบฝาโลงเบื้องบนก็ดังขึ้น จางเว่ยถิงเบิกตากว้างในความมืด ความหวังสุดท้ายที่เกือบจะมอดดับพลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เขาแน่ใจว่าเสี่ยวเหมยพาคนมาช่วยแล้วแน่ๆ

"ช่วยด้วย! ฉันอยู่นี่! เปิดโลงที! เร็วเข้าฉันจะตายแล้ว!"

เขาตะโกนสุดเสียง แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมากลับเบาและถูกกลบด้วยเสียงพายุฝน จางเว่ยถิงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีรัวกำปั้นทั้งสองข้างทุบลงบนฝาโลงอย่างบ้าคลั่ง

แรงกระแทกจากภายในทำให้ฝาโลงสั่นสะเทือน แต่ตะปูที่ตอกไว้อย่างแน่นหนากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย จางเว่ยถิงทุบโลงจนข้อนิ้วปริแตกเลือดซึมไหลออกมาผสมกับน้ำ ยิ่งทุบแรงเท่าไหร่ น้ำโคลนด้านนอกก็ยิ่งทะลักเข้ามามากขึ้นเท่านั้น เขาสำลักน้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ

ด้านนอกฝนยังคงตกลงมาไม่ขาดสาย เสี่ยวเหมยที่เห็นว่าปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มเสียสติ หล่อนไม่ได้ยินเสียงตะโกนจากข้างในชัดนัก แต่แรงสั่นสะเทือนจากการทุบฝาโลงอย่างบ้าคลั่งทำให้รู้ว่าจางเว่ยถิงกำลังจะขาดใจตายแล้ว

“ทุบ! ทุบฝาโลงทิ้งซะ! ไม่ต้องถอนตะปูแล้ว เร็วเข้า!”

เสี่ยวเหมยแผดเสียงสั่งด้วยความตื่นตระหนก ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนสบตากันครู่หนึ่งก่อนออกแรงทุบลงบนไม้เนื้อแข็ง จนในที่สุดฝาโลงที่หนาหนักก็แตกหัก

“กรี๊ด!”

หญิงสาวหวีดร้องลั่นจนเกือบเสียหลักล้มลงในโคลน ภาพเบื้องหน้าคือจางเว่ยถิงที่นอนแช่อยู่ในน้ำจนเกือบเต็มโลง ใบหน้าของเขาซีดเผือกจนเขียวคล้ำ ดวงตาเหลือกค้างและหมดสติไปแล้วจากการขาดอากาศหายใจและสำลักน้ำ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งรีบคว้าคอเสื้อแล้วดึงร่างที่เปียกโชกออกมาจากโลงศพ

“ยังไม่ตาย! รีบพาเขาไปส่งโรงพยาบาลในตัวอำเภอก่อน”

เสี่ยวเหมยรีบวิ่งตามไปทันที ทิ้งให้ชายฉกรรจ์อีกคนแยกตัวมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลจางเพื่อแจ้งข่าวตามแผน ที่บ้านไม้หลังเดิม หลี่กุ้ยเซียนยังคงเดินกระวนกระวายไม่หยุด จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตู เธอรีบถลาไปเปิดประตูทันที ชายฉกรรจ์คนนั้นกระซิบกระซาบรายงานสถานการณ์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ท่าทางของหลี่กุ้ยเซียนดูตกใจและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าลูกชายเกือบตายอยู่ในโลงศพจริงๆ

จ้าวเจียลี่ยังคงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เธอจ้องมองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่กำลังทำตัวมีพิรุธ แสงฟ้าแลบส่องให้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเธอ แววตาคู่นั้นเย็นชาเสียจนหากใครมาเห็นคงต้องขนลุกชัน

ต่อให้จางเว่ยถิงรอดชีวิตกลับมาได้ ร่างกายที่แช่น้ำโคลนจนปอดเสียหายและสมองที่ขาดออกซิเจนไปนานขนาดนั้นจะเหลือสภาพเป็นมนุษย์สักแค่ไหนกันเชียว

แววตาของหลี่กุ้ยเซียนดูสับสนลนลาน ในตาพร่ามมัวนั้นกลอกไปมาอย่างใช้ความคิด หล่อนรู้ดีว่าหากความแตกเรื่องแกล้งตาย ตระกูลจางคงไม่มีหน้าอยู่ในหมู่บ้านนี้อีกต่อไป พลันความคิดเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นมา หล่อนตัดสินใจเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการแผดเสียงร้องลั่นบ้าน

"อะไรนะ! เว่ยถิงยังไม่ตายเหรอ! ลูกชายฉันตายแล้วฟื้นขึ้นมาจริงๆ ใช่ไหม ตอนนี้เขาอยู่โรงพยาบาลใช่ไหม!"

ชายที่มาส่งข่าวชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความงุนงง เพราะเขาเพิ่งจะกระซิบรายงานไปว่าลูกชายของยายแก่เกือบจะจมน้ำตายคาโลง แต่พอเห็นสายตาบีบบังคับของหลี่กุ้ยเซียน เขาก็ฉลาดพอที่จะรีบรับช่วงบทละครนี้ต่อทันที

"ใช่ครับป้าหลี่ ปาฏิหาริย์จริงๆ มีคนไปเจอว่าดินมันถล่มจนโลงโผล่ แล้วได้ยินเสียงเคาะข้างใน พอช่วยออกมาได้ถึงรู้ว่าเขายังมีลมหายใจอยู่ ตอนนี้ส่งตัวไปโรงพยาบาลในเมืองแล้วครับ!"

เมื่อชายคนนั้นปลีกตัวจากไป หลี่กุ้ยเซียนก็เปลี่ยนท่าทีจากความตระหนกเป็นเกรี้ยวกราด หล่อนเดินดุ่มเข้าหาจ้าวเจียลี่ที่ยังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเหี่ยวย่นชี้หน้าสะใภ้อย่างเอาเรื่อง

"เป็นเพราะเธอเจียลี่! เธอมันเป็นเมียภาษาอะไรถึงดูไม่ออกว่าผัวยังไม่ตาย เธอกล้าดียังไงเอาคนเป็นๆ ใส่โลงตอกตะปูฝังดินแบบนั้น ถ้าเว่ยถิงเป็นอะไรไปเธอต้องรับผิดชอบ!"

จ้าวเจียลี่ลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่จ้องกลับไปไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย เธอแค่นยิ้มเย็นชาก่อนจะตอกกลับด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด

"แม่จะมาโทษฉันได้ยังไงคะ ก็แม่เองไม่ใช่เหรอที่ร้องห่มร้องไห้โวยวายปานจะขาดใจบอกว่าเว่ยถิงตายแล้ว แถมยังเร่งให้ฉันรีบไปหาคนมาจัดการศพเดี๋ยวนั้น แม่เป็นแม่แท้ๆ ยังดูไม่ออกแล้วจะมาคาดหวังอะไรกับฉันล่ะคะ"

"เธอกล้าย้อนฉันเหรอ!"

"ฉันพูดความจริงค่ะ ถ้าวันนั้นแม่มีสติกว่านี้หรือให้ฉันรอหมอมาตรวจก่อน เว่ยถิงคงไม่ต้องไปนอนทรมานอยู่ในโลงแบบนั้น หรือว่า...แม่จงใจอยากให้ฉันเข้าใจว่าเขาตายจริงๆ กันแน่คะ"

หลี่กุ้ยเซียนสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกพูดแทงใจดำ หล่อนรีบตัดบทก่อนที่ความลับจะถูกเปิดโปงไปมากกว่านี้

"หยุดพูดพล่อยๆ ฉันไม่มั่วมาทะเลาะกับสะใภ้อกตัญญูอย่างเธอแล้ว เหอะ! เป็นภรรยาที่ดีก็ไม่ได้เป็นลูกสะใภ้ที่ดีก็ไม่ได้ ตอนนี้ฉันต้องไปหาเว่ยถิงที่โรงพยาบาล ฉันต้องไปเดี๋ยวนี้!"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel