5 เดี๋ยวจะเสียสุขภาพ
5
เดี๋ยวจะเสียสุขภาพ
จ้าวเจียลี่มองอาการฟูมฟายของแม่สามีด้วยสายตาเรียบเฉย เธอไม่ได้รู้สึกสงสารแต่กลับรู้สึกสมเพชในความพยายามที่จะป้ายสีความผิดมาให้เธอ
“แม่คะ ไปตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ทางไปตัวอำเภอน่ะไกลหลายสิบกิโล แถมพายุเข้าโคลนถล่มแบบนี้รถประจำทางก็ไม่มีวิ่ง รถยนต์ในหมู่บ้านเรานอกจากบ้านเถ้าแก่หวังที่รวยล้นฟ้าก็ไม่มีใครมีใช้กันหรอก"
หลี่กุ้ยเซียนชะงักพลางถลึงตาใส่ “ไม่รู้แหละ! ยังไงฉันก็ต้องไป เว่ยถิงลูกชายฉันกำลังลำบาก แกมันคนใจจืดใจดำ นังสะใภ้อกตัญญู!”
เมื่อเห็นว่าลูกสะใภ้ไม่สะทกสะท้าน หลี่กุ้ยเซียนก็ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ทุบขาตัวเองปึกๆ ร้องห่มร้องไห้ปากก็พร่ำด่าไม่หยุด
“โอ๊ย! เวรกรรมอะไรของฉันที่ได้สะใภ้แบบนี้ ผัวเกือบตายทั้งคนยังมานั่งทำหน้าตายอยู่ได้ บรรพบุรุษตระกูลจางคงสาปแช่งเธอไปถึงชาติหน้า!”
จ้าวเจียลี่ไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอลุกขึ้นยืนพลางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดแบบไม่เกรงใจสายตาใคร
“ดึกมากแล้วนะคะแม่ ร้องไห้ไปก็ไม่มีรถมารับหรอกค่ะ พักผ่อนนอนหลับเถอะเดี๋ยวจะเสียสุขภาพไปอีกคน ส่วนฉันเองก็ง่วงเต็มทีแล้ว วันนี้เหนื่อยกับพิธีฝังศพมาทั้งวันขอตัวไปนอนก่อน”
พูดจบเจียลี่ก็เดินสะบัดก้นเข้าห้องนอนไปทันที ทิ้งให้หลี่กุ้ยเซียนนั่งอ้าปากค้างทุบอกตัวเองซ้ำๆ อยู่กลางบ้าน หล่อนได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในคอเหมือนอยากจะโวยวายต่อแต่สะใภ้ตัวดีดันไม่อยู่ให้ด่าทอเสียแล้ว
ในห้องนอนที่มืดสลัว เจียลี่ล้มตัวลงนอนบนฟูกอย่างสบายใจ เสียงสายฝนด้านนอกเริ่มซาลง เธอหลับตาลงพร้อมกับภาพจางเว่ยถิงที่นอนพะงาบๆ อยู่ในโรงพยาบาล ไม่รู้ว่าเขาอาการสาหัสแค่ไหน ถ้าเป็นไปได้ขอให้เขาลงนรกไปเร็วๆ เลยยิ่งดี
เช้าตรู่หลังพายุพัดผ่านไปทิ้งไว้เพียงความชื้นแฉะ จ้าวเจียลี่ยังไม่ทันจะได้ล้างหน้าล้างตา เสียงเคาะที่หน้าประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน
ปัง! ปัง! ปัง!
"เจียลี่ตื่นหรือยัง! ผัวนอนพะงาบๆ อยู่โรงพยาบาลเธอยังนอนกินบ้านกินเมืองอยู่ได้ลงคอ ใจคอทำด้วยอะไรหา!"
เสียงแหลมเล็กของหลี่กุ้ยเซียนดังทะลุประตูเข้ามาพร้อมกับคำตำหนิยาวเหยียด เจียลี่แสร้งทำเป็นลนลาน รีบเปิดประตูออกไปรับหน้าด้วยท่าทางงัวเงีย
"ฉันขอโทษค่ะแม่ เมื่อคืนมัวแต่ห่วงเว่ยถิงจนนอนไม่หลับเช้ามาก็เลยเพลียไปหน่อย ฉันจะรีบไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ค่ะ"
เธอรีบจัดการตัวเองอย่างว่องไว แต่ในใจกลับผิดกับท่าทางที่แสดงออก เมื่อแต่งตัวเสร็จทั้งคู่ก็ก้าวออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังศาลารอรถประจำทางที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน หลี่กุ้ยเซียนเดินไปกุมมือไปกระวนกระวายใจจนอยู่ไม่สุข หล่อนหันมาถลึงตาใส่สะใภ้เป็นระยะ
"ดูสภาพเธอสิ แต่งตัวชักช้าอืดอาด ถ้าเว่ยถิงเป็นอะไรไปฉันจะโทษเธอคนเดียว! แล้วนี่เตรียมเงินมาบ้างรึเปล่า ค่าหมอค่ายาในเมืองมันแพงนะ"
หึ...ตะหนี่ถี่เหนียวนักก็ปล่อยมันตายไปสิ!
เจียลี่ทำเพียงก้มหน้าเดินตามเงียบๆ ฟังคำด่าทอที่ลอยผ่านหูไปเหมือนลมพัด ที่หลี่กุ้ยเซียนหงุดหงิดขนาดนี้ไม่ใช่แค่ห่วงลูกชาย แต่เป็นเพราะแผนแกล้งตายเพื่อหนีไปมีชีวิตใหม่มันดันจะกลายเป็นตายเกือบจริงต่างหาก
เมื่อมาถึงศาลาไม้เก่าๆ รถบัสประจำทางสีซีดที่ดูเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ก็แล่นเข้ามาจอด หลี่กุ้ยเซียนรีบเบียดตัวขึ้นรถไปก่อนอย่างรวดเร็วโดยไม่รอสะใภ้ เจียลี่มองแผ่นหลังของแม่สามีแล้วลอบยิ้ม
พอถึงโรงพยาบาลในตัวอำเภอหลี่กุ้ยเซียนก็ไม่รอช้า หล่อนรีบวิ่งนำหน้าเข้าไปยังห้องผู้ป่วยรวมทันที ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป สภาพของจางเว่ยถิงบนเตียงคนไข้ทำเอาถึงกับเข่าอ่อน ร่างที่เคยดูดีตอนนี้ซีดเซียวจนแทบจะเป็นสีเดียวกับผ้าปูเตียง ใบหน้าขาวซีด ผิวหนังตามร่างกายดูซีดเผือด จังหวะลมหายใจแผ่วเบาจนรู้สึกได้
ที่ข้างเตียงนั้น เสี่ยวเหมยนอนฟุบหน้าหลับอยู่ด้วยสภาพที่ดูไม่จืดเช่นกัน เสื้อผ้าชุดสวยที่ดูทันสมัยบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลน ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิง ใต้ตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักและการอดนอนตลอดทั้งคืน มือข้างหนึ่งยังคงกุมมือที่เย็นเฉียบของเว่ยถิงไว้แน่น
"เว่ยถิงลูกแม่!"
หลี่กุ้ยเซียนโผเข้าไปเกาะขอบเตียง พลางร้องไห้โฮออกมาเสียงดังจนคนไข้เตียงข้างๆ หันมามอง เสี่ยวเหมยสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ พอเห็นว่าเป็นหลี่กุ้ยเซียนและเจียลี่ หล่อนก็รีบจัดแจงเสื้อผ้าและเช็ดน้ำตาออกอย่างรวดเร็ว แววตาของเสี่ยวเหมยที่มองมายังเจียลี่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและสับสน ทว่าเจียลี่กลับยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียง จ้องมองร่างที่ขยับเขยื้อนไม่ได้ของสามีด้วยสายตาว่างเปล่า เว่ยถิงยังไม่ได้สติ ดวงตาปิดสนิท มีเพียงหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างยากลำบาก
เจ็บปวดไหมล่ะเว่ยถิง...
เจียลี่ถามเขาในใจ พลางมองดูมือที่เคยผลักเธอตกบันไดซึ่งบัดนี้สีซีดเหมือนคนตาย
"คุณหมอว่ายังไงบ้างเสี่ยวเหมย ทำไมเว่ยถิงถึงยังไม่ฟื้น!" หลี่กุ้ยเซียนถาม
"หมอบอกว่าเขาขาดอากาศไปนานเกินไปค่ะป้าหลี่ แถมน้ำโคลนยังเข้าไปในปอดเยอะมาก ตอนนี้ได้แต่ประคองอาการไปก่อน"
เสี่ยวเหมยตอบด้วยเสียงสั่นเครือ พลางลอบมองปฏิกิริยาของเจียลี่ที่ยังคงยืนนิ่ง เจียลี่เห็นท่าทางลับลมคมในของคนทั้งคู่แล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ คนหนึ่งก็แม่ที่เห็นแก่ตัว อีกคนก็ชู้รักที่ทะเยอทะยาน ทั้งคู่คงกำลังกลัวจนหัวหดว่าเว่ยถิงจะฟื้นขึ้นมาไม่ได้อีกแล้ว ต่อไปคงต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียงแน่ๆ
"เจียลี่ เธอดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นห่วงสามีตัวเองเลยนะ"
เสี่ยวเหมยไม่ลืมที่จะเอ่ยปากกระแหนะกระแหน จ้าวเจียลี่ไม่ได้หลบสายตา เธอขยับเข้าไปใกล้เตียงอีกนิดแล้วกวาดสายจ้องมองเสี่ยวเหมยตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำเอาเสี่ยวเหมยถึงกับชะงัก
"ฉันน่ะต้องเป็นห่วงสามีของฉันอยู่แล้วเพราะฉันเป็นภรรยาของเขา ถึงอย่างไรต้องขอบคุณเธอจริงๆ ขนาดเธอเป็นแค่เพื่อนเก่าของสามีฉัน เธอยังเป็นห่วงเขามากมายขนาดนี้ จนบางทีฉันก็เริ่มจะสงสัยแล้วสิ..."
“เธอสงสัยอะไร”
"ฉันแค่แปลกใจว่าเธอรู้ได้ยังไงว่าเว่ยถิงจะตายแล้วฟื้น ค่ำคืนมืดมนฝนก็ตกหนักผู้หญิงตัวคนเดียวแทนที่จะนอนอยู่ในพี่พักของตัวเองแต่กลับออกไปเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวสุสานและช่วยเว่ยถิงได้ทันเวลาพอดิบพอดี เธอไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยเหรอ"
เสี่ยวเหมยหน้าถอดสี รีบแก้ตัวน้ำเสียงกระอึกกระอัก "ก็ฉัน...ฉันแค่สังหรณ์ใจไม่ดี เลยอยากออกไปดูให้เห็นกับตา"
"สังหรณ์ใจเก่งจังเลยนะ เหมือนรู้อะไรล่วงหน้าอย่างนั้นแหละ"
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้หลี่กุ้ยเซียนที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียงถึงกับหยุดกึกไปครู่หนึ่ง หล่อนเริ่มหันไปมองเสี่ยวเหมยเพราะกลัวว่าความลับจะรั่วไหลก่อนจะหันมาตวาดเจียลี่
"เธอพูดอะไรของเธอเจียลี่! เสี่ยวเหมยก็แค่หวังดี สามีไม่ตายแทนที่จะดีใจแต่กลับมาคาดคั้นไล่ต้อนผู้มีพระคุณ สะใภ้อย่างเธอนี้มันเลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ"
หญิงแก่รีบขัดคอ ฝ่ายเสี่ยวเหมยได้แต่เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือที่กุมมือเว่ยถิงอยู่เริ่มสั่นด้วยความโกรธ หล่อนไม่คิดเลยว่าจ้าวเจียลี่ที่เคยโง่งมมาตลอดอยู่ๆ ดีจะกลายเป็นคนที่พูดจาเฉือดเฉือนคนได้เจ็บแสบ อีกทั้งแววตาที่เคยใสซื่อนั้นก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาราวกับว่าเป็นคนละคนกับเมื่อก่อน
