3 ฝนโปรยปราย
3
ฝนโปรยปราย
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฝังศพ จ้าวเจียลี่ยืนมองเนินดินที่ทับถมร่างของสามีสารเลว เธอไม่ไปไหนเพราะอยากดูให้เห็นกับตาว่าเขาถูกฝังไปแล้วจริงๆ สร้างความขัดเคืองใจให้หลี่กุ้ยเซียนอยู่หลายครั้ง เพราะเจียลี่จับตามองโลงศพแบบไม่กะพริบตา จนถึงขั้นที่เว่ยถิงหาโอกาสออกมาจากโลงไม่ได้เลย
เมื่อทุกอย่างจบลงเธอก็ค่อยพยุงหลี่กุ้ยเซียนที่แสร้งทำเป็นแข้งขาอ่อนแรงกลับมายังบ้านไม้หลังเก่า ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน ลมพายุก็เริ่มพัดกรรโชกจนยอดไม้ไหวเอน ท้องฟ้าที่เคยสลัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนราวกับจะถล่มลงมา
หลี่กุ้ยเซียนที่เอนกายลงบนม้านั่งยาวเริ่มมีอาการกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด ลอบมองออกไปนอกหน้าต่างครั้งแล้วครั้งเล่า ในใจคงกำลังพะวงถึงแผนการของเสี่ยวเหมยที่จะพาคนไปขุดช่วยลูกชายออกมา ยิ่งเห็นสายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเป็นสาย หลี่กุ้ยเซียนก็ยิ่งอยู่ไม่ติด
“เจียลี่ ฉันรู้สึกใจไม่ดียังไงไม่รู้ อยากจะออกไปที่สุสานอีกสักรอบ อยากไปดูให้แน่ใจกลัวว่าหลุมศพของเว่ยถิงจะมีน้ำท่วมขังรึเปล่า”
หลี่กุ้ยเซียนขยับตัวลุกขึ้นหมายจะก้าวออกจากบ้านด้วยความร้อนรน แต่จ้าวเจียลี่กลับเข้าไปขวางประตูไว้ทันที
“แม่จะออกไปตอนนี้ทำไมคะ ฝนกำลังจะตกหนัก ลมพัดแรงแถมพักนี้แม่ก็เป็นลมหมดสติอยู่บ่อยๆ จะออกไปตากฝนให้ป่วยหนักกว่าเดิมทำไมกัน”
“ฉันไม่เป็นไร ฉันแค่เป็นห่วง...” หลี่กุ้ยเซียนพยายามจะเบียดตัวผ่าน แต่เจียลี่ยังคงยืนขวางไม่ยอมขยับออก
“แม่เป็นห่วงอะไรเหรอคะ ในเมื่อเว่ยถิงก็ฝังลงหลุมไปเรียบร้อยแล้ว หรือว่าแม่มีธุระอะไรสำคัญที่บอกฉันไม่ได้ ถึงต้องรีบร้อนไปที่สุสานเดี๋ยวนี้ให้ได้”
คำถามนั้นทำให้หลี่กุ้ยเซียนถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง หล่อนสบตากับสะใภ้แล้วรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง แววตาของเจียลี่ในตอนนี้ดูราวกับรู้เห็นทุกอย่างที่หล่อนซ่อนไว้
“ไม่มี! ไม่มีธุระอะไรทั้งนั้นแหละ”
“ถ้าไม่มีก็พักผ่อนเถอะค่ะ”
เจียลี่ตัดบทพลางปิดบานหน้าต่างลงอย่างแรงจนเสียงดังปัง หลี่กุ้ยเซียนหน้าถอดสี ทรุดตัวลงนั่งที่เดิมอย่างคนหมดแรง ได้แต่ฟังเสียงสายฝนที่เริ่มกระหน่ำลงบนหลังคาดังสนั่น
เธอหันไปมองทิศทางของสุสานแล้วยิ้มบางๆ ป่านนี้น้ำฝนคงกำลังไหลบ่าลงสู่พื้นดิน การขุดโลงศพในสภาพอากาศแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และเพื่อให้การช่วยเหลือเว่ยถิงล่าช้าลง เจียลี่ไม่ลืมที่จะสั่งคนทำศพให้ตอกฝาโลงอย่างแน่นหนา ต่อให้มีความสามารถขุดดินลึกลงไปถึงโลงศพได้ ก็ใช้ว่าจะนำร่างของเขาออกมาได้อย่างง่ายดาย
เสียงฝนยังเทกระหน่ำไม่หยุดหย่อน จ้าวเจียลี่ถอยไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ดวงตาจ้องมองสายน้ำที่ไหลบ่าลงมาไม่ขาดสาย พลางนึกถึงความรักอันโง่งมในชาติก่อนที่เธอเคยทุ่มเทให้กับจางเว่ยถิงจนหมดหัวใจ ในตอนนั้นเธอเชื่อมั่นมาตลอดว่าความกตัญญูและการเป็นภรรยาที่ดีจะซื้อใจเขาได้ แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับต้องตายอย่างถนาถด้วยน้ำมือคนรัก
ภาพของเสี่ยวเหมยผุดขึ้นมาในความคิด หญิงสาวที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มและท่าทางออดอ้อนแบบที่ผู้ชายมักจะพ่ายแพ้ เสี่ยวเหมยคือรักแรกของจางเว่ยถิง ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ความทะเยอทะยานทำให้เสี่ยวเหมยเลือกทิ้งเขาไปทันทีที่มีโอกาสเข้าไปเรียนต่อในตัวเมือง ทิ้งให้เว่ยถิงจมปลักอยู่กับความช้ำใจจนกระทั่งเขาตกลงปลงใจจะแต่งงานกับเจียลี่
ทว่าในช่วงเวลาที่การเตรียมงานแต่งงานกำลังดำเนินไป เสี่ยวเหมยที่เคยทิ้งไปอย่างไม่ใยดีกลับปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านอีกครั้งพร้อมกับข้าวของทันสมัยจากในเมือง การกลับมาของหล่อนทำให้หัวใจที่เคยสงบของจางเว่ยถิงเริ่มสั่นคลอน เจียลี่ในตอนนั้นสัมผัสได้ถึงความผิดปกติเสมอ เธอเคยเอ่ยถามเขาด้วยความกังวลใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสายตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญ
"เธอนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เจียลี่ ฉันกับเสี่ยวเหมยเป็นแค่เพื่อนวัยเด็กกันเท่านั้น เธอจะคิดมากไปทำไม เราจะแต่งงานกันอยู่แล้วนะ เลิกทำตัวงี่เง่าสักทีเถอะ"
จางเว่ยถิงมักจะใช้คำพูดรุนแรงเพื่อปกปิดความผิดของตนเอง เขาหาเรื่องตำหนิเจียลี่อยู่บ่อยครั้ง หาว่าเธอเป็นผู้หญิงงี่เง่าไร้เหตุผลและมีจิตใจคับแคบ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาแอบไปพบกับเสี่ยวเหมยที่ท้ายหมู่บ้านเกือบทุกคืนเพื่อวางแผนการแกล้งตายครั้งนี้
แต่การจะหนีตามกันไปแบบไม่มีแผนก็กลัวว่าหลี่กุ้ยเซียนจะไม่มีคนเลี้ยงดู และนี่จึงเป็นต้นเหตุของแผนการหลอกแต่งงานแล้วแกล้งตายเพื่อทิ้งตราบาปไว้ให้เจียลี่ในชาติก่อนเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนตัวเองก็หนีไปเสวยสุขกับคนรักที่เมืองหลวงกันอย่างเปิดเผย
เจียลี่ยิ้มหยันให้กับตัวเองในอดีต ในขณะที่หลี่กุ้ยเซียนยังคงเดินวนเวียนอยู่กลางบ้านด้วยความกระวนกระวายใจ เธออยากจะรู้เหลือเกินว่าในเวลานี้เสี่ยวเหมยที่แสนฉลาดคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ หล่อนจะกล้าฝ่าสายฝนและลุยดินโคลนไปขุดเอาคนรักที่กำลังแช่น้ำอยู่ในโลงศพออกมาหรือไม่
เจียลี่เหม่อมองฝนฟ้าที่โหมกระหน่ำพลางนึกถึงคำสัญญาของจางเว่ยถิงที่เคยบอกว่าชาตินี้จะไม่มีวันทำให้เธอต้องเสียใจ ภาพใบหน้าเคร่งขรึมจริงใจในวันนั้นช่างขัดกับภาพสุดท้ายในชาติก่อนที่เขาและเสี่ยวเหมยร่วมมือกันผลักเธอตกบันไดอย่างเลือดเย็น
ในตอนนั้นดวงตาของจางเว่ยถิงไม่มีแม้แต่ความลังเล มีเพียงความโลภและการอยากกำจัดเธอให้พ้นทางเพื่อไปเสวยสุขที่เมืองหลวง ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศยังคงฝังลึกอยู่ในใจของเจียลี่ ทว่าในนาทีนี้ ความรู้สึกเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความสะใจอย่างถึงที่สุด
เธอลอบมองหลี่กุ้ยเซียนที่เดินงุ่นง่านอยู่ไม่สุข พลางจินตนาการถึงจางเว่ยถิงที่กำลังนอนรอความตายอยู่ในโลงศพใต้ผืนดินที่ชุ่มน้ำ คำสัญญาจอมปลอมเหล่านั้นได้ตายไปพร้อมกับตัวเธอในชาติก่อนแล้ว และตอนนี้ถึงเวลาที่เขาต้องชดใช้คืนให้อย่างสาสม
เสียงฟ้าร้องที่ดังระงมทำให้หัวใจของหลี่กุ้ยเซียงเต้นไม่เป็นจังหวะ หล่อนไม่ได้ห่วงแค่เรื่องน้ำท่วมหลุมศพ แต่กำลังรอคอยคนของเสี่ยวเหมยที่จะต้องมาส่งข่าวว่าจางเว่ยถิงถูกขุดขึ้นมาและหนีไปด้วยกันอย่างปลอดภัยแล้วด้วย
ตามแผนที่นัดแนะกันไว้ ทันทีที่จางเว่ยถิงออกจากสุสานได้ เสี่ยวเหมยจะต้องส่งคนมาเคาะประตูส่งสัญญาณเพื่อให้หลี่กุ้ยเซียนได้รับทราบ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ สายฝนก็ยิ่งหนาตาจนมองไม่เห็นทางเดินเข้าหมู่บ้าน ความเงียบผิดปกติจากด้านนอกทำให้กระวนกระวายจนอยู่ไม่ติด
"ทำไมยังไม่มาอีก..."
หลี่กุ้ยเซียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางบีบมือเข้าหากันจนแน่น จ้าวเจียลี่ที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งลอบยิ้มเอ่ยถาม
"แม่รอใครอยู่หรือเปล่าคะ เห็นเดินไปเดินมาที่ประตูหลายรอบแล้ว"
เสียงเรียบๆ ของเจียลี่ทำให้หลี่กุ้ยเซียนสะดุ้งสุดตัว หันกลับมาถลึงตาใส่พลางกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดัน
"ใครจะมารอใครในเวลาแบบนี้! ฉันก็แค่ห่วงว่าลมจะพัดหลังคาบ้านพังเท่านั้นแหละ เธอนั่นแหละ สามีตายทั้งคนแทนที่จะไปนั่งสำรวมหน้าป้ายวิญญาณกลับมานั่งจ้องฉันอยู่ได้ นังผู้หญิงอัปมงคล!"
