บทที่ 9 โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (2)
บทที่ 9
โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (2)
คำปลอบโยนของภรรยาทำให้โฉวเฉิงเยี่ยคลายความกังวลลงได้บ้าง แต่ลึกๆ ในใจกลับยังคงมีความระแวงหลงเหลืออยู่
จังหวะนั้นเอง หลิวซู่หลานก็เอ่ยขึ้นคล้ายไม่ตั้งใจ
“หรือท่านแม่จะมองว่าท่านเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อย ไร้ผลงานโดดเด่น...หากวันหนึ่งน้องสามทำการค้าจนร่ำรวยขึ้นมา ตำแหน่งผู้สืบทอดจวนของท่านพี่ จะไม่สั่นคลอนหรอกหรือ?”
“เหลวไหล!” โฉวเฉิงเยี่ยแย้งทันควัน “เมื่อก่อนท่านแม่ยังดูแคลนอาชีพพ่อค้าว่าต่ำต้อย ไร้หน้าตาในสังคม จะมาเปรียบเทียบกับขุนนางในราชสำนักอย่างข้าได้อย่างไร”
แม้ปากจะพูดอย่างนั้น ทว่าหัวใจกลับเริ่มสั่นคลอน
หลิวซู่หลานถอนหายใจยาว ขยับเข้าไปกุมมือสามีอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาฉายแววเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง
“เป็นขุนนางแล้วอย่างไรเจ้าคะ? ท่านพี่เป็นเพียงขุนนางโยธาระดับล่าง ไร้อำนาจ ไร้ทรัพย์สิน...แต่การดำรงชีวิตในความเป็นจริง ล้วนต้องใช้เงินทองไม่ใช่หรือ”
โฉวเฉิงเยี่ยได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
หลิวซู่หลานลอบมองสามีแวบหนึ่ง ครั้นเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเขา นางจึงโน้มตัวเข้าไปกระซิบเสียงอ่อนหวานที่ข้างหูอย่างแช่มช้า
“เบี้ยหวัดขุนนางขั้นเก้าของท่านพี่ แต่ละเดือนได้มาเพียงหยิบมือ ลำพังซื้อโสมดีๆ ให้ข้าบำรุงร่างกายยามอยู่ไฟยังแทบไม่พอ หากวันหน้าไม่มีสินเดิมของท่านแม่คอยจุนเจือ พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกจะอยู่อย่างไรเจ้าคะ หากท่านพี่ไม่รีบทำอะไรสักอย่างเพื่อรักษาฐานะผู้สืบทอดไว้ วันหน้าถ้าน้องสามมั่งคั่งขึ้นมา พวกเราคงไม่ต้องออกไปขอทานข้างถนนหรอกหรือ”
โฉวเฉิงเยี่ยได้ฟังแล้ว สีหน้าก็เจื่อนลงทันที
หลิวซู่หลานยกมือกุมอก น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร “ข้าไม่ได้ดูถูกท่านนะเจ้าคะ เพียงแต่เกรงว่า วันหนึ่งตำแหน่งขุนนางของท่านอาจสู้ตั๋วเงินเพียงปึกเดียวของน้องสามไม่ได้ พอคิดถึงอนาคตของลูกเรา ข้าก็หวั่นใจเหลือเกิน...”
ทันทีที่เห็นน้ำตาของภรรยา โฉวเฉิงเยี่ยก็ลนลานขึ้นมา
เดิมทีเขาเพียงนำเรื่องนี้มาปรึกษา ไม่ได้ต้องการจะทำให้นางวิตกกังวล เขาจึงลูบหลังมือของนางเบาๆ พลางปลอบเสียงอ่อน
“อย่าคิดมากเลย พักผ่อนและอยู่ไฟให้สบายใจก่อนเถอะ”
หลิวซู่หลานยังคงตัดพ้อต่อ “ตั้งแต่ข้าอยู่ไฟ ท่านแม่มาเยี่ยมเพียงครั้งเดียว ข้าอดคิดไม่ได้ว่า นางไม่เห็นความสำคัญของข้ากับลูกแล้วใช่หรือไม่”
“ท่านแม่เพิ่งหายป่วย ร่างกายยังอ่อนแอ คงกลัวจะเอาไข้มาติดเจ้ากับลูกน่ะ”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ” หลิวซู่หลานฝืนยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าเพียงรู้สึกว่า ช่วงนี้ท่านแม่ตามใจน้องรอง คอยประคบประหงมน้องสาม แต่ท่านพี่กลับไม่ได้รับสิ่งใดเลย ข้าไม่ได้คิดจะยุยงพวกท่านแม่ลูก เพียงแต่สงสารท่าน...ท่านกตัญญูและทุ่มเทเพื่อตระกูลขนาดนี้ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้อยู่ในสายตาของท่านแม่”
นางเพียงอยากให้สามีได้ผลประโยชน์บ้าง แต่พูดมาตั้งนาน บุรุษผู้นี้กลับยังเอาแต่เข้าข้างมารดาของตน
หลิวซู่หลานรุกต้อนต่อ “ข้าไม่ได้หวังสิ่งใดมากมาย เพียงคิดว่าตั้งแต่แต่งเข้าจวนมา ท่านแม่ยังไม่เคยมอบหมายให้ข้าช่วยดูแลงานในจวนอย่างจริงจัง...ข้ารู้สึกเหมือนตนเองยังเป็นคนนอก หากวันหน้าข้าได้เริ่มเรียนรู้งานในจวนบ้าง อย่างน้อยจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระ ไม่ใช่ปล่อยให้ท่านแม่ต้องตรากตรำเพียงลำพัง”
“เจ้าหมายถึง...”
นางก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายรู้สึกลำบากใจที่จะเอ่ย
“วันหน้าหากท่านแม่เหน็ดเหนื่อย อย่างน้อยข้าก็ยังช่วยแบ่งเบาภาระได้ มิใช่ปล่อยให้ท่านแม่ต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง”
โฉวเฉิงเยี่ยนิ่งคิด
“เจ้าหมายถึง...”
“ท่านพี่ลองไปคุยกับท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ ให้ข้าเริ่มเรียนรู้งานบริหารจวนสักนิดก็ยังดี ข้าไม่ได้คิดจะแย่งอำนาจของท่านแม่ เพียงแค่อยากช่วยลดภาระของนางเท่านั้น”
โฉวเฉิงเยี่ยฟังแล้วก็รู้สึกเห็นพ้อง หลิวซู่หลานเป็นถึงสะใภ้ใหญ่ ทั้งยังให้กำเนิดหลานชายคนแรกของตระกูลโฉว การให้นางถือตราประทับเรียนรู้งานในจวน ย่อมเป็นเรื่องชอบธรรม!
“ได้สิ ข้าจะหาโอกาสไปคุยกับท่านแม่ให้เจ้าเอง”
ดวงตาของหลิวซู่หลานทอประกายวาววับ ก่อนจะรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มร้ายกาจใต้ใบหน้าอันอ่อนหวาน
“ขอบพระคุณท่านพี่เจ้าค่ะ”
..
..
ย้อนกลับมาทางโฉวรั่วเซวียน
หลังจากได้ปิ่นไข่มุกที่ถูกใจ ระหว่างทางกลับจวน นางก็แวะร้านผ้าตระกูลหวงตามคำไหว้วานของมารดา
ร้านผ้าตระกูลหวงตั้งอยู่บนถนนสายการค้าอันคึกคักของเมืองหลวง ภายในร้านเนืองแน่นไปด้วยคุณหนูและฮูหยินจากตระกูลใหญ่ที่ต่างพากันมาเลือกซื้อผ้า
ทันทีที่โฉวรั่วเซวียนก้าวเข้าไป หลงจู้ก็รีบออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบ
“คุณหนูรองโฉว วันนี้ทางร้านเพิ่งได้ผ้าไหมชุดใหม่มาพอดีขอรับ เชิญขึ้นไปเลือกชมที่ชั้นสองได้เลย”
โฉวรั่วเซวียนพยักหน้า ก่อนพาสาวใช้เดินขึ้นไปยังชั้นบน
ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย นางก็ชะงักฝีเท้า
หญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนที่ยืนเลือกผ้าอยู่อีกด้านของร้าน หันหน้ามาทางนี้พอดี
เมื่อสายตาของทั้งสองประสานกัน บรรยากาศก็พลันตึงเครียด กลางอากาศราวกับมีประกายไฟแล่นเปรี๊ยะ!
โฉวรั่วเซวียนหรี่ตาลงอย่างไม่พอใจ ขณะที่เซี่ยเฉียนเฉียนเชิดคางขึ้น และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครยอมใคร
เป็นที่รู้กันดีว่าคุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพกับคุณหนูตระกูลเซี่ยไม่ลงรอยกันมานานแล้ว ยิ่งต่างฝ่ายต่างมีใจให้บุรุษคนเดียวกัน ความบาดหมางของทั้งสองก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
“ที่แท้ก็เป็นคุณหนูโฉว” เซี่ยเฉียนเฉียนกวาดตามองโฉวรั่วเซวียนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน “ได้ปิ่นไข่มุกจากแดนใต้หรือยังล่ะ เห็นเจ้าคุยนักคุยหนาว่าจะต้องซื้อมาให้ได้ไม่ใช่หรือ”
โฉวรั่วเซวียนแค่นหัวเราะ เหยียดยิ้มตอบอย่างไม่ลดละ “ข้าจะซื้อสิ่งใด เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
“ข้าก็แค่ถามไถ่...” เซี่ยเฉียนเฉียนเลิกคิ้ว ยักไหล่อย่างจงใจยั่วโมโห
โฉวรั่วเซวียนขยับปากเตรียมจะสวนกลับ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงหัวเราะของบุรุษผู้หนึ่งพลันดังแว่วมาจากห้องรับรองด้านในสุด
“เจ้าชอบผ้าพับนี้หรือ? ได้สิ ข้าซื้อให้ ตามใจเจ้าทุกอย่าง”
เสียงทุ้มคุ้นหูนี้...
เด็กสาวทั้งสองชะงักพร้อมกัน เพราะเจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘เผยเหวินป๋อ’ นั่นเอง!
