บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (1)

บทที่ 8

โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (1)

โฉวรั่วเซวียนยิ้มกว้าง ความยินดีฉายชัดบนใบหน้าจนปิดไว้ไม่มิด

ทว่า ความยินดีนั้นคงอยู่ได้เพียงครู่เดียว รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้างทันที เมื่อได้ยินประโยคถัดมา

“แต่เงินที่ข้าจะให้เจ้า เป็นเงินสินเดิมที่ข้ากับพ่อเจ้าเก็บไว้ให้ยามเจ้าออกเรือน หากเจ้าตัดสินใจนำมาใช้ตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อถึงวันแต่งงาน เงินสินเดิมของเจ้าก็จะเหลือเพียงเท่านั้น ข้ากับพ่อเจ้าจะไม่เพิ่มให้อีกแม้แต่ตำลึงเดียว”

“ทะ...ท่านแม่ เงินที่น้องสามได้ไปก็เป็นเงินของท่านแม่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ เหตุใดพอถึงคราวข้า ท่านกลับหักจากสินเดิมของข้าด้วยเล่า”

แม้สินเดิมของคุณหนูจวนแม่ทัพจะมีไม่น้อย แต่ปิ่นไข่มุกเองก็ราคาแพงลิ่ว หากต้องหักจากสินเดิมของนางจริงๆ เกรงว่าพอถึงวันออกเรือน นางจะเหลือเงินสักเท่าไรกันเชียว

โฉวรั่วเซวียนบิดผ้าเช็ดหน้าในมือ สีหน้าฉายความขุ่นเคืองใจ

อวี้อันหนิงเหลือบมองบุตรสาว ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อยถาม “เป็นอะไรไป ไม่พอใจหรือ”

“หากข้าไม่มีเครื่องประดับชิ้นใหม่สวมใส่ คงถูกบรรดาคุณหนูทั้งหลายหัวเราะเยาะเป็นแน่เจ้าค่ะ”

“เจ้ากังวลเพียงเรื่องนี้หรือ”

โฉวรั่วเซวียนเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าแสดงออกถึงความน้อยใจขณะพยักหน้า

อวี้อันหนิงทอดถอนใจ ก่อนจะอธิบายช้าๆ

“เงินที่ข้าให้เฉิงจือ เป็นเงินส่วนแบ่งที่พวกเจ้าได้รับในแต่ละปี หาใช่เงินส่วนตัวของข้าไม่ อีกอย่าง เบี้ยหวัดของพ่อเจ้าจะมากมายเพียงใดย่อมมีขีดจำกัด...เงินทุกตำลึงล้วนเป็นสิ่งที่พ่อเจ้าเสี่ยงชีวิตแลกมา หากเจ้าชอบซื้อของราคาแพง ก็ควรเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเองเสียตั้งแต่วันนี้”

โฉวรั่วเซวียนเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าฉายแววไม่พอใจ นางไม่เคยคิดมาก่อนว่ามารดาจะพูดเรื่องความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกับนาง

เด็กสาวมองมารดาน้ำตาคลอเบ้า หวังใช้น้ำตาให้อีกฝ่ายใจอ่อน

ทว่าอวี้อันหนิงกลับเพียงมอง แล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ไม่มีความหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

ครู่ต่อมา อวี้อันหนิงถามย้ำอย่างเรียบเฉยว่า “จะเอาหรือไม่เอา”

“ข้า...”

นี่นับเป็นครั้งแรกที่โฉวรั่วเซวียนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากซื้อปิ่นมุกชิ้นนี้ สินเดิมของนางย่อมร่อยหรอลง แต่หากปฏิเสธ มีหวังต้องถูกเหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางอื่นเย้ยหยันว่าตระหนี่และแต่งกายซอมซ่อเป็นแน่

ที่สำคัญ หากเผยเหวินป๋อเห็นว่านางไม่มีปิ่นมุกชิ้นใหม่ เขาจะต้องหันไปสนใจเซี่ยเฉียนเฉียนแทน!

เป็นที่รู้กันดีว่าโฉวรั่วเซวียนกับเซี่ยเฉียนเฉียนเป็นศัตรูหัวใจกันมานาน ต่างฝ่ายต่างปักใจรักบุรุษคนเดียวกัน จึงมักแต่งกายประชันโฉมและช่วงชิงความสนใจของเขาอยู่เสมอ

หากเซี่ยเฉียนเฉียนมีสิ่งใด นางก็ต้องมีสิ่งนั้น

ในทางกลับกัน หากนางมีสิ่งใด เซี่ยเฉียนเฉียนก็ย่อมต้องหาสิ่งนั้นมาครอบครองเหมือนกัน

ลังเลอยู่นาน ในที่สุดโฉวรั่วเซวียนก็กัดฟันพยักหน้า

“หัก...หักจากสินเดิมก็ได้เจ้าค่ะ”

เอาเถอะ รอท่านพ่อกลับจากชายแดน นางค่อยขอเงินท่านพ่อมาเติมสินเดิมก็ยังไม่สาย

“แม่นมซุน”

“เจ้าคะ”

แม่นมซุนก้าวเข้ามา พลางค้อมเอวลงต่ำเพื่อรอฟังคำสั่ง

“เอาเงินให้รั่วเซวียน อย่าลืมลงบัญชีหักจากสินเดิมของนางด้วย”

“เจ้าค่ะ ฮูหยิน”

แม่นมซุนรับคำแล้วถอยออกไป ไม่นานก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมถุงเงินใบหนึ่ง

อวี้อันหนิงไม่แม้แต่จะเปิดถุงตรวจนับ เพราะทุกครั้งที่โฉวรั่วเซวียนมาขอเงิน นางมักให้บุตรสาวคราวละสามร้อยตำลึง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

นางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนถุงเงินไปตรงหน้าบุตรสาว

“เอาไปสิ”

โฉวรั่วเซวียนเม้มริมฝีปากแน่น ไม่คิดเลยว่าการรับเงินจากมารดาครั้งนี้ ในอกจะเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

“ขะ...ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”

อวี้อันหนิงโบกมือเป็นเชิงให้ออกไป

จังหวะที่โฉวรั่วเซวียนกำลังจะลุกขึ้น จู่ๆ มารดาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ได้ยินว่าร้านผ้าตระกูลหวงมีผ้าเข้ามาใหม่ ระหว่างทางเจ้าก็แวะดูให้ข้าเสียหน่อย แล้วกลับมาบอกด้วยว่ามีอะไรใหม่ๆ บ้าง”

เมื่อได้ยินคำไหว้วานจากมารดา เด็กสาวจึงพยักหน้ารับคำอย่างไม่คิดอะไรมาก

เพียงพริบตา ภายในห้องก็เหลือเพียงอวี้อันหนิง แม่นมซุน และอาชิว

ทว่าอวี้อันหนิงยังคงทอดสายตามองบานประตูที่ปิดสนิทอย่างเงียบๆ พร้อมกับความทรงจำในชาติก่อนที่ผุดขึ้นมา

ช่วงเวลาที่ปิ่นมุกจากแดนใต้กำลังเป็นที่นิยม ผ้าไหมเนื้อดีสีสันสดใสจากร้านตระกูลหวงก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

เผยเหวินป๋อที่คบหาสตรีหลายคนในเวลาเดียวกัน ก็อาศัยโอกาสนี้ผลัดเปลี่ยนพาพวกนางมาเลือกซื้อผ้าเพื่อเกี้ยวพาราสี

หากอวี้อันหนิงเดาไม่ผิด วันนี้เผยเหวินป๋อคงนัดพบคุณหนูสักคนมาที่ร้านผ้าตระกูลหวงเช่นเคย

คิดมาถึงตรงนี้ อวี้อันหนิงก็เหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก

ชาติก่อน บุตรสาวของนางโง่เขลาจนมองไม่เห็นธาตุแท้ของเผยเหวินป๋อ ไม่เพียงแต่งงานกับคนเจ้าชู้ ยังถูกสามีสารเลวหลอกลวงจนสิ้นเนื้อประดาตัว สุดท้ายต้องซมซานกลับมาขอความช่วยเหลือจากบ้านเดิม

บางเรื่อง ต่อให้พร่ำสอนเป็นร้อยเป็นพันคำ ก็ไม่อาจเทียบกับการได้เห็นความจริงด้วยตาตนเอง

ในชาตินี้ บุตรสาวของนางต้องได้เห็นสันดานที่แท้จริงของเผยเหวินป๋อด้วยตาตนเอง!

อย่างไรก็ตาม...

หากโฉวรั่วเซวียนยังเลือกจะเชื่อเผยเหวินป๋อต่อไป นั่นก็เป็นทางที่นางเลือกเอง

“อาชิว”

“เจ้าคะ ฮูหยิน”

“เจ้าตามไปดูคุณหนูรอง จำไว้ เพียงเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง”

“เจ้าค่ะ”

…

…

เวลาเดียวกันนั้น

ภายในเรือนตะวันออกอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและการประจบเอาใจของบรรดาบ่าวไพร่

นับตั้งแต่ให้กำเนิดหลานชายคนแรกของตระกูลโฉว หลิวซู่หลานก็ยิ่งทะนงตน ยามพูดคุยกับบ่าวรับใช้ก็มักเชิดหน้าชูคอ วางท่าราวกับอยู่เหนือผู้อื่น

หลิวซู่หลานมาจากตระกูลพ่อค้าเล็กๆ หากไม่ใช่เพราะครั้งหนึ่งนางพลัดตกน้ำ และ ‘บังเอิญ’ ได้โฉวเฉิงเยี่ยกระโดดลงไปช่วยจนเกิดเรื่องให้ต้องรับผิดชอบ นางก็คงไม่มีวาสนาได้แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่ของจวนแม่ทัพ

“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินใหญ่สั่งให้คุณหนูรองไปดูผ้าผืนใหม่ที่ร้านตระกูลหวง หรือว่า...ฮูหยินใหญ่คิดจะซื้อผ้ามาให้ท่านเจ้าคะ”

บ่าวรับใช้รีบเสนอหน้าเข้ามาพูดจาประจบเอาใจ

ยามนี้ หลิวซู่หลานเอนกายพิงหมอนอิงปักลวดลายวิจิตร ปลายนิ้วเรียวลูบไล้แหวนหยกเนื้อดี พลางทอดมองทารกน้อยในอ้อมแขนแม่นมด้วยความกระหยิ่ม

“ข้าตรากตรำอุ้มท้องจนให้กำเนิดหลานชายคนแรกให้กับตระกูลโฉว นางย่อมต้องเห็นความสำคัญของข้าอยู่แล้ว”

วันที่นางคลอดบุตร แม่สามียังให้แหวนหยกวงนี้เป็นรางวัล ดังนั้นผ้าจากร้านตระกูลหวงนั้นย่อมต้องเป็นของนางอย่างไม่ต้องสงสัย

“จริงแท้ที่สุดเจ้าค่ะ!”

บ่าวไพร่ต่างรีบพยักหน้าเออออตามกันทันที

ในขณะที่นายบ่าวกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส โฉวเฉิงเยี่ยก็ก้าวเข้ามาในเรือนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

หลังหยอกเย้าบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็สั่งให้แม่นมและบ่าวรับใช้ออกจากห้องไปก่อน

ครั้นภายในห้องเหลือเพียงสองสามีภรรยา โฉวเฉิงเยี่ยจึงเล่าถึงเรื่องผิดปกติที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันที่ผ่านมาให้ภรรยาฟัง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มารดายอมยกเลิกการหมั้นหมายของโฉวเฉิงจือ ปล่อยให้น้องชายออกไปทำการค้า ทั้งยังมอบเงินทุนสนับสนุน หรือแม้แต่เรื่องที่โฉวรั่วเซวียนเพิ่งได้เงินไปซื้อเครื่องประดับชิ้นใหม่เมื่อครู่นี้ด้วย

“ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้ท่านแม่แปลกไปจากเดิม เจ้าคิดว่าอย่างไร”

หลิวซู่หลานยิ้มบาง คล้ายไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่

“โถ ท่านพี่ ท่านแม่เปลี่ยนไปในทางที่ดี ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ ท่านอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ”

“แต่...ยิ่งเห็นท่านแม่สนับสนุนเฉิงจือเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่า ท่านแม่กำลังคิดจะยกจวนและทรัพย์สินทั้งหมดให้น้องสามสืบทอด”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดของสามี รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวซู่หลานก็จางหาย

“ไม่มีทางหรอกเจ้าค่ะ ท่านเป็นบุตรชายคนโต อีกทั้งข้ายังให้กำเนิดหลานชายคนโตของตระกูลโฉวแล้ว ท่านแม่ไม่มีทางคิดเช่นนั้นเป็นอันขาด”

แม้ปากจะพูดเช่นนั้น หากแววตาของหลิวซู่หลานกลับวูบไหวด้วยความไม่พอใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel