บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (3)

บทที่ 10

โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (3)

แม้จะดีใจที่รู้ว่าเผยเหวินป๋อก็อยู่ที่นี่ ทว่าดวงตาของโฉวรั่วเซวียนกลับฉายแววคลางแคลงใจ เพราะจากน้ำเสียงและคำพูดที่ได้ยิน ดูเหมือนเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง!

ด้วยความอยากรู้ นางจึงรีบสาวเท้าตามต้นเสียงนั้นไป ลืมกระทั่งโทสะที่มีต่อเซี่ยเฉียนเฉียนไปเสียสนิท

“คิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าเข้าไปหาพี่เผยหรือ? ฝันไปเถอะ!”

เสียงของเซี่ยเฉียนเฉียนดังไล่หลัง พร้อมฝีเท้าที่ตามมาติดๆ

“หึ! ทำไมข้าต้องฟังเจ้า!” โฉวรั่วเซวียนหันขวับไปมองคนข้างหลัง พลางตวาดเสียงเขียว สองเท้ายังคงก้าวฉับๆ ไปข้างหน้า

“เช่นนั้นก็มาแข่งกัน!”

เซี่ยเฉียนเฉียนเชิดหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งยังเร่งฝีเท้าหมายจะแซงหน้าขึ้นไป

แต่มีหรือที่โฉวรั่วเซวียนจะยอม นางรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก หมายทิ้งห่างอีกฝ่าย

เพียงครู่เดียว ภาพของเด็กสาวทั้งสองที่เร่งฝีเท้าประชันกันอย่างดุเดือดบนทางเดินก็กลายเป็นภาพที่ชวนขบขันให้กับเหล่าคนงานและลูกค้าในร้านผ้าตระกูลหวง

กระทั่งทั้งคู่มาถึงหน้าห้องรับรองด้านในสุด เสียงอ่อนโยนอันคุ้นหูของเผยเหวินป๋อก็ดังแว่วออกมาอีกครั้ง

“ผ้าสีนี้เหมาะกับคุณหนูอู๋ที่สุดแล้ว”

คำพูดประโยคนี้ทำให้โฉวรั่วเซวียนชะงักงัน เซี่ยเฉียนเฉียนที่ก้าวตามมาติดๆ ก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน

เด็กสาวทั้งสองมองผ่านบานประตูที่เปิดแง้มเข้าไป ภาพที่ปรากฏภายในห้องทำให้ทั้งสองถึงกับพูดไม่ออก

เผยเหวินป๋อกำลังนั่งคลอเคลียอยู่เคียงข้างสตรีอายุน้อยใบหน้างดงามหมดจดคนหนึ่ง รอยยิ้มและแววตาที่เขามอบให้อีกฝ่ายเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ราวกับในสายตานั้นมีเพียงนางผู้เดียว

ในมือของเขายังถือผ้าไหมสีฟ้าครามสดใส และกำลังทาบลงบนเรือนร่างของสตรีนางนั้นอย่างเอาอกเอาใจ

เมื่อโฉวรั่วเซวียนเพ่งมองใบหน้าของสตรีนางนั้นชัดๆ หัวใจของนางก็พลันกระตุกวูบ

‘คุณหนูอู๋...อู๋ซินเยว่!’

อู๋ซินเยว่คือแก้วตาดวงใจและเป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของ ‘ตระกูลอู๋’ ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีหน้ามีตาในราชสำนัก

หากเทียบกันแล้ว บิดาของอู๋ซินเยว่ดำรงตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นขั้นสาม

แม้ตำแหน่งจะเทียบเท่ากับบิดาของโฉวรั่วเซวียน แต่ตระกูลอู๋มีรากฐานฝังรากลึกในเมืองหลวงมาอย่างยาวนาน ตระกูลโฉวและตระกูลเซี่ยย่อมเทียบไม่ติด

“ผิวของเจ้าขาวผ่องปานหิมะ หากนำผ้าผืนนี้ไปตัดชุด ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในเมืองหลวงอย่างไม่มีใครเทียบได้”

ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเผยเหวินป๋อล้วนเต็มไปด้วยความสอพลอ

อู๋ซินเยว่ยกมือปิดปาก หัวเราะคิกคักอย่างเขินอาย

“คุณชายเผยช่างพูดจาหวานหูยิ่งนัก”

“ข้าพูดความจริง...คุณหนูอู๋ทั้งงดงามทั้งเพียบพร้อม เกรงว่าทั่วทั้งเมืองหลวงคงหาสตรีอย่างเจ้าได้ยากแล้ว!”

เผยเหวินป๋อยังคงเยินยอเด็กสาวอย่างหน้าด้านๆ

มุมปากของโฉวรั่วเซวียนกระตุกเกร็ง ความตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองเดือดพล่าน เมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังจับมือนางเลือกต่างหูพร้อมเอ่ยถ้อยคำหวานหูไม่ต่างจากนี้สักนิด!

นางหันไปมองเซี่ยเฉียนเฉียนที่ยืนข้างกาย อีกฝ่ายยืนตระหนก ขอบตาแดงเรื่อ ใบหน้าแสดงออกถึงความแตกสลาย

ดูท่า เซี่ยเฉียนเฉียนเองก็คงเคยฟัง ‘บทละคร’ เช่นเดียวกันนี้มาก่อน!

“หากเจ้าชอบ ข้าจะซื้อให้” เผยเหวินป๋อเอ่ยอย่างใจป้ำ

“จริงหรือเจ้าคะ? แต่ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูตระกูลโฉวกับตระกูลเซี่ยต่างหมายตาท่าน หากพวกนางรู้ว่าท่านซื้อผ้าไหมเอาใจข้าเช่นนี้ ข้าจะไม่เดือดร้อนเพราะพวกนางหรือเจ้าคะ”

เผยเหวินป๋อแค่นหัวเราะเบาๆ “คุณหนูสองคนนั้นนับเป็นตัวอะไรได้! มีแต่พวกนางนั่นแหละที่คอยตามตอแยพัวพันข้า ข้าไม่ได้ใส่ใจพวกนางสักนิด”

คำตอบนี้ทำเอาคุณหนูอู๋ยิ้มหน้าบานราวกับได้รับชัยชนะ

แต่สำหรับโฉวรั่วเซวียน หัวใจของนางกลับเย็นเฉียบ

อ้อ...เป็นนางเองหรือที่ไปตอแยเขา?

หากไม่ใช่เพราะเขาเข้ามาเกี้ยวพาราสีนางก่อน มีหรือนางจะหลงคิดไปเองว่าเขามีใจให้!

“เขา...เคยพูดคำนี้กับข้า...” เซี่ยเฉียนเฉียนพึมพำเหมือนคนละเมอ

“ข้าก็เช่นกัน” โฉวรั่วเซวียนเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นโทสะและความอับอาย

“แล้วเจ้าจะ...”

ยังไม่ทันสิ้นคำว่า ‘ทำอย่างไร’ เซี่ยเฉียนเฉียนก็ถีบประตูเสียงดังปัง พุ่งตัวเข้าไปราวกับพายุหมุน!

“เผยเหวินป๋อ! เจ้าพูดให้ชัดๆ สิ ว่าใครตอแยใครก่อน! ไม่ใช่เจ้าหรือไงที่เสนอหน้าเข้ามาตอแยจนข้าใจอ่อน!”

เซี่ยเฉียนเฉียนพูดจบก็ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะดังสนั่น ทำเอาเผยเหวินป๋อหน้าซีดเผือดราวกับไก่ต้ม

“เฉียน...เฉียนเฉียน?!”

“ข้าก็อยู่ที่นี่ด้วย” โฉวรั่วเซวียนก้าวตามเข้ามาช้าๆ สายตาเย็นชาจับจ้องชายชั่วช่างตลบตะแลง

อาจเป็นเพราะความโกรธจากการถูกหลอกลวงรุนแรงยิ่งกว่าความเสียใจ หรืออาจเป็นเพราะมีสหายร่วมชะตากรรมเดียวกัน พวกนางจึงไม่ได้ร่ำไห้ฟูมฟาย หากแต่จ้องเผยเหวินป๋อด้วยสายตาโกรธแค้น ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“พวกเจ้า...พวกเจ้าบุกรุกเข้ามาได้อย่างไร!” อู๋ซินเยว่กรีดร้องเสียงสูง พลางชี้หน้าตวาดใส่พวกนางด้วยความลนลาน

เซี่ยเฉียนเฉียนจ้องมองนางด้วยดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะตวาดเสียงใส่

“หุบปาก นางแพศยา!”

อู๋ซินเยว่เกิดมาไม่เคยโดนด่าด้วยคำต่ำช้าเช่นนี้ ถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ “จะ...เจ้าป่าเถื่อนยิ่งนัก! มิน่าเล่าพี่เผยถึงได้ทิ้งเจ้า!”

เซี่ยเฉียนเฉียนหัวเราะเสียงเย็น ชั่วอึดใจหนึ่ง นางก็พุ่งเข้าไปคว้าเส้นผมของอีกฝ่ายไว้เต็มกำมือ!

“ป่าเถื่อนของจริง เขาทำกันแบบนี้!”

“กรี๊ดดด! ปล่อยข้านะ!” อู๋ซินเยว่กรีดร้องเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วชั้นสอง ทำเอาคนงานและลูกค้าต่างพากันวิ่งมามุงดูเหตุการณ์

“ปล่อยรึ? หึ! วันนี้หากข้าไม่ได้ตบเจ้าให้หน้าเบี้ยว อย่ามาเรียกข้าว่าเซี่ยเฉียนเฉียน!”

ว่าแล้ว นางก็จิกทึ้งเส้นผมของอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง

ส่วนอู๋ซินเยว่ แม้ภายนอกจะดูบอบบาง ทว่าแท้จริงก็ใช่ย่อย นางจิกผมเซี่ยเฉียนเฉียนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งยังยื่นเล็บยาวข่วนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างดุร้าย

พริบตาเดียว สถานการณ์ในห้องก็วุ่นวายโกลาหล

“เฉียนเฉียน! ซินเยว่!...พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”

เผยเหวินป๋อเป็นคนรักหน้าตาและชื่อเสียงยิ่งชีพ รีบพุ่งเข้ามาแทรกกลาง หวังจับทั้งคู่แยกออกจากกัน

ด้านโฉวรั่วเซวียน แม้จะเป็นบุตรสาวตระกูลแม่ทัพผู้ห้าวหาญ แต่นางถูกมารดาอบรมมาอย่างเข้มงวด ย่อมรู้ดีว่าการตบตีแย่งชิงบุรุษในที่สาธารณะไม่ใช่เรื่องงาม จึงรีบเข้าไปช่วยดึงเซี่ยเฉียนเฉียนออก

ทว่า...ท่ามกลางความอลหม่าน เผยเหวินป๋อกลับถูกแรงปริศนาผลักออกมาจนร่างซวนเซ มือที่ปัดป่ายไปมา ตบเข้าที่ใบหน้าของโฉวรั่วเซวียนอย่างจัง

ใบหน้าของโฉวรั่วเซวียนชาวาบ เสี้ยวอึดใจนั้น สติของนางพลันขาดสะบั้น นางเหวี่ยงฝ่ามือสวนกลับไปเต็มแรง

เพียะ!

เสียงตบดังก้องกังวาน ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบราวกับป่าช้า

“โฉว...โฉวรั่วเซวียน! เจ้ากล้าตบข้า!?”

เผยเหวินป๋อกุมแก้ม เสียงสั่นเครือด้วยความตระหนกตกใจ

โฉวรั่วเซวียนสูดหายใจลึก กดข่มความเดือดดาล ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาบาดลึก

“เซี่ยเฉียนเฉียน คนที่เจ้าควรตบให้ตายคามือ ไม่ใช่นาง แต่เป็นชายแพศยาคนนี้ต่างหาก! มันหลอกลวงทั้งข้า หลอกทั้งเจ้า...และบางที อู๋ซินเยว่เองก็เป็นแค่เหยื่อโง่ๆ อีกรายหนึ่งเหมือนกัน!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel