บทที่ 6 สะสางปัญหาของโฉวเฉิงจือ (3)
บทที่ 6
สะสางปัญหาของโฉวเฉิงจือ (3)
แม้ในใจมู่เหยียนจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เขายังคงนั่งลงอย่างสงบ ยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยกิริยาที่สุภาพ ตั้งแต่ต้น เขาวางตัวนอบน้อม รู้กาลเทศะ ทว่ายังคงรักษาความสง่างามและศักดิ์ศรีเอาไว้
ผิดกับโฉวเฉิงจือที่นั่งกระสับกระส่าย ราวกับเบาะนั่งถูกปูด้วยเข็มนับพันเล่ม
อวี้อันหนิงปรายตามองบุตรชายคนเล็กด้วยแววตาตำหนิ ก่อนหันกลับมาคลี่ยิ้มบางให้มู่เหยียน สนทนาเรื่องทั่วไปอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยวกเข้าเรื่อง ถามถึงจุดเริ่มต้นที่เขาและโฉวเฉิงจือรู้จักกัน
เพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง มู่เหยียนจึงเล่าความเป็นมาทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา
"ครั้งแรกที่ข้าพบกับเฉิงจือ ก็คือในร้านน้ำชาจิ่วฮวาขอรับ...”
ยามนั้น มู่เหยียนเห็นโฉวเฉิงจือก้มหน้าก้มตาท่องตำราเล่มหนาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทว่า ยิ่งท่องตำรา ความหมายกลับยิ่งผิดเพี้ยน เขาที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ จึงถือวิสาสะเข้าไปชี้แนะ นึกไม่ถึงว่านับแต่นั้นมา โฉวเฉิงจือมักจะหอบหิ้วตำรามาขอคำปรึกษาจากเขาเสมอ
อาจเพราะพวกเขาอายุไล่เลี่ยกัน ทั้งยังพูดคุยกันถูกคอ ภายหลังจึงกลายมาเป็นสหายสนิทต่างวัยกัน
อวี้อันหนิงฟังจบก็ถึงกับยิ้มออกมาด้วยความอ่อนใจ
ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าโฉวเฉิงจือเอาแต่เที่ยวเล่น ไม่นึกเลยว่าเจ้าลูกชายตัวแสบจะถึงกับหอบตำราไปอ่านถึงโรงน้ำชา มิหนำซ้ำยังรู้จักขอคำชี้แนะจากผู้อื่น ไม่ถือตัวเหมือนคุณชายจากจวนขุนนางทั่วไป
เมื่อเห็นฮูหยินโฉวระบายรอยยิ้มออกมา บรรยากาศที่เคยเคร่งขรึมและกดดัน ก็แปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายลงในทันตา
มู่เหยียนเล่าต่อช้าๆ "เมื่อหลายวันก่อน ข้าบอกเฉิงจือว่ากำลังจะออกเดินทางไปรับผ้าจากหัวเมืองทางเหนือ เพื่อนำมาขายที่เมืองหลวง จึงไม่อาจสอนหนังสือเขาได้ เฉิงจือได้ยินเช่นนั้นก็สนใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังรบเร้าให้ข้าเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางและการค้าผ้าจากทางเหนือให้ฟังขอรับ”
ระหว่างฟังเรื่องราวการเดินทาง ดวงตาของโฉวเฉิงจือเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น ทั้งยังออกปากขอร่วมเดินทางไปเปิดหูเปิดตาด้วย
แต่การเดินทางไกลเต็มไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งจวนแม่ทัพโฉวยังเข้มงวดถึงเพียงนั้น มู่เหยียนไม่อยากให้สหายต้องขัดแย้งกับครอบครัวเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ จึงได้ตักเตือนและปฏิเสธไป
ทว่า มู่เหยียนจะไม่รู้จักนิสัยของโฉวเฉิงจือได้อย่างไร
เด็กหนุ่มวัยนี้ล้วนโหยหาอิสรภาพ ปรารถนาจะท่องโลกกว้างเพื่อเปิดหูเปิดตา ทั้งยังอยากพิสูจน์ตนเองให้คนรอบข้างได้เห็น
โฉวเฉิงจือเองก็เป็นเช่นนั้น
เด็กหนุ่มยืนกรานหนักแน่นว่าจะขอร่วมเดินทางไปด้วย มู่เหยียนที่จนปัญญาจะห้ามปรามต่อ จึงทำได้เพียงบอกให้อีกฝ่ายกลับมาขออนุญาตคนในครอบครัวเสียก่อน
“...ข้าเองก็ไม่คิดว่าเขาจะกล้ากลับมาขออนุญาตฮูหยินโฉวจริงๆ”
กล่าวจบ มู่เหยียนก็ยิ้มอย่างขบขัน
ด้านอวี้อันหนิง ไม่เพียงไม่ตำหนิบุตรชายที่ทำตัวเหลวไหล กลับหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะถามมู่เหยียนถึงผ้าจากแดนเหนือที่เขาเพิ่งเอ่ยถึง
มู่เหยียนจึงอธิบายว่า ผ้าที่เขาตั้งใจจะนำเข้ามาขายนั้น มีทั้งผ้าไหมซูโจว ผ้าทอดิ้นพื้นเมือง รวมถึงผ้าขนสัตว์
อันที่จริง ผ้าไหมซูโจวและผ้าขนสัตว์จากทางเหนือนั้นได้รับความนิยมในเมืองหลวงมานานแล้ว ร้านผ้าที่จำหน่ายสินค้าจากหัวเมืองเหล่านี้จึงมีอยู่ดาษดื่น
ทว่ามู่เหยียนกลับต่างออกไป เขาไม่ได้เพียงนำผ้ามาขาย หากยังนำมาประยุกต์เป็นสินค้าแบบใหม่ก่อนวางจำหน่าย
แม้มู่เหยียนจะไม่ได้ระบุรายละเอียดในตอนนี้ แต่อวี้อันหนิงที่ย้อนกลับมาเกิดใหม่ ย่อมรู้ดีว่าเขากำลังวางแผนสร้างสิ่งใดอยู่
เมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า หมอนหนุน หมอนอิง ผ้าพันคอ ถุงมือ ตลอดจนเบาะรองนั่งรถม้าที่ทำจากผ้าแดนเหนือ จะกลายเป็นสินค้ายอดนิยมไปทั่วเมืองหลวง และทั้งหมดล้วนเป็นผลงานของร้านมู่เหยียน
มู่เหยียนไม่ได้เอะใจถึงสายตารู้ทันของอวี้อันหนิง เขายังคงเล่าถึงประสบการณ์ค้าผ้าเมื่อปีก่อนด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน ข้าบังเอิญได้ผ้าไหมซูโจวกับผ้าขนสัตว์มาในราคาถูก จึงจ้างช่างตัดเย็บทำเป็นผ้าพันคอ ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ ขายหมดอย่างรวดเร็ว แต่เพราะข้ามีเงินทุนจำกัด ซื้อผ้ามาได้เพียงเล็กน้อย จึงผลิตออกมาวางขายได้ไม่กี่ผืนเท่านั้นขอรับ”
พูดจบ มู่เหยียนก็ยิ้มเจื่อน สีหน้าฉายแววว่าเสียดาย
“เช่นนั้น...ตอนนี้เล่า?” อวี้อันหนิงถามต่อ
“ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้าพยายามเก็บสะสมเงินทุน ประกอบกับกำไรจากปีที่แล้ว ตอนนี้มีทุนมากพอจะซื้อผ้าได้หลายพับแล้วขอรับ”
อวี้อันหนิงพยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจ
สมกับเป็นมู่เหยียน อายุยังน้อย แต่กลับมีสายตาเฉียบคม รู้จักมองตลาด กล้าลอง และกล้าเสี่ยง แตกต่างจากพ่อค้าทั่วไปที่เดินอยู่บนเส้นทางการค้าแบบเดิมๆ
“ท่านแม่...ท่านคิดเห็นอย่างไรขอรับ”
เมื่อเห็นสีหน้าพึงพอใจของมารดา โฉวเฉิงจือก็อดถามออกมาไม่ได้
เขาอยากออกเดินทางไปเปิดหูเปิดตากับมู่เหยียนจริงๆ แต่ก็กลัวว่ามารดาจะไม่เห็นด้วย และจะตำหนิเขาว่าทำให้ชื่อเสียงตระกูลโฉวมัวหมอง ด้วยการผันตัวไปเป็นพ่อค้า
ทว่า หลังจากได้ฟังแผนการค้าของมู่เหยียน เขาก็มั่นใจว่าธุรกิจนี้มีอนาคต แม้ต้องตรากตรำอยู่บ้าง แต่ผลตอบแทนก็คุ้มค่า
อวี้อันหนิงมองบุตรชายคนเล็กที่นั่งตัวเกร็ง รอคำตอบจากนางด้วยความระทึก
ในเมื่อชาตินี้นางตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างปล่อยวาง โดยปล่อยให้ลูกๆ เป็นผู้เลือกเส้นทางของตนเอง ไม่ว่าหนทางเบื้องหน้าจะราบรื่นหรือยากลำบาก ก็ให้พวกเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง
เช่นนั้น แทนที่จะกักโฉวเฉิงจือไว้ในกรอบที่นางขีดไว้จนกลายเป็นนกปีกหัก เหตุใดไม่ปล่อยให้เขาได้โบยบินไปบนเส้นทางที่เขาเลือกด้วยตัวเองเล่า
เมื่อนึกได้เช่นนั้น อวี้อันหนิงก็มองบุตรชายคนเล็กด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะหันไปถามมู่เหยียน
“หากเฉิงจือร่วมลงทุนกับเจ้าด้วย จะมีปัญหาหรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้น ทั้งมู่เหยียนและโฉวเฉิงจือต่างชะงักด้วยความตะลึง
“ร่วมลงทุนหรือขอรับ?”
อวี้อันหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแก้คำใหม่ “ให้ร่วมทุนคงยังเร็วเกินไป เอาเป็นว่า เจ้ารับเขาเป็นคนงานในร้านก็แล้วกัน”
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มทั้งสองยิ่งตะลึงหนักกว่าเดิม
“ฮูหยินโฉว ท่านล้อเล่นแล้วขอรับ”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” อวี้อันหนิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เฉิงจือยังอ่อนประสบการณ์ หากคิดจะเดินบนเส้นทางนี้ ก็ต้องมีคนคอยชี้แนะ เจ้ามีทั้งประสบการณ์และความสามารถ ข้าอยากให้เขาไปทำงานที่ร้านของเจ้า ส่วนเจ้าช่วยอบรมและสั่งสอนเขา จะได้หรือไม่”
มู่เหยียนรีบส่ายหน้า “ข้าไม่กล้าให้คุณชายโฉวมาทำงานเป็นลูกจ้างในร้านหรอกขอรับ”
เขาเข้าใจเจตนาของอวี้อันหนิงดี เรื่องรับเข้าทำงานเป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงนางต้องการฝากฝังให้เขาช่วยอบรมบุตรชายให้ต่างหาก
เด็กวัยนี้ไม่ค่อยรับฟังคำสอนของบิดามารดา แต่หากเป็นคนที่ตนเคารพนับถือ เพียงคำชี้แนะไม่กี่ประโยคก็มีน้ำหนักยิ่งกว่าคำสั่งสอนใดๆ
โฉวเฉิงจือกะพริบตาปริบๆ ก่อนเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านแม่...ท่านพูดจริงหรือขอรับ เรื่องที่จะให้ข้าทำงานกับพี่เหยียน?”
อวี้อันหนิงตีหน้าขรึม เอ่ยเสียงเรียบว่า “หากเจ้าคิดว่าตนเองจะไปเป็นภาระของมู่เหยียน ก็จงถอนตัวเสียแต่เนิ่นๆ”
“ไม่ขอรับ! ข้าจะตั้งใจทำงานอย่างแน่นอน!”
โฉวเฉิงจือรับคำอย่างหนักแน่น ต่อให้ต้องไปเป็นเด็กรับใช้ในร้านเขาก็ยินดี ขอเพียงได้ออกเดินทางเปิดหูเปิดตา หาประสบการณ์ ไม่ต้องอุดอู้เดินบนเส้นทางขุนนางอย่างพี่ใหญ่เท่านี้ก็พอแล้ว
ฮิๆ ในที่สุด มารดาก็ยอมให้โอกาสเขาได้เลือกเส้นทางชีวิตด้วยตนเองเสียที!
มู่เหยียนเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ เขาจึงรีบแย้งขึ้นด้วยความเกรงใจว่า “ฮูหยินโฉวขอรับ เรื่องจะให้เฉิงจือมาเป็นคนงานในร้าน ข้าไม่อาจรับไว้ได้จริงๆ แต่หากจะมาร่วมเป็นหุ้นส่วนค้าขาย ข้าพอจะช่วยสั่งสอนและแนะนำเขาได้ขอรับ”
อวี้อันหนิงคลี่ยิ้มกว้าง ก่อนจะเข้าเรื่องทันที
“ดี! ตระกูลโฉวมีอาคารว่างอยู่พอดี ข้าจะคิดค่าเช่าให้พวกเจ้าสองคนในราคายุติธรรมก็แล้วกัน”
