บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 สะสางปัญหาของโฉวเฉิงจือ (2)

บทที่ 5

สะสางปัญหาของโฉวเฉิงจือ (2)

เช้าวันรุ่งขึ้น อวี้อันหนิงเดินทางไปยังจวนตระกูลจ้าว ทางนั้นเองก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ท่ามกลางสายลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิ สตรีวัยกลางคนทั้งสองนั่งจิบชาร้อน สนทนากันภายในศาลาริมน้ำอันร่มรื่น หลังพูดคุยเรื่องทั่วไปได้ครู่หนึ่ง อวี้อันหนิงก็เปิดประเด็นด้วยสีหน้าจริงจัง หลังไต่ถามสารทุกข์สุกดิบตามมารยาทได้ครู่หนึ่ง อวี้อันหนิงก็วางถ้วยชาลง นัยน์ตาฉายแววตั้งมั่นและจริงจัง

“ฮูหยินจ้าว... วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญ และตั้งใจมาขออภัยท่านด้วยตนเอง”

ฮูหยินจ้าวแย้มยิ้มอย่างเป็นกันเอง “ฮูหยินโฉวเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราคนกันเอง มีเรื่องใดก็พูดมาเถิด”

ด้วยความที่คบหากันมานานหลายปี ซ้ำสามีของพวกนางยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เคยผ่านศึกสงคราม เคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านความตายมาด้วยกัน ยามพบหน้าจึงมักพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเปิดอกและตรงไปตรงมา

ต่างจากบรรดาฮูหยินตระกูลขุนนางในเมืองหลวง ที่ฉากหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ทว่าฉากหลังกลับสวมหน้ากากเข้าหากันอย่างเสแสร้ง

ด้วยเหตุนี้ อวี้อันหนิงจึงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

"เป็นเรื่องการหมั้นหมายระหว่างเฉิงจือกับเสี่ยวเหม่ยน่ะ"

นางเว้นช่วงครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“เสี่ยวเหม่ยเป็นเด็กเฉลียวฉลาด เด็ดเดี่ยว และเพียบพร้อมเพียงใดข้ารู้ดี...เดิมทีข้าหวังจะให้นางมาเป็นสะใภ้เล็กเพื่อดัดนิสัยเจ้าลูกตัวดี แต่หลังจากข้าป่วยหนักเฉียดตายในครั้งนี้ ทำให้ข้าได้คิดทบทวนหลายสิ่งหลายอย่าง ข้าพบว่าที่ผ่านมา ข้าเอาแต่ยึดเอาความต้องการของตนเองเป็นใหญ่ ไม่เคยถามความสมัครใจของลูกๆ เลยสักครั้ง”

ฮูหยินจ้าวฟังแล้วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมืออวี้อันหนิงไว้ พลางยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ

“ข้าเข้าใจหัวอกของฮูหยินโฉวดี...คนเป็นแม่ ย่อมอยากคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกทั้งนั้น แต่บางครั้งพวกเราก็มัวแต่ปรารถนาดี จนเผลอลืมไปว่า สิ่งที่เราคิดว่า ‘ดีที่สุด’ อาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการ”

ฮูหยินจ้าวพูดไปก็พลอยหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

“ข้าเอง ก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อนเหมือนกัน”

ฮูหยินจ้าวกล่าวเช่นนั้น เพราะตัวนางเองก็เคยเดินพลาดมาแล้ว

เมื่อหลายปีก่อน นางเคยบังคับให้บุตรชายคนโตหมั้นหมายกับคุณหนูตระกูลใหญ่ เพราะเห็นว่าเหมาะสมและคู่ควร

ทว่าเด็กคนนั้นกลับมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว สตรีนางนั้นเป็นเพียงบุตรสาวชาวบ้านธรรมดา

เมื่อความรักของทั้งคู่ไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งสองจึงตัดสินใจหนีตามกันไปเพื่อหลีกเลี่ยงการหมั้นหมาย แต่สุดท้ายก็ถูกตามตัวกลับมาได้

เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาของผู้คนทั่วเมืองหลวงอยู่นานหลายเดือน

ยามนี้ เมื่อนึกย้อนกลับไป ฮูหยินจ้าวได้แต่ทอดถอนใจถึงความผิดพลาดของตน

เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของฮูหยินจ้าว อวี้อันหนิงก็ยกมือขึ้นตบหลังมือของอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน

“เรื่องผ่านมานานแล้ว อย่าไปคิดมากเลย”

ฮูหยินจ้าวดึงสติกลับ ก่อนจะถามตรงๆ

“ที่ฮูหยินโฉวมาวันนี้ จะยกเลิกการหมั้นหมายของเฉิงจือกับเสี่ยวเหม่ยหรือ?”

อวี้อันหนิงพยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา

"เฉิงจือของข้ายังเด็กนัก วันๆ คิดแต่เรื่องสนุก ไม่เคยทำอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน หากบีบบังคับให้เขาแต่งงานกับสตรีที่เก่งกาจและเพียบพร้อมอย่างเสี่ยวเหม่ย ก็มีแต่จะฉุดรั้งอนาคตและสร้างความทุกข์ระทมให้นางเปล่าๆ ข้าในฐานะมารดา...ไม่อาจเห็นแก่ตัว เอาความสุขของลูกสาวท่านมาผูกติดกับลูกชายข้า”

ฮูหยินจ้าวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ความจริง นางเองก็เคยกังวลเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย

จ้าวเหม่ย บุตรสาวของนาง มีนิสัยเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และรักอิสระไม่ต่างจากบุรุษ ขณะที่คุณชายเล็กตระกูลโฉวยังเป็นคนชอบความสนุก และไม่ค่อยจริงจังกับชีวิต

หากทั้งสองต้องครองคู่กัน เกรงว่าจะมีแต่ความขัดแย้งมากกว่าความสุข

เรื่องเหล่านี้ทำให้ฮูหยินจ้าวอดหวั่นใจไม่ได้

ครั้งหนึ่ง บุตรชายคนโตก็เคยต่อต้านการแต่งงานจนเกือบหนีตามหญิงคนรักออกจากเมืองหลวง นางไม่อยากเห็นบุตรสาวต้องเดินซ้ำรอยเดิมอีก

ดังนั้น เมื่ออวี้อันหนิงเป็นฝ่ายมาขอยกเลิกการหมั้นหมายด้วยตนเอง ฮูหยินจ้าวจึงรู้สึกโล่งอกอยู่ลึกๆ และเห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้

ฮูหยินจ้าวยิ้มอ่อนโยนพลางกล่าว “คุณชายเล็กเป็นเด็กดีมีจิตใจบริสุทธิ์ เพียงแต่เด็กทั้งสองอาจไม่มีวาสนาต่อกันเท่านั้น... ฮูหยินโฉวอย่าได้เก็บไปคิดมากหรือรู้สึกผิดเลย”

เมื่อเห็นว่าการเจรจาเป็นไปด้วยดี อวี้อันหนิงก็ยิ้มอย่างสบายใจ "แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่ข้าหวังว่ามิตรภาพระหว่างสองตระกูลจะยังคงเหมือนเดิมนะ”

ฮูหยินจ้าวหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "แน่นอนอยู่แล้ว...พวกเราคบหากันมาหลายปี จะผิดใจกันเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ได้อย่างไร"

อวี้อันหนิงยิ้มตอบ "เพียงได้ยินคำพูดของท่าน ข้าก็สบายใจแล้ว"

ที่ฮูหยินจ้าวไม่ได้โกรธเคืองนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการหมั้นหมายครั้งนี้ยังเป็นเพียงการพูดคุยปากเปล่า

อีกอย่าง ทั้งสองคบหาสมาคมกันมานานปี ย่อมรู้จักนิสัยใจคอ และเข้าใจความหวังดีของกันและกันเป็นอย่างดี

แต่สิ่งที่ทำให้การเจรจาครั้งนี้จบลงด้วยดี หาใช่เพียงมิตรภาพระหว่างสองตระกูลเท่านั้น หากยังเป็นบทเรียนจากการเป็นแม่ และความผิดพลาดในอดีต ทำให้สตรีทั้งสองเติบโตขึ้น เรียนรู้ที่จะรับฟังและเคารพการตัดสินใจของลูกมากกว่าเดิม

...

...

เมื่อโฉวเฉิงจือรู้ข่าวว่ามารดาไปยกเลิกการหมั้นหมายกับตระกูลจ้าวให้ตนจริงๆ เขาก็ดีใจจนลืมตัว โผเข้าไปกอดอวี้อันหนิงอย่างเต็มรัก

อวี้อันหนิงถึงกับตัวแข็งทื่อ

ชาติก่อน นางเข้มงวดกับลูกๆ อย่างยิ่ง คอยกำหนดทุกเส้นทางชีวิตของพวกเขา แม้ทุกอย่างจะทำเพราะความหวังดี แต่กลับทำให้ลูกๆ หวาดเกรงและเว้นระยะห่าง ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ชิดนาง นับประสาอะไรกับการโผเข้ากอดหรือแสดงความรักอย่างเปิดเผย

ดังนั้น เมื่อถูกลูกชายคนเล็กกอดกะทันหัน อวี้อันหนิงจึงชะงักไปชั่วขณะ เพราะความไม่เคยคุ้นชินกับการแสดงความรักเช่นนี้

ทว่า แม่นมซุนกับอาชิวกลับมองภาพสนิทสนมของแม่ลูกด้วยรอยยิ้ม

โดยเฉพาะแม่นมซุน ถึงกับปาดน้ำตาที่หางตาเลยทีเดียว

นางจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่คุณชายเล็กโผกอดมารดาเกิดขึ้นเมื่อใด

บางที...คงเป็นตอนที่คุณชายเล็กยังอายุเพียงสามสี่ขวบกระมัง

ตอนนั้นเอง เสียงร้อง “โอ๊ย!” ของโฉวเฉิงจือก็ดังขึ้น เพราะถูกมารดาเขกศีรษะไปหนึ่งที จึงต้องรีบคลายอ้อมแขนออก

โฉวเฉิงจือยกมือกุมศีรษะด้วยสีหน้าละห้อย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับยังคงเน้นชัด

“ท่านแม่ เรื่องที่ท่านอยากพบมู่เหยียน ลูกได้บอกเขาแล้วขอรับ บ่ายวันนี้เขาจะมาที่จวน ไม่ทราบว่าท่านแม่สะดวกพบเขาหรือไม่ขอรับ?”

นางพยักหน้าตอบรับ “ได้”

สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเอาความเย็นอ่อนๆ มาเยือน แม้จะเป็นยามบ่าย แต่อากาศกลับเย็นสบายกำลังดี

อวี้อันหนิงออกมานั่งรับลมที่ศาลากลางแจ้ง พร้อมกับรอคอยการมาถึงของมู่เหยียน

รออยู่ไม่นาน แม่นมซุนก็เข้ามาแจ้งว่าแขกมาถึงแล้ว

อวี้อันหนิงเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบ โฉวเฉิงจือ กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้ม ทั้งสองพูดคุยสนทนากันอย่างสนิทสนมมาตลอดทาง

“ท่านแม่ ข้าพามู่เหยียนมาแล้วขอรับ”

อวี้อันหนิงยิ้มรับชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนผายมือเชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลง พร้อมกับลอบพินิจอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ

แม้อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่มู่เหยียนสวมใส่จะดูเก่าซีดไปบ้าง ทว่ากลับสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย

แผ่นหลังเหยียดตรง กิริยาสุขุมสง่างาม วางตนได้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่อ่อนน้อมจนดูประจบประแจง ทั้งไม่โอหังจนดูขัดตา

อวี้อันหนิงพยักหน้าเบาๆ พลางลอบชื่นชมอยู่ในใจ

ในชาติก่อน มู่เหยียนผลักดันตัวเองจากสามัญชนจนก้าวขึ้นเป็นมหาคหบดีแห่งเมืองหลวง ทั้งหมดล้วนมาจากความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ คนอย่างเขา ย่อมไม่มีวันจมปลักอยู่กับความยากจนไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน

ทว่า นางกลับโง่เขลา มุ่งแต่จะผลักดันโฉวเฉิงจือให้เดินบนเส้นทางขุนนาง จนทำลายอนาคตอันสดใสของเขา ซ้ำยังตัดรอนมิตรภาพอันล้ำค่า ทำให้เขาพลาดโอกาสได้คบหาสหายที่ยอดเยี่ยมอย่างมู่เหยียน

“มู่เหยียน ขอคารวะฮูหยินโฉวขอรับ”

ชายหนุ่มประสานมือทำความเคารพอย่างสำรวม

อวี้อันหนิงดึงสติกลับคืนมา พลางหันไปสั่งบ่าวรับใช้ให้ยกน้ำชาชั้นเลิศและของว่างออกมาต้อนรับ

"ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ"

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนคลี่ยิ้มบางที่มุมปาก

“ที่เรียกเจ้ามาวันนี้ เพราะมีเรื่องอยากปรึกษา”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel