บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 สิบเอ็ดปีก่อน

บทที่ 2

สิบเอ็ดปีก่อน

สิ่งแรกที่อวี้อันหนิงรับรู้เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นและไอเย็นยะเยือก แต่กลับเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกหอมหมื่นลี้ และเสียงโวยวายเอาแต่ใจของลูกๆ ที่ดังอยู่หน้าห้อง

“อะไรกัน! ท่านแม่ยังไม่ฟื้นอีกหรือ?” เสียงแหลมสูงของโฉวรั่วเซวียนดังขึ้นอย่างหงุดหงิด “ข้านัดกับคุณหนูใหญ่เผยไว้แล้วว่าวันนี้จะไปซื้อเครื่องประดับชุดใหม่ หากไม่ได้เงินจากท่านแม่ ข้าต้องอับอายขายหน้าคนทั้งเมืองหลวงแน่ๆ”

“ท่านแม่ป่วยหนัก กำลังพักผ่อนอยู่ เจ้าอย่าเข้าไปรบกวนนางเด็ดขาด!” โฉวเฉิงเยี่ยปรามด้วยความรำคาญ “เรื่องนัดหมายก็เลื่อนออกไปก่อนเถอะ สถานการณ์เช่นนี้ คุณหนูใหญ่เผยย่อมต้องเข้าใจอยู่แล้ว”

“ไม่ได้!” โฉวรั่วเซวียนสะบัดหน้าปฏิเสธอย่างดื้อรั้น “ข้านัดนางไว้แล้ว หากข้าเบี้ยวนัด นางจะต้องเอาข้าไปพูดนินทาลับหลังจนอับอายขายหน้าเป็นแน่...พี่ใหญ่ ท่านอยากเห็นน้องสาวคนนี้ถูกคนทั้งเมืองหลวงหัวเราะเยาะหรือเจ้าคะ”

โฉวเฉิงเยี่ยขมวดคิ้วแน่น ความอดทนที่มีต่อน้องสาวเริ่มมาถึงขีดจำกัดแล้ว

โฉวรั่วเซวียนเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูล แม้ท่านแม่จะไม่เคยปล่อยปละละเลย แต่ก็ไม่ได้เคี่ยวกรำเข้มงวดเท่าเขากับน้องชายคนเล็ก ด้วยเหตุนี้ นางจึงเติบโตมาอย่างสุขสบาย กลายเป็นสตรีเอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวอย่างไม่รู้ตัว

“ท่านแม่ล้มป่วยจนไม่ได้สติ แต่เจ้ากลับเอาแต่คิดถึงแต่เครื่องประดับ ซ้ำยังเห็นคนนอกสำคัญกว่าท่านแม่ หากท่านแม่ฟื้นขึ้นมาเมื่อไร ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางฟัง!”

ได้ยินเช่นนั้น โฉวรั่วเซวียนก็หน้าซีดเผือด ร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมาทันที

นางรีบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ปรับน้ำเสียงให้อ่อนหวานลง ก่อนจะก้าวเข้าไปกอดแขนพี่ชายอย่างออดอ้อน

“ขอโทษเจ้าค่ะ พี่ใหญ่...เมื่อครู่ข้าพูดจาไม่ยั้งคิด ท่านอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่เลยนะเจ้าคะ”

แม้มารดาจะเลี้ยงดูโฉวรั่วเซวียนมาอย่างทะนุถนอมในฐานะบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูล แต่ก็ไม่เคยตามใจเหมือนบุตรสาวบ้านอื่น

หากมารดารู้ว่า ระหว่างที่นางล้มป่วย โฉวรั่วเซวียนออกไปเที่ยวเล่น ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย นางย่อมต้องถูกมารดาลงโทษอย่างหนักแน่นอน

โฉวเฉิงเยี่ยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เอ่ยถามน้ำเสียงเข้ม “เช่นนั้น...?”

“ไม่ไปแล้วเจ้าค่ะ! ข้าไม่ไปแล้ว!” โฉวรั่วเซวียนรีบกล่าว

“ดี! ช่วงนี้เจ้าอย่าเพิ่งออกไปไหน ท่านแม่ล้มป่วยจนลุกจากเตียงไม่ได้ ส่วนพี่สะใภ้ของเจ้าก็เพิ่งคลอดหลานชายให้ตระกูลโฉว ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี ยังจัดการงานเรือนไม่ไหว เจ้าเป็นคุณหนูใหญ่ ก็อยู่ดูแลความเรียบร้อยในจวนไปก่อน” โฉวเฉิงเยี่ยสรุปเสียงเฉียบขาด

ยามนี้ มารดาล้มป่วย บิดาก็ยังประจำการอยู่ที่ชายแดน ในฐานะบุตรชายคนโต โฉวเฉิงเยี่ยจึงต้องคุมจวน หากปล่อยให้น้องสาวออกไปก่อเรื่องสร้างความอับอายข้างนอก เขาคงถูกบิดามารดาตำหนิยกใหญ่เป็นแน่

ภายในห้องนอนใหญ่ที่เงียบสงบ

อวี้อันหนิงที่นอนนิ่งฟังบทสนทนาทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น จู่ๆ ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นทันที!

สะใภ้ใหญ่เพิ่งคลอดลูกชายอย่างนั้นหรือ?

คำนี้วนเวียนอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แม้นางจะประหลาดใจที่ตนยังไม่ตาย แต่สิ่งที่ทำให้สติของนางสับสนยิ่งกว่าคือ...นางย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ หรือทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน?

ก่อนสิ้นใจ นางอายุสี่สิบแปดปี ตอนนั้น ‘โฉวเยี่ยนสวี่’ หลานชายคนโต อายุสิบเอ็ดปีพอดี

หากหลิวซู่หลานเพิ่งให้กำเนิดบุตรชายคนแรก เช่นนั้นก็หมายความว่า นางย้อนเวลากลับมาเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนอย่างนั้นหรือ!?

เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นมา อวี้อันหนิงรีบยกมือแตะใบหน้าตนเอง ก่อนลูบไล้ไปมาราวกับต้องการยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง

นิ้วสัมผัสได้ถึงผิวเนียนนุ่ม ไม่ใช่ผิวแห้งกร้านหยาบกระด้างดุจไม้ผุพัง

ไม่เพียงเท่านั้น นางรีบก้มสำรวจร่างกายอย่างละเอียด

ผิวพรรณยังคงผุดผ่อง แม้ซีดเซียวเพราะพิษไข้ แต่ก็ยังเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด ไม่ใช่ร่างซูบผอมที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เหมือนตอนที่นอนรอความตายในชีวิตก่อน

นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องหับ

เครื่องเรือนไม้แกะสลัก แจกันลวดลายวิจิตร และข้าวของทุกชิ้นล้วนวางอยู่ในตำแหน่งเดิม ราวกับย้อนกลับไปเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนไม่มีผิด!

ก่อนตายในชาติก่อน...นางจำได้แม่นว่าห้องแห่งนี้เหลือเพียงเตียงไม้เก่าๆ กับเครื่องเรือนเพียงไม่กี่ชิ้น ของมีค่าที่นางสะสมมาทั้งชีวิตถูกขนออกไปจนเกลี้ยง

ลูกสะใภ้อ้างว่า ‘ของในห้องเยอะเกินไป สาวใช้ต้องเข้าออกทำความสะอาดบ่อยๆ จะรบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแม่’

ทว่า อวี้อันหนิงรู้ดีแก่ใจ นั่นเป็นเพียงคำโกหก เพื่อสะดวกแก่การยักย้ายทรัพย์สินของนางออกไปต่างหาก!

เมื่อนำภาพตรงหน้ามาปะติดปะต่อกับบทสนทนาของลูกๆ อวี้อันหนิงก็กระจ่างแจ้งในทันที

สวรรค์มีตา! นางย้อนเวลากลับมาเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนจริงๆ

เสียงโต้เถียงกันของคนหน้าห้องยังคงลอยเข้ามาไม่ขาดสาย แม้จะไม่ได้ตะโกนด่าทอหรือแย่งชิงทรัพย์สินกันเหมือนก่อนนางสิ้นใจ แต่ก็มากพอจะปลุกความเคียดแค้นในอกให้พลุ่งพล่านได้

อวี้อันหนิงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น แม้พิษไข้ยังทำให้ร่างกายอ่อนแรง แต่ก็ไม่อาจกดความแค้นที่อัดแน่นในอกไว้ได้ นางก้าวตรงไปยังประตู ก่อนกระชากเปิดออก!

“เสียงดังโวยวายอะไรกัน!”

แม้น้ำเสียงจะแหบแห้งเพราะพิษไข้ แต่กลับแฝงด้วยอำนาจและความเย็นชา ทำเอาสองพี่น้องที่กำลังโต้เถียงกันหน้าห้องพลันสะดุ้งเฮือก

โฉวเฉิงเยี่ยกับโฉวรั่วเซวียนมองมารดาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเก็บสีหน้าแล้วก้าวเข้ามาประคอง

“ท่านแม่! ท่านยังป่วยอยู่นะขอรับ รีบกลับไปพักผ่อนบนเตียงก่อนเถอะ” โฉวเฉิงเยี่ยรีบยื่นมือเข้ามารับแขนมารดา

อวี้อันหนิงเงยหน้ามองบุตรชายคนโต แววตาสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาความคิด

ชาติก่อน นางฝากความหวังทั้งหมดของตระกูลโฉวให้กับเจ้าลูกคนนี้

แม้โฉวเฉิงเยี่ยจะไร้พรสวรรค์ด้านการศึก แต่มีความรู้ความสามารถด้านงานโยธา จึงเข้ารับราชการเป็นขุนนางขั้นเก้าในกรมโยธา

ครั้นอายุยี่สิบสองปี เขาก็คิดค้นอ่างเก็บน้ำขั้นบันได สร้างชื่อเสียงจนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นเจ็ด แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า

ในเวลานั้น ชีวิตของโฉวเฉิงเยี่ยกำลังรุ่งโรจน์สดใส ทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัวก็สมบูรณ์พร้อม

อวี้อันหนิงเคยเชื่อมั่นว่าเขาต้องเป็นเสาหลักของตระกูลโฉว

ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด เขาเริ่มเชื่อฟังภรรยาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงขั้นคิดจะฮุบทรัพย์สินส่วนกลาง

ซ้ำร้าย หลังโฉวจิ้งเหอได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสนามรบและต้องพักรักษาตัว โฉวเฉิงเยี่ยกลับเริ่มเปลี่ยนไป

เขาค่อยๆ สอดมือเข้ามาแทรกแซงกิจการของตระกูล และพยายามเกลี้ยกล่อมให้อวี้อันหนิงมอบอำนาจดูแลจวนให้กับหลิวซู่หลาน ภรรยาของตน

หลังกุมอำนาจดูแลเรือนใน หลิวซู่หลานก็เริ่มโยกย้ายสาวใช้คนสนิทของอวี้อันหนิงออกไปทีละคน จากนั้นก็ค่อยๆ ยักยอกทรัพย์สินของตระกูลโฉวมาเป็นของตนอย่างแนบเนียน

แม้แต่ยาและอาหารบำรุงที่เคยเป็นของชั้นดี ก็ถูกเปลี่ยนเป็นของคุณภาพต่ำ

อาการบาดเจ็บของโฉวจิ้งเหอที่ควรฟื้นตัว กลับยืดเยื้อจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ท้ายที่สุดเขาก็จากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร...

เมื่อสูญเสียสามี อวี้อันหนิงก็เหมือนสูญเสียเสาหลักค้ำจิตใจ ร่างกายและจิตวิญญาณทรุดโทรมลงเรื่อยๆ กระทั่งสิ้นใจลงอย่างโดดเดี่ยว

เพียงแค่นึกถึงเรื่องราวเลวร้ายในชาติก่อน แววตาที่อวี้อันหนิงใช้มองบุตรชายคนโตก็พลันเปลี่ยนเป็นความเย็นชา

เจ้าลูกอกตัญญู...เนรคุณ!

หลงเมียจนปล่อยให้นางเหยียบย่ำหัวใจแม่คนนี้ และยังกล้าทำลายล้างตระกูลโฉว!

โฉวเฉิงเยี่ยสัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชาของมารดา ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ทำได้เพียงก้มหน้าไม่กล้าสบตามารดา

“ท่านแม่ พี่ใหญ่มือไม้หยาบกระด้าง ให้ข้าประคองท่านเข้าห้องดีกว่าเจ้าค่ะ”

โฉวรั่วเซวียนรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนหวาน ก่อนแทรกตัวเข้ามาประคองแขนอีกข้างของมารดา พร้อมกับยิ้มอย่างประจบเอาใจ

อวี้อันหนิงค่อยๆ หันสายตาเย็นชาไปมองบุตรสาวเพียงคนเดียว

โฉวรั่วเซวียน...

เด็กคนนี้หลงรัก ‘เผยเหวินป๋อ’ จนหัวปักหัวปำ ยอมสูบเลือดสูบเนื้อตระกูลโฉว เอาเงินทองไปประเคนให้บุรุษจอมปลอมผู้นั้น แต่ชายผู้นั้นก็เหมือนหลุมดำไร้ก้นบึ้ง ต่อให้ทุ่มเททรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีให้ ก็ไม่เคยเติมเต็มความโลภของมันได้!

เหอะ! ไม่คิดเลยว่า ชาติก่อนข้าจะเลี้ยงดูลูกออกมาได้โง่เขลาเพียงนี้!!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel