บทที่ 1 โดดเดี่ยว
บทที่ 1
โดดเดี่ยว
ปลายฤดูหนาว...
สายลมเย็นยะเยือกบาดผิวพัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ทำให้ภายในห้องเหลือเพียงความเหน็บหนาวที่กัดกินไปถึงกระดูก
บนเตียงไม้จันทน์หลังใหญ่ ร่างผอมบางของสตรีผู้หนึ่งนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นและเงียบงัน
‘อวี้อันหนิง’ ในวัยสี่สิบแปดปี กำลังสั่นสะท้านอยู่ใต้ผ้าห่มนวมขนเป็ดผืนเก่าคร่ำคร่า ปลายมือปลายเท้าของนางเย็นเฉียบ ไร้ความรู้สึกไปนานแล้ว ผิวพรรณที่เคยผ่องขาวมีน้ำมีนวลในวันวาน บัดนี้กลับแห้งกร้านซีดเหลือง เพราะพิษไข้เรื้อรังที่รุมเร้ามานานปี
ซ้ำร้าย ร่างกายของนางยังขาดการดูแลเอาใจใส่ จึงซูบผอมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
แม้นัยน์ตาขุ่นมัวจะอ่อนล้าแทบจะปิดเต็มที แต่อวี้อันหนิงยังคงพยายามทอดมองบานประตูไม้ พลางฟังเสียงของลูกๆ ที่นางอุ้มท้องมาเก้าเดือน กำลังทะเลาะแย่งชิงทรัพย์สมบัติกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ด้านนอก
“พี่ใหญ่! วันนี้ท่านต้องเปิดคลังให้ข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะเข้าไปฟ้องท่านแม่เดี๋ยวนี้!”
เสียงแหลมสูงของ ‘โฉวรั่วเซวียน’ บุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลโฉว ดังแทรกความเย็นเยือกเข้ามา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความละโมบอย่างน่ารังเกียจ
“รั่วเซวียน! ท่านแม่กำลังป่วยหนัก เจ้าอย่าเข้าไปรบกวนนางจะดีกว่า อีกอย่าง เจ้ารีบร้อนกลับมาจวนเดิมเพราะหวังสมบัติในคลัง ไม่คิดว่ามันเกินไปหน่อยหรือ?”
‘หลิวซู่หลาน’ สะใภ้ใหญ่ของตระกูลรีบเอ่ยขัดขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงคล้ายจะตักเตือนน้องสามีด้วยความหวังดี ทว่าอวี้อันหนิงรู้ดี นางจิ้งจอกเจ้าน้ำตาคนนี้ก็มีความละโมบไม่ต่างกัน
โฉวรั่วเซวียนเค้นเสียงหัวเราะ “เหอะ!” ออกมาจากลำคอ ก่อนจะเบ้ปากเหน็บแนมอย่างไม่ไว้หน้า
“พี่สะใภ้ใหญ่ เลิกแสร้งทำเป็นคนดีเสียที! วันๆ เอาแต่ปั้นหน้าสั่งสอนข้า ที่ท่านหวงกุญแจคลังนัก ก็เพราะกลัวข้าจะมาแย่งเงินทองในจวนใช่หรือไม่? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ท่านเฝ้ารอให้ท่านแม่สิ้นลม จะได้กุมอำนาจในจวนแทน...หึ! ความคิดสกปรกของท่าน ข้าดูออกนานแล้ว!”
หลิวซู่หลานโกรธจนหน้าตึง สองมือสั่นระริก แต่ยังฝืนสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ เพราะว่าหากนางถูกรังแก สามีของนางย่อมไม่อยู่เฉย
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
‘โฉวเฉิงเยี่ย’ ก้าวออกมาขวางภรรยา ก่อนตวาดใส่น้องสาวด้วยน้ำเสียงดุดัน
“รั่วเซวียน ระวังคำพูดของเจ้าหน่อย นางเป็นพี่สะใภ้ของเจ้านะ!”
“เป็นพี่สะใภ้แล้วอย่างไร! นางยักยอกเงินทองของตระกูลโฉวไปประเคนให้บ้านเดิมของนางตั้งเท่าไหร่ อย่าบอกนะว่าพี่ใหญ่แกล้งโง่ไม่รู้เรื่อง!” โฉวรั่วเซวียนเชิดหน้าท้าทาย
โฉวเฉิงเยี่ยสูดหายใจลึก พยายามฝืนกลั้นอารมณ์โกรธพลางเอ่ยเสียงเย็น
“ซู่หลานแค่ช่วยเหลือทางบ้านของนางเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ทำให้ตระกูลโฉวต้องล่มจมเสียหน่อย...แต่เจ้าน่ะสิ! แต่งออกเรือนเข้าตระกูลเผยไปแล้ว ยังมีหน้ากลับมาขอแบ่งสมบัติตระกูลโฉวอีกหรือ? หรือว่าเงินสินเดิมมากมายที่ท่านแม่ประเคนให้ไปตอนแต่งงาน มันยังไม่พอเลี้ยงดูสามีสารเลวไร้น้ำยาอย่างเผยเหวินป๋อของเจ้า!”
โฉวรั่วเซวียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ที่แท้พี่ชายของนางก็รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของภรรยา ไม่เพียงไม่ห้าม ยังสนับสนุน ช่างเป็นบุรุษที่หลงภรรยาจนหูตามืดบอดโดยแท้!
แม้ในใจจะด่าทอพี่ชายอย่างรุนแรง แต่โฉวรั่วเซวียนก็ไม่ได้ต่างกัน นางเองก็หลงสามีจนโงหัวไม่ขึ้น
หญิงสาวฮึดฮัดในลำคอก่อนเถียงสู้
“พี่ใหญ่! อย่าลามปามถึงสามีข้า ข้าก็เป็นสายเลือดตระกูลโฉวเหมือนกัน ท่านพ่อท่านแม่ย่อมต้องทิ้งสมบัติส่วนของข้าไว้ให้สิ!”
...จะยอมปล่อยให้เงินทองของตระกูลโฉวตกไปอยู่ในมือสตรีแซ่อื่นอย่างพี่สะใภ้ได้อย่างไร สู้ให้นางนำกลับตระกูลเผยไม่ดีกว่าหรือ!
“พูดจาเหลวไหล! สตรีที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดออกไป หากเจ้าอยากได้เงินนัก ก็ไปแบมือขอสามีเจ้านู่น!” โฉวเฉิงเยี่ยตอกกลับอย่างเย็นชา
“ได้! ในเมื่อพวกท่านบีบคั้นข้า เช่นนั้นข้าจะเข้าไปฟ้องท่านแม่เดี๋ยวนี้ ให้ท่านแม่ตื่นขึ้นมาแบ่งสมบัติให้ข้าอย่างยุติธรรม”
“เจ้า! ห้ามเข้าไปรบกวน...”
ยังไม่ทันที่โฉวเฉิงเยี่ยจะคว้าตัวน้องสาวไว้ เสียงเมามายของ ‘โฉวเฉิงจือ’ บุตรชายคนเล็กก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“พี่ใหญ่...พี่รอง...ข้าก็เป็นคนของจวนนี้เหมือนกันนะ...หากพวกท่านจะแบ่งขนมเปี๊ยะ...เอ๊ย แบ่งสมบัติกันล่ะก็...อย่าลืมส่วนของข้าเชียว...”
“เฉิงจือ! เจ้านี่มันตัวล้างผลาญ ไม่รู้จักกาลเทศะจริงๆ” โฉวเฉิงเยี่ยหันไปตวาดใส่น้องชายที่ยืนโงนเงน พลางส่ายหน้าด้วยความระอาสุดขีด
“วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับเหล้าและการพนัน ถ้าเมานักก็ไสหัวกลับไปนอนเสีย!” โฉวรั่วเซวียนเอ่ยอย่างหมดความอดทน
โฉวเฉิงจือสะบัดหัวพยายามเรียกสติ พลางพึมพำว่า “ข้าไม่กลับ...ข้าก็จะเอาเงินในคลังด้วย...”
“ได้เลย ในเมื่อเจ้าสองคนอยากได้สมบัติตระกูลโฉวจนตัวสั่นนัก ก็เข้าไปถามท่านแม่กันเอง แต่ขอบอกไว้ก่อน หากนางโดนพวกเจ้ารบกวนแล้วเป็นอะไรขึ้นมา พวกเจ้าต้องรับผิดชอบ!” โฉวเฉิงเยี่ยประชดประชันอย่างเหลืออด
ทว่าโฉวรั่วเซวียนกลับไม่สะทกสะท้าน นางเชิดหน้าขึ้นแล้วตวาดกลับเสียงแหลม
“พี่ใหญ่ ท่านก็เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากภรรยาของท่านจริงๆ! ท่านหมอหลี่บอกแล้วว่าท่านแม่คงอยู่ไม่พ้นคืนนี้ ท่านก็เลยคิดจะโยนความผิดให้ข้า เพื่อจะได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดไว้คนเดียวใช่หรือไม่!”
ความเจ้าเล่ห์ของพี่สะใภ้บวกกับความหูเบาของพี่ชาย มีหรือนางจะดูไม่ออก ทันทีที่มารดาสิ้นลม โฉวเฉิงเยี่ยในฐานะบุตรชายคนโตย่อมต้องอ้างสิทธิ์ครอบครองจวนและกุมกุญแจคลังสมบัติไว้แต่เพียงผู้เดียว
นางไม่มีวันยอมให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด!
สามีของนางเพิ่งจะนำเงินก้อนใหญ่ของครอบครัวไปลงทุนจนขาดทุนย่อยยับ รายจ่ายในบ้านเพิ่มขึ้นทุกวัน ซ้ำยังต้องหาเงินไปพยุงกิจการที่จวนเจียนจะล้มละลาย ไม่ว่าจะอย่างไร วันนี้นางต้องได้ส่วนแบ่ง!
“ใช่! พี่ใหญ่แผนสูงจริงๆ!” โฉวเฉิงจือรีบเอ่ยผสมโรง
“พวกเจ้ามันคุยไม่รู้เรื่อง ในเมื่ออยากได้เงินนัก ก็เข้าไปหาท่านแม่เอาเองเถอะ ข้าไม่ยุ่งด้วยแล้ว!” โฉวเฉิงเยี่ยตัดบทอย่างรำคาญใจ ก่อนจะโยนปัญหาทั้งหมดไปให้มารดาที่กำลังนอนพะงาบๆ รอคอยความตายอยู่บนเตียง
ย้อนกลับมาภายในห้องอันมืดสลัว...
อวี้อันหนิงที่นอนฟังคำพูดอันแล้งน้ำใจของลูกๆ ทุกถ้อยคำทำเอาหัวใจของคนเป็นแม่เจ็บปวดรวดร้าว ราวกับถูกคมมีดนับพันนับหมื่นกรีดแทงซ้ำๆ จนแหลกลาญไม่มีชิ้นดี
มารดาที่อุ้มท้องพวกเขามาเก้าเดือนเต็ม ทะนุถนอมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ กำลังนอนรอความตายอย่างทรมานอยู่หลังประตูบานนี้ ทว่าลูกๆ ที่นางรักสุดหัวใจ กลับไม่เหลียวแลความตายของมารดาแม้แต่น้อย ในหัวของพวกเขามีเพียงทรัพย์สมบัติและเงินทองเท่านั้น
หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกจากดวงตาขุ่นมัวที่อ่อนล้า ก่อนจะค่อยๆ ซึมหายไปกับหมอนอย่างเงียบเชียบ
นางค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง...ครู่หนึ่งจึงลืมตาขึ้นมาใหม่
ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวระคนผิดหวัง บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่ง...สงบนิ่งเสียจนน่ากลัว
ราวกับความรัก ความผูกพัน และความหวังทั้งหมดที่เคยมีให้ลูกๆ ได้มลายหายไปจากหัวใจของคนเป็นแม่จนหมดสิ้น
ไม่มีมารดาคนไหนไม่รักลูก...
หลายปีมานี้ นางยอมเป็นมารดาที่เข้มงวด คอยดุด่าตักเตือนยามพวกเขาทำผิด ปกป้องพวกเขายามเผชิญอันตราย และตามเช็ดตามล้างปัญหาทุกอย่างที่ลูกๆ ก่อไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่หลานชายหลานสาว นางก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจเลี้ยงดูไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
ทว่าสิ่งที่นางได้รับตอบแทนในวาระสุดท้ายของชีวิตคืออะไร?
คือความเกลียดชังจากพวกเขาอย่างนั้นหรือ?
ในสายตาของลูกๆ นางไม่เคยเป็นมารดาที่ดีเลยหรือ?
อวี้อันหนิงทอดสายตามองเพดานห้องที่มืดสลัวอย่างเงียบงัน...
เหนื่อยเหลือเกิน...นางเหนื่อยแล้ว...
เสียงทะเลาะแย่งชิงสมบัติที่หน้าห้องยังคงดังแว่วเข้ามาไม่ขาดสาย ช่างเป็นเสียงที่น่าสมเพชและน่าสิ้นหวังยิ่งนัก
นางถอนหายใจแผ่วเบา ด้วยความรู้สึกปล่อยวาง
ปลายฤดูหนาวอันเยือกเย็นของปีนั้น...ฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพโฉว ผู้ซึ่งทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสามี ลูก และหลานๆ ได้จากโลกนี้ไปอย่างโดดเดี่ยว โดยไม่มีลูกหรือหลานคนใดเข้ามาดูใจ หรือส่งนางเป็นครั้งสุดท้ายเลยแม้แต่คนเดียว
