บทที่ 11 โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (4)
บทที่ 11
โฉวรั่วเซวียนควรตาสว่างได้แล้ว (4)
ประโยคนั้นดึงสติของเซี่ยเฉียนเฉียนกลับมา นางปล่อยมือจากอู๋ซินเยว่ แล้วหันไปเล่นงานเผยเหวินป๋อแทน
ส่วนโฉวรั่วเซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้าง คล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะกวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว
หากวันนี้มารดาไม่ได้สั่งให้นางมาเลือกดูผ้าที่ร้านตระกูลหวง เกรงว่าชั่วชีวิตนี้ นางคงไม่มีวันได้เห็นความปลิ้นปล้อนของชายชั่วคนนี้เป็นแน่!
เมื่อคิดได้ดังนั้น มือของโฉวรั่วเซวียนพลันกุมถุงเงินข้างเอวแน่น
สามร้อยตำลึง...
เงินจำนวนนี้เป็นสินเดิมที่นางตัดใจนำออกมา หวังซื้อปิ่นมุกชิ้นใหม่ แต่งกายให้งดงาม เพื่อให้เผยเหวินป๋อหันมาชื่นชมนาง
ทว่ายามนี้ การทุ่มเงินสามร้อยตำลึงให้บุรุษไร้ค่า กลับเป็นเรื่องที่น่าสมเพชสิ้นดี
แม้ภายนอกนางจะพยายามฝืนวางท่าเด็ดเดี่ยว ทว่าขอบตากลับค่อยๆ ร้อนผ่าว และในที่สุด หยาดน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงบนแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
โฉวรั่วเซวียนสูดหายใจลึก ยกมือปาดน้ำตาจนแห้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความลุ่มหลงและโง่งมก็หายไป เหลือเพียงความเรียบนิ่งและเย็นชาราวกับน้ำค้างแข็ง
ท่ามกลางความวุ่นวาย โฉวรั่วเซวียนมองเผยเหวินป๋อที่กำลังถูกเซี่ยเฉียนเฉียนทั้งจิกทั้งตบด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“รั่วเซวียน! ช่วยข้าด้วย...ไม่สิ ฟัง...ฟังข้าอธิบายก่อน!”
เผยเหวินป๋อยื่นมือไปทางโฉวรั่วเซวียนราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้าย สีหน้าของเขาลนลาน พูดจาละล่ำละลัก
ทว่า โฉวรั่วเซวียนไม่คิดเชื่อคำลวงของเขาอีกต่อไป นางมองเผยเหวินป๋อด้วยสายตาเย็นชา ก่อนเอ่ยอย่างเด็ดขาด
“คุณชายเผย ไม่จำเป็นต้องเปลืองน้ำลายกล่าวคำลวงอีกแล้ว นับแต่นี้ ระหว่างข้ากับท่าน สิ้นสุดวาสนาต่อกัน!”
สิ้นคำ นางสะบัดหน้าหันหลังให้ความวุ่นวาย แล้วก้าวออกจากร้านผ้าตระกูลหวงโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว
ด้านเซี่ยเฉียนเฉียน เมื่อได้ยินประโยคนั้น นางก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือจากคนทั้งสอง แล้วก้าวตามโฉวรั่วเซวียนออกไปด้วยแผ่นหลังที่เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน
แม้ทั้งคู่จะเป็นคู่ปรับกันมาตลอด แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าโฉวรั่วเซวียนพูดถูกต้อง
นั่นสิ...นางจะมามัวตบตีแย่งชิง ‘เศษสวะ’ ไร้ราคาเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน?!
“เฉียนเฉียน...เจ้าฟังข้าก่อน”
เผยเหวินป๋อรีบวิ่งตามเซี่ยเฉียนเฉียนไปทันที ในเมื่อรั้งโฉวรั่วเซวียนไว้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยเฉียนเฉียนเอาไว้ เผื่อว่านางยังยอมฟังคำอธิบาย ทว่า...
เพียะ!
เผยเหวินป๋อยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยประโยคใด ฝ่ามือเรียวของเซี่ยเฉียนเฉียนก็ฟาดลงบนใบหน้าของเขาอย่างแรง ศีรษะของเขาสะบัดไปอีกด้าน
ถูกตบครั้งนี้ ทำเอาแก้มของเผยเหวินป๋อชาหนึบไปทั้งแถบ ซ้ำยังรู้สึกถึงรสคาวเลือดที่ซึมออกมาตามมุมปากด้วย!
“ขยะ!”
เซี่ยเฉียนเฉียนถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างรังเกียจ ก่อนสะบัดชายแขนเสื้อหมุนตัวจากไป ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขาสักแวบ
เผยเหวินป๋อยืนนิ่งอยู่กับที่ ทั้งเจ็บแสบที่ใบหน้า ทั้งอับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
ส่วนอู๋ซินเยว่ยังคงนั่งทรุดอยู่บนพื้น สะอื้นไห้ไม่หยุด ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูน่าเวทนายิ่งนัก
…
…
เมื่อก้าวพ้นประตูร้านผ้าออกมา ความแข็งกร้าวที่ทั้งสองฝืนประคองไว้ก็พังทลายลง น้ำตาที่โฉวรั่วเซวียนและเซี่ยเฉียนเฉียนพยายามข่มกลั้นมาตลอด ก็เอ่อทะลักออกมาราวกับทำนบแตก
ครั้นสบตากันในสภาพน้ำตานองหน้าไม่ต่างกัน ต่างฝ่ายต่างก็เบะปากใส่กัน ทั้งยังอดประชดประชันกันตามความเคยชินไม่ได้
“มองอะไรของเจ้า? ไม่เคยเห็นคนร้องไห้หรือไง!” เซี่ยเฉียนเฉียนตวาดทั้งน้ำตา
“เจ้านั่นแหละมองอะไร! หันหน้าไปทางอื่นเดี๋ยวนี้!” โฉวรั่วเซวียนเชิดหน้าสวนกลับ ทั้งที่น้ำตายังอาบอยู่เต็มใบหน้า
“เหอะ! ปากดีไปเถอะ!” เซี่ยเฉียนเฉียนแค่นเสียงอย่างกระแทกกระทั้น
“เจ้าเองก็ทำเป็นปากดีไปเถอะ เชอะ!” โฉวรั่วเซวียนสวนกลับทันควัน
สิ้นคำโต้ตอบ ทั้งสองก็พร้อมใจกันสะบัดหน้าหนีไปคนละทางอย่างไม่มีใครยอมใคร
จังหวะนั้นเอง รถม้าของตระกูลโฉวและตระกูลเซี่ยก็เคลื่อนมาจอดเทียบหน้าร้านพอดี ทั้งสองต่างก้าวขึ้นรถม้าของตนโดยไม่หันกลับไปมองอีกฝ่าย
ไม่นาน รถม้าทั้งสองคันก็เคลื่อนตัวแยกออกไปคนละทิศคนละทาง
…
…
เรือนหลักของจวนแม่ทัพโฉวอันเงียบสงบ
อวี้อันหนิงนั่งจิบชา คำนวณบัญชีอย่างไม่รีบร้อน
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยระรื่น หอบเอาความหอมหวานละมุนของดอกหอมหมื่นลี้เข้ามาทางหน้าต่าง
ในตอนนั้นเอง อาชิวก็ก้าวยาวๆ เข้ามาในห้อง ก่อนจะรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านผ้าตระกูลหวงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
เมื่อฟังจบ อวี้อันหนิงกลับนิ่งสงบ ไม่ได้แสดงอาการห่วงใยหรือแตกตื่นแม้แต่น้อย
กลับกัน มุมปากของฮูหยินแม่ทัพยังคลี่ยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ราวกับผลลัพธ์ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดเอาไว้แล้ว
“งั้นหรือ...นางหูตาสว่างขึ้นมาได้บ้างก็ดีแล้ว”
“ฮูหยินจะไม่ไปปลอบโยนคุณหนูหน่อยหรือเจ้าคะ?” แม่นมเอ่ยถามด้วยสีหน้าแฝงความห่วงใย
แม่นมซุนผู้นี้คอยปรนนิบัติดูแลอวี้อันหนิงมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เรียกได้ว่าเฝ้ามองนางเติบโตมากับตา ย่อมมีความผูกพันลึกซึ้งต่อเจ้านายไม่น้อย
ครั้นอวี้อันหนิงออกเรือนมีครอบครัว แม่นมซุนก็ทั้งรักและเอ็นดูคุณชายคุณหนูทุกคนประหนึ่งเป็นหลานแท้ๆ ในไส้ของตนก็ไม่ปาน
อันหนิงส่ายหน้าอย่างเรียบเฉย “ปลอบนางตอนนี้ นางก็ยิ่งได้ใจเปล่าๆ”
“แต่ฮูหยินเจ้าคะ...เรื่องในวันนี้เกรงว่าคุณหนูรองจะถูกชาวบ้านนำไปลือเสียๆ หายๆ พวกเราไม่ควรออกหน้าจัดการยับยั้งหน่อยหรือเจ้าคะ?” แม่นมซุนเอ่ยถามด้วยความกังวล
อวี้อันหนิงหลุบตาลงมองถ้วยชาในมือ
ตบตีแย่งชิงบุรุษไร้ค่าจนกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน...ในเมื่อเป็นปัญหาที่โฉวรั่วเซวียนก่อขึ้นเอง ก็ควรให้นางเผชิญหน้าและแก้ไขด้วยตนเอง
“ไม่ต้อง” อวี้อันหนิงตอบกลับอย่างเด็ดขาด “ให้นางเรียนรู้จากบทเรียนที่ตนเองก่อขึ้น ข้าไม่อาจตามเช็ดตามล้างให้นางไปตลอดชีวิตหรอก”
“เจ้าค่ะ”
แม้แม่นมซุนจะไม่เข้าใจความนัยของคำพูดนั้นนัก แต่ในเมื่อฮูหยินวางแผนทุกอย่างไว้แล้ว นางก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดต่อ
อวี้อันหนิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
นางไม่อาจรู้ได้ว่าชาตินี้โฉวรั่วเซวียนจะหูตาสว่างไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ จะจดจำความเจ็บปวดครั้งนี้ไว้เป็นบทเรียนราคาแพงได้หรือเปล่า
แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้นางก็สามารถฉุดบุตรสาวให้ก้าวพ้นจากโคลนตมอันเน่าเฟะมาได้ก้าวหนึ่งแล้ว
ว่าไปแล้ว...คุณหนูเซี่ยผู้นี้ ก็นับว่าเป็นสตรีที่เด็ดเดี่ยวไม่น้อย
ในชาติที่แล้ว หลังจากที่โฉวรั่วเซวียนดื้อดึงจนได้แต่งงานเข้าจวนเผย เผชิญกับความนอกใจของเผยเหวินป๋อซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซี่ยเฉียนเฉียนที่ตาสว่างก็ได้แต่งงานเข้าจวนตระกูลเหลียง
แรกเริ่ม เด็กหนุ่มสาวคู่นั้นไม่ได้มีใจให้กันเลยแม้แต่น้อย ทว่าคุณชายเหลียงกลับเป็นบุรุษที่ซื่อตรง มั่นคง และไม่เจ้าชู้เหมือนเผยเหวินป๋อ
ตลอดชีวิตคู่ เขาปฏิบัติต่อภรรยาด้วยความจริงใจและเอาใจใส่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ท้ายที่สุดก็สามารถพิชิตหัวใจของเซี่ยเฉียนเฉียนได้สำเร็จ
ตรงกันข้าม โฉวรั่วเซวียนที่ต้องวิ่งวุ่นหาเงินไปอุดรูรั่วให้สามีสารเลวไม่รู้จักพอ ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม จนแทบไม่เหลือเค้าของคุณหนูตระกูลโฉวแม้แต่น้อย
