บทที่ 12 สั่งสอนลูกสาว
บทที่ 12
สั่งสอนลูกสาว
แม้ตอนกลางวันจะพูดอย่างเย็นชาเพียงนั้น แต่พอตกค่ำ อวี้อันหนิงกลับสั่งให้สาวใช้ต้มไข่มาสองใบ ห่อด้วยผ้าสะอาดแล้วนำมาส่ง
แม่นมซุนอ่านความคิดของฮูหยินออกทันที จึงรีบรายงานว่า “คุณหนูรองยังเก็บตัวอยู่ในห้องเจ้าค่ะ ข้าวปลาอาหารทั้งมื้อเที่ยงมื้อเย็นไม่ยอมแตะเลยสักนิด”
อวี้อันหนิงถอนใจพลางส่ายหน้า
ถึงอวี้อันหนิงจะปรารถนาให้บุตรสาวเติบโตและคิดได้ด้วยตนเอง ทว่าอย่างไรเสีย โฉวรั่วเซวียนก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง
สำหรับนางผู้ผ่านชีวิตมาสองชาติ ย่อมมองผู้คนและโลกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทว่าเรื่องราวเหล่านี้กลับเป็นเพียงบทเรียนครั้งแรกในชีวิตของลูกๆ เท่านั้น
เมื่อสาวใช้นำไข่ต้มห่อผ้าสะอาดมาส่งให้ อวี้อันหนิงก็ยกถาดนั้นเดินตรงไปยังเรือนของโฉวรั่วเซวียนทันที
อาจเป็นเพราะตอนที่กลับมา บุตรสาวกำลังเสียใจจนลืมลงกลอนประตู นางเพียงผลักเบาๆ ประตูก็เปิดออก
อวี้อันหนิงก้าวเข้าไปในห้อง พลางทอดสายตามองบุตรสาวที่หลับสนิทอยู่บนเตียง คราบน้ำตายังหลงเหลืออยู่บนพวงแก้ม ดวงตาที่ปิดสนิทนั้นบวมเป่งราวกับไข่ห่าน
นางค่อยๆ ยกมือเกลี่ยปอยผมที่เคยเปียกชื้นด้วยน้ำตา บัดนี้กลับแห้งติดพวงแก้มให้อย่างแผ่วเบา
สัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้โฉวรั่วเซวียนรู้สึกตัว ก่อนจะลืมตาขึ้น
ครั้นเห็นว่าเป็นมารดา ความเข้มแข็งที่ฝืนไว้ก็พังทลายลงทันที ริมฝีปากเบะคว่ำ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
“ท่านแม่...ฮึก...ฮือ...”
อวี้อันหนิงส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอา “หากจะร้องไห้เพราะความโง่เขลาของตนเอง แม่ไม่ว่าแม้แต่คำเดียว แต่หากเจ้าปล่อยให้ผู้คนเห็นความอ่อนแอ และถูกหัวเราะเยาะ นั่นคือความโง่งมที่ไม่น่าให้อภัยที่สุด!”
โฉวรั่วเซวียนเม้มปากแน่นสนิท พยายามกลั้นเสียงสะอื้น
ถ้อยคำของมารดาอาจฟังดูเย็นชาและไร้ความปรานี แต่นางเข้าใจแล้ว ทุกคำล้วนเกิดจากความหวังดี ท่านแม่เพียงอยากให้นางรักและปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง ให้สมกับฐานะบุตรสาวแห่งจวนแม่ทัพ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กสาวจึงพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง
ตอนนั้นเอง ไข่ต้มอุ่นๆ ห่อผ้าสะอาดถูกประคบลงบนเปลือกตาอย่างเบามือ ท่านแม่ไม่ได้ดุด่าหรือซักไซ้สิ่งใด ทำเพียงช่วยประคบไข่ไล่รอยบวมช้ำรอบดวงตาและบนแก้มให้อย่างเงียบเชียบ
ทว่าความเงียบนี้ กลับทำให้โฉวรั่วเซวียนรู้สึกมั่นคงอย่างน่าประหลาด
“ยังคิดถึงบุรุษแซ่เผยผู้นั้นอยู่อีกหรือไม่... หูตาสว่างขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง?” อวี้อันหนิงถามเสียงเรียบ ขณะเปลี่ยนผ้าประคบผืนใหม่
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ...” โฉวรั่วเซวียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ทว่าก็ซื่อตรงอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นหรือ?”
แววตาของโฉวรั่วเซวียนไหวระริกด้วยความโกรธแค้น นางมองมารดาอย่างลังเล ครู่ใหญ่จึงสารภาพออกมา
"ท่านแม่...วันนี้ตอนที่เกิดเรื่อง ช่วงที่เซี่ยเฉียนเฉียนกับเผยเหวินป๋อยื้อยุดกัน มือของเผยเหวินป๋อสะบัดมาโดนหน้าของลูกอย่างจัง ลูกทนไม่ได้ที่เขาพูดจาลับหลังอย่างร้ายกาจ ทั้งยังต้องมาเจ็บตัวเพราะเขา ลูกก็เลย...เลยตบหน้าเขาคืนไปฉาดใหญ่เจ้าค่ะ"
อวี้อันหนิงเลิกคิ้ว ไม่ได้พูดอะไร
“ท่านแม่...โกรธลูกหรือไม่เจ้าคะ ลูกทำร้ายคุณชายตระกูลเผย ทั้งยังผิดใจกับคุณหนูตระกูลอู๋ พวกเขาจะต้องมาหาเรื่องตระกูลโฉวของเราแน่ๆ” เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาฉายรอยความละอายใจ
“โกรธ” อวี้อันหนิงบอกด้วยเสียงเฉียบขาด
โฉวรั่วเซวียนได้ยินเช่นนั้นก็หดคอด้วยความกลัว
ทว่า...
ครู่ต่อมา มารดากลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
“แต่แม่ไม่ได้โกรธที่เจ้ากล้าลงมือคนที่ดูแคลนเจ้า ในเมื่อเจ้าคิดได้เร็ว และไม่ถลำตัวลงไปลึกกว่านี้ แม่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องตำหนิเจ้า”
“ท่านแม่...แล้วเรื่องตระกูลเผยกับตระกูลอู๋เล่าเจ้าคะ?”
“พวกเขาไม่กล้ามาหาเรื่องเจ้าหรอก” อวี้อันหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ทั้งสองตระกูลล้วนเป็นตระกูลใหญ่ที่มีหน้ามีตา หากบุกมาเอาเรื่องเจ้าถึงจวน ก็เท่ากับประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่า บุตรหลานของตนลักลอบคบหากันอย่างไม่เหมาะสม”
ชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกันปิดประตูอยู่ตามลำพังในห้องรับรอง แม้จะอ้างว่าเข้าไปเลือกผ้า แต่กลับไม่มีสาวใช้หรือคนงานในร้านอยู่เป็นพยานสักคน ย่อมหนีไม่พ้นคำครหา และคำครหานั้นก็ร้ายแรงกว่าการที่เซี่ยเฉียนเฉียนอาละวาดในร้านผ้าเสียอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ตระกูลเผยและตระกูลอู๋จะยอมเสียหน้าซ้ำสองหรือ?
แน่นอนว่า...ไม่
สรุปก็คือ ในช่วงนี้ ทั้งสองตระกูลนั้นย่อมไม่กล้าบุ่มบ่ามมาเอาเรื่องอย่างเปิดเผย
ทว่า แม้จะไม่กล้าออกหน้ามาเอาเรื่อง แต่ลับหลังทั้งสองตระกูลกลับแอบส่งคนมาที่จวนโฉว เรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกหลานของตน
ดังนั้น อวี้อันหนิงจึงยอมชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้เผยเหวินป๋อที่ถูกโฉวรั่วเซวียนตบหน้า ส่วนอู๋ซินเยว่นั้น...โฉวรั่วเซวียนไม่ได้แตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องรับผิดชอบ
แต่ทันทีที่เรื่องค่าชดใช้สิ้นสุดลง ฮูหยินแม่ทัพโฉวก็เปิดประเด็น ทวงความยุติธรรมคืนเช่นกัน
เหตุผลย่อมหนีไม่พ้นเรื่องที่เผยเหวินป๋อลงมือตบหน้าโฉวรั่วเซวียนต่อหน้าผู้คน
ทันทีที่ตระกูลเผยได้ยินเรื่องนี้ ต่างก็หน้าถอดสี คาดไม่ถึงว่าบุรุษอกสามศอกอย่างเผยเหวินป๋อจะกล้าลงไม้ลงมือตบหน้าเด็กสาวเช่นนั้น
“สา...สารเลว!” ผู้เฒ่าเผยคำรามด้วยความเดือดดาล ทั้งโกรธทั้งอับอายที่มีหลานชายทำตัวเป็นขยะเช่นนี้
"ท่านพ่อ ท่านใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ ลูกชายข้าเป็นเด็กดี จะทำเช่นเรื่องนั้นได้อย่างไร!" ฮูหยินเผยรีบแก้ตัวแทนบุตรชายด้วยสีหน้าร้อนรน
แต่เมื่อหันไปส่งสายตาให้เผยเหวินป๋อเป็นเชิงให้รีบปฏิเสธข้อกล่าวหา บุตรชายกลับหน้าซีดเผือด ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ
ท่าทีเช่นนั้นหมายว่าอย่างไร...?
หมายความว่าเขาลงมือตบหน้าโฉวรั่วเซวียนจริง!
ฮูหยินเผยหน้ามืดขึ้นมาทันที คาดไม่ถึงว่าบุตรชายจะเหลวแหลกได้ถึงเพียงนี้
อวี้อันหนิงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว ก่อนหน้านี้จึงไปสอบถามพยานที่อยู่ในเหตุการณ์
“หากฮูหยินเผยไม่เชื่อ จะลองส่งคนไปสอบถามพยานที่อยู่ในร้านดูก็ได้ สำหรับข้า อย่างมากก็แค่อับอาย แต่สำหรับตระกูลเผย...เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องเล็ก”
แม้บุรุษจะเป็นใหญ่ในสังคมยุคศักดินา ทว่าการที่บุตรหลานตระกูลขุนนางใหญ่กล้าลงไม้ลงมือกับสตรีต่อหน้าผู้คน ย่อมเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย มีหรือที่ตระกูลเผยจะกล้าไปสอบถามพยาน เปิดโอกาสให้ผู้คนขุดคุ้ยความอัปยศจนเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวงอีกรอบ
เมื่อถูกต้อนด้วยเหตุผลอันชอบธรรม ตระกูลเผยจึงทำได้เพียงก้มหน้ารับผิดด้วยความจำนน ควักตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงเป็นค่าทำขวัญ พร้อมแนบเทียบขอขมาอย่างเป็นทางการ ส่งมาพร้อมของปลอบใจ เรื่องราวจึงค่อยยุติลง
