บทที่ 4
บทที่ 4
ในที่สุด…หว่านหนิงก็ไม่อาจเก็บงำสิ่งใดไว้ได้อีกต่อไป
โลหิตอุ่นร้อนพุ่งทะลักออกจากริมฝีปากบาง ราวกับสิ่งที่อัดแน่นอยู่ภายในได้ถึงคราวระเบิด นางยกมือขึ้นปิดปากโดยไม่รู้ตัว หากแต่สีแดงฉานกลับซึมผ่านปลายนิ้วอย่างไม่อาจห้าม หยดลงบนพื้นหินเย็นเยียบ…ทีละหยด…ทีละหยด
ราวกับหัวใจของนางที่แตกสลาย
ความเจ็บปวดมิได้อยู่เพียงในอก หากลามไปทั่วร่าง ราวกับเส้นชีพจรทุกเส้นกำลังร้องไห้ไปพร้อมกัน
ทั้งที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา…
สิ่งแรกที่นางนึกถึงเสมอ คือครอบครัว
แต่ครอบครัวที่นางทุ่มเทให้ กลับเห็นนางเป็นเพียงเครื่องรางเดินได้
เครื่องรางที่ใช้แล้วไม่ต้องดูแล
เครื่องรางที่สามารถโยนภาระทุกอย่างให้รับแทน
เครื่องราง…ที่ไม่มีหัวใจ
น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ
เงียบเสียยิ่งกว่าลมหายใจของตน
หว่านหนิงไม่รู้จริง ๆ ว่าควรทำเช่นไรกับความจริงที่ได้รับรู้ เพราะนางใช้ชีวิตเช่นนี้…มานานนับสิบปี
ชีวิตที่มีเพียง “หน้าที่”
ชีวิตที่ไม่มีคำว่า “ตนเอง”
แม้นางจะจัดการกิจการได้อย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อย จนผู้คนต่างยกย่องในความสามารถ
แต่ความสามารถนั้น…กลับขังนางเอาไว้ในโลกแคบ ๆ โลกที่มีเพียงตัวเลข บัญชี และคำสั่งโลกที่ไม่มีเสียงหัวเราะของสหาย ไม่มีบทสนทนาที่ไม่เกี่ยวกับงาน ไม่มีแม้แต่ใครสักคน…ที่เรียกได้ว่า “คนของตน”
หรือหากเคยมีใครเข้ามา… ท่านย่าก็มักจะให้ตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดและน่าแปลก
คนเหล่านั้น…มักมีตำหนิเสมอ
ในอดีต นางคิดว่าเป็นความห่วงใย
แต่บัดนี้…หว่านหนิงเข้าใจแล้ว มันไม่ใช่ความห่วงใย แต่เป็นความหวาดระแวง กลัวว่าเครื่องรางที่ยังมีลมหายใจนี้…จะหลุดมือ กลัวว่า “โชคของตระกูล” จะถูกพาออกไป
“น่าขัน…”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกจากลำคอทั้งที่น้ำตายังไหลหว่านหนิงค่อย ๆ ก้าวเดินกลับไปยังเรือนของตนเรือนเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ด้านหลังสุดของจวน ใกล้ครัวเสียยิ่งกว่าเรือนของสาวใช้บางคน แม้ตัวเรือนจะสร้างไว้อย่างประณีตแต่เพราะแสงแดดส่องไม่ถึง ทุกอย่างจึงดูหม่นมัว เงียบงัน และเย็นเยียบ
ในลานเล็ก ๆ หน้าห้อง มีต้นมู่ลี่ต้นหนึ่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ หว่านหนิงเคยมองมันด้วยความพึงพอใจ
เคยคิดว่า…
“เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
แต่วันนี้…กลิ่นหอมนั้นกลับชวนให้รู้สึกว่างเปล่า
“ให้ข้าได้ทุกอย่างหรือ…”นางพึมพำกับตนเอง เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน
“ย่อมต้องได้อยู่แล้ว…” ริมฝีปากแย้มยิ้มบาง แต่ดวงตากลับเย็นชา “เพียงแต่…ข้าไม่เคยอยากได้อะไร”
ใช่…
นางไม่เคยเรียกร้องไม่เคยเอ่ยปากขอเพราะทุกสิ่งที่นางต้องการ… ไม่เคยมีใครคิดจะมอบให้
“เงินอยู่ในมือข้า…” นางหัวเราะเบา ๆ “ทุกตำลึงเงิน ทุกตำลึงทอง…ข้าจะซื้อสิ่งใดก็ได้ เลี้ยงข้าอย่างนั้นหรือ…” เสียงนั้นเริ่มสั่น
“เป็นใครกันแน่…ที่เลี้ยงใคร”
ในจวนแห่งนี้…
เงินที่ใช้ อาหารที่กิน ความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายล้วนมาจากการจัดการของนาง
“หรือพวกเขาคิดว่า…เบี้ยหวัดของท่านพ่อจะพอเลี้ยงทุกคนได้จริง ๆ”
คำพูดเหล่านี้…หว่านหนิงอยากตะโกนใส่หน้าพวกเขา อยากให้ทุกคนได้ยิน
แต่สุดท้าย…นางก็เพียงส่ายหน้า
“ง่ายเกินไป…”
เพราะต่อให้นางพูดออกไปคนเหล่านั้น…ก็ไม่รู้สึกอะไร
‘ใครใช้ให้นางออกมาเป็นหญิงเล่า’
คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ใช่เพียงคำพูด แต่เป็นคำตัดสิน เป็นตราประทับที่ประทับลงบนชีวิตของนาง
คนที่สามารถเอ่ยคำเช่นนั้นออกมาได้อย่างไม่ลังเลย่อมไม่อาจเข้าใจ หากไม่เคยลำบากหากไม่เคยสูญเสีย หากไม่เคยถูกปฏิเสธ
ก็ไม่มีวันเข้าใจ
หว่านหนิงเงยหน้ามองไปรอบ ๆ ลานเล็ก ๆ ว่างเปล่า มีเพียงโคมไฟแขวนสั่นไหวตามแรงลมต้นไม้เงียบงัน เงาของกิ่งก้านทอดยาวบนพื้น
ไม่มีผู้คน
ไม่มีเสียงพูดคุย
มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน
“หากเป็นผู้อื่น…” นางพึมพำ “คงมีใครสักคนให้ปรึกษา…” ภาพของน้องสาวผุดขึ้นในความคิดนางเคยเห็นสหายของน้องมานั่งหัวเราะ พูดคุยกันในสวน เคยเห็นน้องชายร่ำสุรากับมิตรสหาย
แต่ตัวนาง…ไม่มีใครเลย
คนที่รู้จักนางส่วนใหญ่…ไม่เคยเห็นหน้านางด้วยซ้ำ
พวกเขารู้จักนางผ่านคำสั่ง ผ่านตัวอักษร ผ่านตราประทับ
หว่านหนิงคือ “ชื่อ”
ไม่ใช่ “คน”
นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงการออกคำสั่ง สั่งคนในจวน สั่งแม่ค้า สั่งคนงาน และทุกครั้งที่นางหันไปมอง สายตาที่ได้รับ มักจะเป็นการหลบเลี่ยง
ไม่มีใครกล้ามองตรง
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
“สหาย…” นางเอ่ยคำนี้ออกมาเบา ๆ “มันคืออะไรกัน…”
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางอาจไม่เคยเข้าใจความหมายของมันเลย เพราะนาง…มอบทั้งชีวิตให้กับครอบครัวไปแล้ว
และสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
คือการที่นาง…ไม่มีแม้แต่สาวใช้คนสนิท พี่น้องของนางทุกคนล้วนมี แต่หว่านหนิงกลับปฏิเสธเพราะนางคิดว่าไม่จำเป็น นางรู้จักทุกคนในจวน จะสั่งใครก็ได้ ท่านย่าเองก็เห็นด้วย
“ช่างโง่เขลานัก…”
คำนี้ผุดขึ้นในใจ
ตอนนี้…นางไม่มีใครอยู่ข้างกายเลย
ความโดดเดี่ยวกัดกินหัวใจอย่างช้า ๆ
“อย่างที่ท่านแม่พูด…จนป่านนี้แล้ว…ข้าจะหนีไปไหนได้”
คำตอบนั้นชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
“คงมีเพียง…ความตายเท่านั้น”
ที่จะพานางหลุดพ้นจากชีวิตที่ไม่เคยได้เลือก
คืนนั้น…
หว่านหนิงทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นางเดินกลับเรือน เปิดประตู เข้าไปนอน และเมื่อลืมตาขึ้นในเช้าวันถัดมา นางก็ใช้ชีวิต…เหมือนเดิม
แต่ภายใต้ความเหมือนเดิม
ทุกอย่าง…เริ่มเปลี่ยนไป
ร่างกายของนางทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ เส้นผมที่เคยดำ ค่อย ๆ กลายเป็นสีขาว ดวงตาที่เคยมีชีวิตชีวา เริ่มว่างเปล่า
การเคลื่อนไหว…เชื่องช้าลง
และแน่นอน…นางถูกตำหนิทั้งจากท่านย่าทั้งจากบิดามารดา
แต่หว่านหนิงไม่โต้ตอบ เพราะไม่มีความหมายอีกต่อไป
การกระทำทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมแต่ในความเหมือนนั้นกลับมีบางสิ่ง…ที่ไม่เหมือนอีกแล้ว
อาหารบำรุงที่เคยจัดเตรียมให้ท่านย่านางไม่ทำอีกต่อไป หว่านหนิงปล่อยให้หญิงชรา กินในสิ่งที่ต้องการ ไม่ห้าม ไม่เตือน
ไม่นาน…ร่างกายของท่านย่าก็เริ่มอ่อนแอลง
ส่วนกิจการร้านค้า…นางค่อย ๆ ปล่อยมือ ทีละน้อย ทีละนิด ไม่ให้ใครทันสังเกต
นางไม่ดุด่า ไม่ตำหนิ
แม้จะเห็นความผิดพลาดทุกอย่างเริ่มหละหลวม
จากวันที่ได้ยินความจริง โลกของหว่านหนิงก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ช้า ๆ เงียบ ๆ เหมือนสายน้ำที่กัดเซาะฝั่ง โดยไม่มีใครรู้ตัว
ร่างกายของท่านย่าทรุดลง
กิจการที่เคยรุ่งเรืองเริ่มถดถอย คนงานเริ่มเกียจคร้านสาวใช้เริ่มละเลยหน้าที่
จวนที่เคยเป็นระเบียบค่อย ๆ เสื่อมโทรมทุกอย่าง…กำลังเดินไปสู่จุดจบ อย่างช้า ๆ และในวันที่ทุกสิ่งเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หลินหว่านหนิงนอนนิ่งอยู่บนเตียง
ไร้ลมหายใจ
มันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการจากไปของท่านย่า
เสียงผู้คนในจวนเอ่ยขึ้น
“คุณหนูใหญ่ช่างกตัญญู…”
“ถึงกับตรอมใจตายตามท่านย่า”
คำชื่นชมดังไปทั่วแต่จะมีกี่คนที่รู้ความจริงว่าร่างกายของหลินหว่านหนิง
ไร้หัวใจ
ไร้วิญญาณ
มานานนับปีแล้ว
ตั้งแต่วันที่นางได้ยินความจริงอันแสนอัปยศนั้นและในวันนั้นเอง หลินหว่านหนิงก็ได้ตายไปแล้วเหลือเพียงร่าง
ที่ดำรงอยู่…จนถึงวันนี้เท่านั้น
