บท
ตั้งค่า

บทที่ 3

บทที่ 3

แม้คำพูดที่ได้ยินจะทำให้หว่านหนิงงุนงงและสับสนจนอยากผลักประตูเข้าไปถามให้รู้แล้วรู้รอด ว่าถ้อยคำเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร แต่สุดท้ายนางก็ห้ามตนเองเอาไว้ได้

ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบกำแน่นอยู่กับกรอบประตู

ร่างบางยืนแนบผนังอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าลมหายใจของตนเองจะเล็ดลอดเข้าไปให้คนด้านในรับรู้ หัวใจเต้นระรัว ดังเสียจนหว่านหนิงเกรงว่าคนในห้องจะได้ยิน นางไม่เคยทำสิ่งที่เรียกว่า “แอบฟัง” มาก่อน

ตลอดชีวิต นางทำทุกอย่างตามคำสั่ง ตามหน้าที่ ตามกรอบที่ถูกวางไว้

การยืนอยู่ตรงนี้…จึงทำให้นางรู้สึกผิดอย่างประหลาดแต่ถึงจะรู้สึกผิด เท้าของนาง…ก็ไม่ยอมก้าวถอย

“ท่านพี่จะคิดมากไปทำไมเจ้าคะ”

เสียงของมารดาดังขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ต่อให้นางรู้ว่าข้าไม่เคยป่วยเลย…ตอนนี้นางจะแต่งไปกับใครได้”

มือของหว่านหนิงยกขึ้นปิดปากโดยอัตโนมัติลมหายใจสะดุดราวกับคำพูดนั้นมีคมมีดซ่อนอยู่

“เจ้า…พูดอย่างกับนางไม่ใช่ลูก”เสียงของบิดาดูหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย “ไม่สงสารนางเลยหรือ ที่ต้องกลายเป็นคนเฝ้าเรือนไปจนวันตาย ไร้คู่ชีวิต”

ถ้อยคำนี้…เหมือนจะมีความเมตตาอยู่บ้างแต่กลับทำให้หัวใจของหว่านหนิงยิ่งบีบรัด เพราะมันไม่ใช่การปกป้อง เป็นเพียงการพูดถึงชะตาของนาง…ราวกับเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้

“สงสาร…ข้าก็สงสารอยู่หรอกเจ้าค่ะ”มารดาถอนหายใจเบา ๆเสียงของนางยังคงเรียบเฉย

“แต่ข้าอยากมีลูกคนแรกเป็นชาย”คำพูดนั้น…หยุดโลกทั้งใบของหว่านหนิง “ใครใช้ให้นางออกมาเป็นหญิงเล่า”

ร่างบางแข็งทื่อเหมือนถูกแช่แข็ง

“ข้าเลี้ยงนางมาจนโตก็นับว่าดีเท่าไรแล้ว”

เสียงนั้นยังคงดำเนินต่อไป

“หากไม่ใช่เพราะนางดูแลจวนได้ดีตลอดมา ทำให้ข้าไม่ต้องวุ่นวาย แม้แต่คุย…ข้าก็ไม่อยากคุยด้วย”

คำพูดแต่ละคำเหมือนคมมีดที่เฉือนลงบนหัวใจช้า ๆและลึกลงไปทุกที

“เพราะมันทำให้ข้าคิดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก” มารดาหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความไม่พอใจ

“ท่านพี่อย่าลืมนะเจ้าคะ หลังจากคลอดนาง…ท่านแม่ไม่พูดกับข้าอยู่นานนับปี”

หว่านหนิงรู้สึกเหมือนเลือดในกายหยุดไหลคำพูดเหล่านั้น…หมายความว่าอย่างไรกันเพียงเพราะนางเกิดมาเป็นหญิง

เพียงเท่านั้นหรือ…

ที่ทำให้มารดาของนางรังเกียจถึงเพียงนี้

น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ โดยไม่ต้องบังคับนางไม่กล้าสะอื้นไม่กล้าขยับกลัวว่าหากมีเสียงแม้เพียงเล็กน้อย

ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย

“แค่เพราะข้าเป็นหญิง…”

เสียงในใจเอ่ยขึ้นแผ่วเบาเจ็บปวดจนแทบขาดใจหว่านหนิงยืนอยู่ตรงนั้น นิ่งงัน ราวกับเงาที่ไม่มีตัวตนแม้หัวใจจะเจ็บปวดจนแทบแตกสลาย

แม้ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงแต่นางก็ยังพยายามบอกตัวเองให้ “อดทน”

เพราะนางไม่มีที่ไปไม่มีทางเลือก

ไม่มีใคร…ที่จะยื่นมือมาช่วยอย่างที่มารดาพูด

ตอนนี้…นางจะแต่งกับใครได้กัน

ในสายตาผู้อื่นนางคือ “เหล่ากูเหนียง” สตรีที่เลยวัยออกเรือนไปแล้ว คำเรียกนั้น แม้จะไม่ได้หยาบคายตรง ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยการดูแคลนอย่างน้อย…พวกเขาก็ยังไม่เรียกนางว่า “สตรีเหลือเลือก”

แต่ลับหลัง…นางก็เคยได้ยินเสียงนินทา

“เลือกมากไป สุดท้ายก็ไม่มีใครเอา”

“ต่อให้เก่งแค่ไหน…ก็ไม่มีประโยชน์ หากไม่มีสามี”

คำพูดเหล่านั้นนางเคยพยายามไม่ใส่ใจเคยบอกตัวเองว่า…

“ข้ามีครอบครัวก็พอแล้ว”

แต่วันนี้…ทุกอย่างกลับพังทลาย

หว่านหนิงสูดลมหายใจลึกพยายามกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ นางไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยว่ตนเองทำผิดอะไร

และยิ่งไม่เข้าใจ…เมื่อมารดาพูดราวกับว่า

แม้แต่ท่านย่า…ก็รังเกียจนาง

ทั้งที่ในความทรงจำของหว่านหนิงท่านย่าคือคนที่อ่อนโยนที่สุด คอยสอน คอยแนะนำ คอยให้กำลังใจ

“หรือว่า…ทุกอย่างจะเป็นเพียงสิ่งที่ข้าคิดไปเอง…”

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาและทำให้หัวใจยิ่งหนักอึ้งหว่านหนิงหลับตาแน่นพยายามรวบรวมสติ

นางอยากหนีอยากเดินจากไปไม่อยากได้ยินอะไรอีก

แต่…

ก่อนที่เท้าจะก้าวออกไปเสียงในห้องก็ยังดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันทำให้โลกทั้งใบของนางแตกสลายยิ่งกว่าเดิม

“โชคดีที่ท่านพี่คิดวิธีนี้ขึ้นมาได้”มารดากล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “ท่านแม่เชื่อคำของซินแส”

หว่านหนิงชะงัก

“พอให้ซินแสพูดคำทำนาย ท่านแม่ที่ไม่ไยดีหว่านหนิง ก็กลับรักและเอ็นดูนางขึ้นมา”

หัวใจของนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ

“ไม่เพียงแต่ทำให้ข้ากับท่านแม่กลับมาเข้าใจกันได้” มารดาหัวเราะเบา ๆ “ข้ายังสบายมาครึ่งชีวิต เพราะหว่านหนิงจัดการทุกอย่างแทนข้า”

คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางอก

“ตอนนั้นข้าแค่ให้ซินแสมาทำนายดวง”บิดาเอ่ยขึ้น“ไม่ได้บอกให้เขาพูดอะไรสักหน่อย เจ้าอย่าเข้าใจผิด”

เสียงหัวเราะของมารดาดังขึ้นอีกครั้งแต่สำหรับหว่านหนิงมันไม่ใช่เสียงหัวเราะ

มันคือเสียงของมีดที่กรีดลงบนหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“จะอย่างไร…มันก็ดีต่อทุกคนทั้งนั้น”

มารดากล่าวต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน

“จะแย่หน่อยก็ตรงที่ท่านแม่กลัวว่าหว่านหนิงจะได้ออกเรือน จึงเก็บนางไว้ในจวนทำให้นางอยู่ที่นี่…เหมือนไม่ได้อยู่”

ลมหายใจของหว่านหนิงเริ่มถี่ขึ้นเท้าหนักอึ้งขยับไม่ได้

“เจ้าก็ใจร้ายเกินไป” บิดากล่าว “ถึงท่านแม่จะเก็บนางไว้ เจ้าก็น่าจะพานางออกไปพบผู้คนบ้าง”

หว่านหนิงนิ่งงัน

“แต่เจ้าก็ไม่ทำ จนตอนนี้ คนภายนอกแทบไม่รู้จักนางแม้แต่สหายของข้า ยังคิดว่าข้ามีลูกแค่สี่คน”

คำพูดนั้นเหมือนมีดสุดท้ายที่ปักลงในหัวใจ

“ท่านพี่ไม่เข้าข้างข้าหรือเจ้าคะ” มารดาตอบกลับอย่างไม่พอใจ “ที่ข้าทำไป…ก็เพื่อเอาใจท่านแม่นะ ใครใช้ให้นางเกิดมาเป็นสตรีที่แบกรับโชคของตระกูลเล่า”

หว่านหนิงสั่นไปทั้งร่าง

“คำพูดของซินแสจะจริงหรือไม่ ข้าไม่รู้ แต่หลายปีมานี้ จวนเราก็สงบดี”

สงบ…เพราะนางแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว

“ใครจะว่าเจ้าได้” บิดากล่าว “ข้าแค่คิดว่า…อย่างไรหว่านหนิงก็เป็นลูก”

คำว่าลูกในตอนนี้…ฟังดูห่างไกลเหลือเกิน

“และเป็นลูกที่ดีด้วย”

หว่านหนิงหลับตา น้ำตาไหลเงียบ ๆ

“ข้ารู้ว่าเจ้าเอาใจท่านแม่” บิดากล่าวต่อ “ข้าจึงอยากให้เจ้าชดเชยให้นางบ้าง”

ชดเชย…คำนี้ ทำให้หว่านหนิงอยากหัวเราะชีวิตหนึ่งชีวิตที่สูญเสียไปทั้งชีวิต จะชดเชยได้อย่างไร

สายน้ำ…ไม่ไหลย้อน

เวลา…ไม่หวนกลับ

“ถูกของท่าน” มารดาตอบรับ “ข้าก็อยากชดเชยให้นาง หากนางอยากได้อะไร ก็ไม่มีใครขัด หรือท่านเคยเห็นข้าขัดนาง?”

บิดาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

“ก็เปล่า…เพียงแต่นางก็ไม่ค่อยอยากได้อะไร”

ใช่…นางไม่เคยอยากได้อะไร เพราะทุกสิ่งที่นางต้องการ ไม่เคยมีใครคิดจะให้

“จะอยากได้อะไรก็เอาไปเถอะ” มารดากล่าว “พวกเราให้ได้ทั้งนั้น เพียงแค่…นางห้ามแต่งออกไปจากจวน”

หัวใจของหว่านหนิงหยุดเต้น

“ไม่เช่นนั้น…ทั้งตระกูลคงได้ล่มจม”

เสียงหัวเราะของบิดาดังขึ้นราวกับเป็นเรื่องขบขัน

“เจ้าก็เหมือนท่านแม่ไปอีกคนแล้ว”

“ท่านแม่เชื่อเรื่องพวกนี้มาก” มารดาตอบ “พวกเราก็ทำมาได้ดีตั้งหลายสิบปี หว่านหนิงก็ไม่เคยว่าอะไรเพราะฉะนั้น…ก็ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเถอะ เรื่องพวกนี้…อย่าพูดอีกเลย เสียบรรยากาศ ท่านพี่…กินส้มเถอะนะ”

เสียงสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น

แต่สำหรับหว่านหนิงทุกอย่าง…เพิ่งเริ่มต้น

นางยืนอยู่หน้าประตู นิ่งงัน โลกทั้งใบ ไม่มีเสียงใดอีก มีเพียงความจริง ที่แหลมคมและโหดร้ายที่ค่อย ๆ กัดกินหัวใจของนางทีละน้อย

จนไม่เหลืออะไรอีกเลย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel