บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ตกหลุมพราง

“อืม…” แพขนตางามสั่นไหว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น “เอ๊ะ… ที่นี่คือที่ไหนกันนะ”

“ฮูหยินน้อยฟื้นแล้ว!” กุ้ยเหลียงดีใจแทบร้องไห้ รีบปรี่เข้าไปประคองเจ้านายสาวทันใด

ส่วนหวังชิงหรานเองก็ชะงัก มองนางนิ่งๆ อย่างสงสัย ซ่งเหมียวเห็นเช่นนั้นก็แกล้งกะพริบตาปริบๆ ทำหน้ามึนงงเต็มที่

“ข้าเข้ามาอยู่ในห้องทำงานของท่านได้อย่างไรกันเจ้าคะ” หญิงสาวช้อนสายตาขึ้นมองคนตัวโตอย่างมีจริตจะก้าน

“เมื่อครู่ฮูหยินน้อยเป็นลมเจ้าค่ะ ซื่อจื่อเป็นคนอุ้มท่านเข้ามาเอง” กุ้ยเหลียงรีบอธิบาย นางเชื่อสนิทใจว่าเจ้านายเป็นลมจริงๆ

“จริงหรือ!” ซ่งเหมียวทำทีเป็นยกมือขึ้นทาบอก หันไปสบตากับสาวใช้คนสนิทด้วยความตกใจ

“นั่นคงเป็นเพราะ ข้าหิวข้าวมากไปหน่อย”

ครานี้ หวังชิงหรานเลิกคิ้วขึ้นทันที เขาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“หิว? แล้วเหตุใดถึงไม่กินข้าว”

ซ่งเหมียวอึกอัก ก้มหน้าลง พลางเหลือบมองกุ้ยเหลียงแวบหนึ่ง กุ้ยเหลียงเห็นเช่นนั้นจึงรีบพยักหน้ารับสัญญาณทันที พูดออกมาพร้อมทำหน้าเศร้า

“ฮูหยินใหญ่สั่งไว้เจ้าค่ะ ว่าหากฮูหยินน้อยตื่นหลังยามเหม่าให้ข้ามมื้อเช้า และรอรับประทานตอนเย็นแทน”

หวังชิงหรานนิ่งไป แววตาเปลี่ยนไปทันที ซ่งเหมียวลอบมองเขา และรีบโบกไม้โบกมือไปมา

“กุ้ยเหลียงอย่าพูดแบบนั้นสิ เป็นข้าเองที่ผิดที่ตื่นสาย ไม่เกี่ยวกับผู้ใดเลย!” พูดจบ นางก็หันไปมองหวังชิงหรานด้วยสายตาอ่อนๆ ทำตัวเรียบร้อยเต็มทีเพื่อหวังให้เขาเห็นใจ

“ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ ไม่อยากรบกวนเวลาอันมีค่าของซื่อจื่อ” หลังพูดจบ ดวงหน้างามพลันฉายแววแห่งความเศร้าสร้อย ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น แต่พอลุกได้ครึ่งทาง ร่างบางก็เซถลา ตรงมาทางเขาพอดี

“อ๊ะ!” เสียงหวานอุทานขึ้นมาเบาๆ

“ระวัง!” หวังชิงหราน รีบยื่นมือรับไว้โดยสัญชาตญาณ

ทว่าในจังหวะนั้นเอง มือเล็กๆ ของซ่งเหมียวก็วางแปะลงบนอกแกร่งของเขา แนบพอดี

‘แน่นจริงๆ’ นางใช้มือลูบแผงอกแกร่งไปมาเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ได้ตั้งใจ

ยามนี้หวังชิงหรานแข็งทื่อไปทั้งตัว เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับนางถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวันแต่งงาน คืนเข้าหอ หรือวันที่ได้ใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากับนาง เขาก็เว้นระยะห่างกับนางอย่างน้อยสามก้าวเสมอ

ขณะที่ซ่งเหมียวเงยหน้าขึ้นยืนตัวตรง แล้วเอามือปิดจมูกเบาๆ แอบสูดกลิ่นกายของเขาเข้าปอดเฮือกใหญ่

‘อืม… กลิ่นหอมจัง’ นางคิดในใจ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้เขาพร้อมเอ่ยขอบคุณ

“ขอบคุณซื่อจื่อมากนะเจ้าคะ ที่ช่วยข้าเอาไว้” เมื่อเอ่ยจบ จากนั้นก็หันหลังเดินออกไปทันทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หากแต่หวังชิงหรานยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมกริบมองตามแผ่นหลังบางที่เดินจากไปอย่างไม่เข้าใจในการกระทำของนางเท่าใดนัก เป่ยหูที่แอบมองอยู่ ในใจนั้นแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ รู้ได้ทันทีว่าซื่อจื่อตกหลุมพรางของฮูหยินน้อยเข้าให้แล้ว

ขณะที่หน้าประตูทางเข้าออกสำนักว่าการ ซ่งเหมียวกับกุ้ยเหลียงก็ขึ้นรถม้าเรียบร้อย ทันทีที่ม่านรถปิดลง ซ่งเหมียวก็เอนหลังพิงเบาะอย่างสบายใจ นางอารมณ์ดีจนแทบจะฮัมเพลงกลับจวน นางตั้งใจจะกลับไปดูผลงานของตนที่จวนสกุลหวัง อยากรู้นักว่าในเมื่อหวังชิงหรานรู้ว่านางเป็นลมเพราะมารดาของเขาไม่ยอมให้นางทานอาหาร เขาจะจัดการอย่างไรกับมารดาของตน

‘เมิ่งเจียฉี… เล่นกับใครไม่เล่น อยากมาเล่นกับเชอเอมคนฉลาด คอยดูเถอะ เด็กรุ่นลูกอย่างนางจะช่วยจัดการถอนหงอกแม่ผัวตัวดีให้หมดศีรษะเลยทีเดียว!’ ซ่งเหมียวยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ รู้ดีว่ายามนี้นางได้เปิดศึกกับแม่ผัวตัวดีเมิ่งเจียฉีอย่างสมบูรณ์แล้ว!

แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มอ่อนแรงลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ลมเย็นพัดผ่านเรือนต่างๆ อย่างแผ่วเบา ยามนี้เป็นเวลาปลายยามอิ่ว (17.00 - 18.59 น.)

รถม้าของหวังชิงหรานเพิ่งหยุดลงหน้าประตูจวนเขาลงจากรถด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า หลังจากจัดการงานทั้งวันในสำนักว่าการ แต่แทนที่จะกลับหอนอนของตนเอง ชายหนุ่มกลับหันไปอีกทางทันที มุ่งตรงไปยังเรือนบูรพา เรือนของหวังฮูหยินผู้เป็นมารดาของเขา

ภายในเรือนบูรพา เมิ่งเจียฉีกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ พูดคุยกับจงลี่สาวใช้อาวุโสคนสนิทอยู่ หากยังไม่ทันได้พูดจบประโยค ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางด้านนอก

“ซื่อจื่อมาขอพบฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ”

เมิ่งเจียฉีชะงัก ก่อนจะยิ้มบางๆด้วยความดีใจที่บุตรชายแวะเวียนมาหา

“ให้เขาเข้ามา”

หลังจากเอ่ยคำอนุญาต ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงของหวังชิงหรานก้าวเข้ามาสีหน้าของเขาเรียบขรึมกว่าปกติ

“คารวะท่านแม่”

เมิ่งเจียฉีพยักหน้ารับให้บุตรชาย เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“กลับมาแล้วหรือ วันนี้เหนื่อยหรือไม่”

หวังชิงหรานไม่ตอบคำถามนั้น แต่เปิดประเด็นทันที

“ท่านแม่ เหตุใดจึงสั่งไม่ให้ซ่งเหมียวรับประทานมื้อเช้าขอรับ”

ฮูหยินใหญ่สกุลหวังชะงักไปทันที ถ้วยชาที่ถืออยู่ในมือหยุดอยู่กลางอากาศชั่วครู่

“เรื่องนั้นเองหรอกหรือ” นางวางถ้วยชาลง ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นหาใช่เรื่องใหญ่ หากแต่หัวคิ้วกลับเลิกขึ้น บ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน

“นั่นเป็นเพราะว่านางตื่นสายเอง ก็ต้องรับผลจากการกระทำ”

“แต่ท่านแม่ทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง หากต้องการจะอบรมนาง เหตุใดถึงไม่บอกนางดีๆเล่าขอรับ” หวังชิงหรานขมวดคิ้ว พางถามเสียงเรียบ

“เมื่อก่อน เจ้าไม่เห็นจะสนใจนางเลย แล้วตอนนี้เป็นอะไรไป ถึงกับมาว่ากล่าวแม่เพราะนาง!” นางตวัดสายตามองบุตรชายด้วยความน้อยใจ น้ำเสียงแฝงความประชดชัดเจน

“วันนี้ นางเป็นลม เพราะไม่ได้กินมื้อเช้า” หวังชิงหรานพูดต่ออย่างหนักแน่น ดวงตาคมกริบไม่ได้ละไปจากใบหน้าของผู้เป็นแม่แต่อย่างใด เขาไม่ได้ทำเช่นนี้เพื่อเอาใจหรือปกป้องซ่งเหมียว เพียงแต่ไม่ชอบใจที่เห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นที่จวนสกุลหวัง

แม้จะไม่ได้รักใคร่ชอบพอซ่งเหมียว แต่เขาก็ต้องการให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในจวนสกุลหวังอย่างสงบสุข

เมิ่งเจียฉีชะงักไปทันใด ที่ได้ยินว่าซ่งเหมียวเป็นลม นางแค่กลั่นแกล้งนิดๆหน่อยๆ สตรีผู้นั้นถึงกับเป็นลมไปเลยหรือ แต่สุดท้ายนางก็รีบตั้งสติ

“เป็นลมหรือ หึ! ข้าว่านางก็แค่แกล้งทำเพื่อใช้มารยาหลอกเจ้าเท่านั้นแหละ”

หวังชิงหรานส่ายหน้าไปมาเบาๆ พยายามทำใจเย็นกล่าวเตือนสติของมารดา

“ต่อให้นางจะแกล้งหรือไม่ เรื่องอาหารก็ไม่ควรถูกตัดขอรับ เพราะแม้แต่คนเลี้ยงม้าในจวนก็ยังต้องได้กินข้าวครบสามมื้อ การที่ท่านแม่ไม่ให้นางกินอาหารนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง” เขาพูดช้าๆ เน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจน

“เจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับแม่หรือ! เพื่อสตรีเพียงคนเดียว เจ้าถึงกับเอาคนงานเลี้ยงม้ามาเทียบกับแม่ของเจ้า!” หวังฮูหยินหน้าเปลี่ยนสีทันที ตวาดถามบุตรชายอย่างลืมตัว

“โอ๊ย…ช่างน่าเสียใจจริง แม่เลี้ยงเจ้ามาตั้งแต่เล็กจนโต พอโตขึ้นก็ลืมแม่เพราะสตรี” จากนั้นนางก็แกล้งเอามือปิดหน้า แสร้งเอ่ยเสียงสั่นเครือ

“ฮูหยินใหญ่ อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ” จงลี่รีบปรี่เข้ามาประคองอย่างรู้ใจเจ้านาย แต่หวังชิงหรานกลับไม่แสดงท่าทีร้อนรนเหมือนก่อน เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงพยายามควบคุมอารมณ์

“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของความถูกต้อง ไม่เกี่ยวกับว่าใครรักใคร”

เมิ่งเจียฉีหยุดร้องไห้ไปทันที ไม่คิดว่าบุตรชายจะไม่หลงกลน้ำตาครั้งนี้ ทั้งๆที่เมื่อก่อน แค่เห็นน้ำตาเพียงหยดเดียวของนาง หวังชิงหรานก็อยู่ไม่สุขแล้ว ทว่าเพียงแค่ซ่งเหมียวฟื้นคืนสติจากอาการเจ็บป่วยได้เพียงไม่กี่วัน ยังทำให้บุตรชายของนางเปลี่ยนไปได้มากถึงเพียงนี้

“ข้าหวังว่าท่านแม่จะไม่ทำเช่นนี้อีก เพราะอย่างไรตอนนี้ซ่งเหมียวก็ยังเป็นฮูหยินของข้า ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ ท่านแม่เชิญพักผ่อนตามสบายเถิด” หวังชิงหรานถอนหายใจเบาๆ พูดจบ เขาก็ค้อมตัวลงแล้วหันหลังเดินออกจากห้องไปทันที ไม่หันกลับมามอง ขณะที่ผู้เป็นแม่ยังยืนค้างอยู่ที่เดิม

ครู่หนึ่ง นางก็สะบัดแขนเสื้อพร้อมสะบัดกายลงนั่งอย่างหงุดหงิด

“ช่างไม่รู้จักบุญคุณ!” ตัดพ้ออย่างหัวเสีย แววตาสั่นไหวระริกด้วยความโกรธและความเสียใจ ก่อนจะเหลือบหันไปมองสาวใช้คนสนิท

“เห็นหรือไม่! ตอนนี้หรานเอ๋อร์เข้าข้างนางหมดแล้ว!”

“เห็นเจ้าค่ะฮูหยินใหญ่ ฮูหยินน้อย นางคงจะแสร้งทำตัวอ่อนแอให้ซื่อจื่อเห็นใจนางเป็นแน่เลยเจ้าค่ะ” จงลี่รีบพยักหน้า พร้อมใส่สีตีไข่เข้าไปเพิ่ม

ยิ่งได้ยินคำพูดของสาวใช้คนสนิท ยิ่งทำให้เมิ่งเจียฉีกัดฟันแน่น แววตาฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน

“ดูเหมือนว่าข้าคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนที่นังเด็กนั่นจะควบคุมลูกชายข้าไปหมด” ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาเล็กน้อย ในหัวนึกไปถึงหลินเจียอี บุตรสาวตระกูลหลินผู้ที่นางหมายตาอยากได้เป็นสะใภ้ แผนการใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel