บทที่ 7 ถ้ำมอง
หลังจากออกจากเรือนบูรพา หวังชิงหรานก็เดินกลับไปยังหอนอนของตนเองที่เรือนประจิม ซึ่งเป็นเรือนพักส่วนตัวของเขา ตั้งอยู่ข้างสวนอุทยานค่อนข้างเงียบสงบ และห่างจากเรือนอื่นเล็กน้อย ตั้งแต่ที่ได้แต่งงานกับซ่งเหมียว หอนอนของเขาถูกนำไปทำเป็นเรือนหอ เขาจึงยกห้องนั้นให้นาง และย้ายมาใช้หอนอนที่เรือนประจิมแทน
สายลมยามเย็นพัดผ่านชายคา พาเอากลิ่นไม้หอมจางๆ ลอยมากระทบจมูก แต่ถึงแม้ว่าบรรยากาศจะสงบเพียงใด ทว่าในใจของเขากลับวุ่นวายยิ่งนัก
หวังชิงหรานรู้สึกปวดหัวจนแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องคดีหนานปิง เรื่องการเดินทางไปยังเมืองหนานปิงที่ใกล้เข้ามา แล้วยังต้องมาเจอเรื่องของมารดากับซ่งเหมียวอีก คนหนึ่งก็มารดา คนหนึ่งก็ภรรยา ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องให้เขาปวดหัวไม่เว้นวัน
“เฮ้อ…” ชายหนุ่มถอนหายใจออกมายาวเหยียด พลางยกมือขึ้นกุมขมับเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงเดินเข้าไปในห้อง ถอดเสื้อคลุมวางพาดไว้บนเก้าอี้ และตรงไปหยิบป้านสุราที่วางอยู่บนโต๊ะ
เขาเทสุราสีใสลงในจอกเล็ก เสียงน้ำกระทบภาชนะดังแผ่วเบา
“ดื่มสักหน่อยคงช่วยได้” พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยกจอกขึ้น จากนั้นร่างสูงย่างกายเดินไปยืนตรงหน้าต่าง เปิดบานไม้รับลมเย็น ตั้งใจจะยืนจิบสุราเงียบๆ ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
หน้าต่างหอนอนของเขาอยู่ตรงข้ามกับหน้าต่างห้องหอของเขาและซ่งเหมียว โดยปกติแล้ว บานหน้าต่างฝั่งนั้นมักปิดสนิทเสมอแทบไม่เคยเปิด แต่วันนี้มันกลับเปิดออก หวังชิงหรานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผลอเหลือบตามองไปตามสัญชาตญาณ
ภายในห้องหอมีร่างบางกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใกล้หน้าต่าง เขายกจอกสุราขึ้นจิบไปพร้อมมองไปด้วยอย่างไม่ได้ตั้งใจนัก
ในตอนแรก เขาคิดว่านางคงกำลังเดินเล่น หรือจัดข้าวของธรรมดา แต่เมื่อลองเพ่งสายตามองดีๆ คิ้วกระบี่ของเขากลับต้องค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน เมื่อเห็นว่ายามนี้ซ่งเหมียวกำลังยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ บิดตัวไปด้านหนึ่งแล้วยกขาขึ้นพาดไว้กับขอบหน้าต่าง จากนั้นก็โน้มตัวไปข้างหน้า ก้มศีรษะลงต่ำ ท่าทางของนางประหลาดจนเกินบรรยาย
“พรวด! แค่กๆๆ!” คนที่กำลังยืนมองอยู่ถึงกับสำลักสุราไปทันที ไอแรงจนแทบทำจอกหลุดมือ เขารีบเอามือปิดปากไออยู่ครู่ใหญ่น้ำตาแทบไหลออกมา
เมื่อตั้งสติได้ ก็รีบเงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง ภาพตรงหน้ายังเหมือนเดิม ซ่งเหมียวยังคงทำท่าแปลกๆต่อไป
คราวนี้ นางเอาขาขึ้นชี้ฟ้า ยืนขาเดียว แขนกางออกสองข้างราวกับนกกำลังจะบิน จากนั้นก็ทรุดตัวลงไปนั่ง แล้วยืดตัวขึ้นช้าๆ
“นางทำอะไรของนางกัน” หวังชิงหรานพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
‘นางไม่ได้เสียสติใช่หรือไม่ หรือวันนี้เป็นลมหลายรอบเลยกระทบสมอง’ เขาคิดด้วยความสับสน หากแต่ยังยืนจ้องอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมองเพลิน เขายกจอกสุราขึ้นดื่มอีกหน แต่คราวนี้ สายตายังแอบเหลือบไปมองฝั่งนั้นเป็นระยะ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ตั้งแต่เมื่อใดที่ความเหนื่อยล้าในอกนั้นเบาบางลงไปเป็นอย่างมาก เพราะภาพฮูหยินของตนกำลังทำท่าแปลกๆอยู่ที่ริมหน้าต่าง
ขณะที่ภายในห้องหอ ซ่งเหมียวกำลังยืดตัวขึ้นในท่าโยคะอย่างช้าๆ เหงื่อบางๆซึมที่ขมับ
“อืม…รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย” นางหมุนไหล่เบาๆกำลังจะเปลี่ยนท่าต่อ แต่ในจังหวะนั้นเอง สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นบางสิ่ง เงาร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างฝั่งตรงข้าม มือหนึ่งถือจอกสุรา แขนฝั่งตรงข้ามกำลังยืนพิงกรอบหน้าต่าง ดวงตาคมกริบของเขากำลังจ้องมาทางนี้เต็มๆ
‘หืม? พ่อพระเอกหวังชิงหรานกำลังแอบถ้ำมองนางอยู่งั้นหรอกหรือ’ ซ่งเหมียวนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับยกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์
‘ดีมาก! ชอบแอบดูใช่หรือไม่ งั้นข้าจะจัดให้เต็มที่เลย’
นางแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่ารู้ตัวว่าเขากำลังมองนางอยู่ หญิงสาวหันหน้ากลับมาอีกครั้งแล้วค่อยๆ เปลี่ยนท่า
หากแต่คราวนี้ ซ่งเหมียวกลับยกขาขึ้นสูงกว่าเดิมพาดขึ้นบนขอบหน้าต่าง โน้มตัวลงต่ำจนเกือบแนบขา เส้นผมยาวสลวยไหลลงมาตามแรงโน้มถ่วง เสื้อบางสำหรับใส่นอนแนบเข้าหาลำตัวเปิดเผยส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“พรวด!” หวังชิงหรานที่กำลังจิบสุราอยู่ พร้อมเหลือบตามองมายังนางไปด้วย เขาถึงกับสำลักอีกครั้ง
เขารีบหันหน้าหนีครึ่งหนึ่ง แต่สายตายังเผลอเหลือบกลับไปมองใหม่ แล้วจึงเห็นว่า นางเปลี่ยนท่าอีกแล้ว
คราวนี้ ซ่งเหมียวนั่งยองๆ จากนั้นค่อยๆเอนตัวลงนอนหงาย แล้วยกขาขึ้นสองข้างพาดกำแพง แขนไขว้หลังศีรษะ ท่าทางเหมือนกำลังแสดงการยืดตัวเต็มรูปแบบ
‘นางกำลังทำอะไรกันแน่ เหตุใดถึงได้กล้าทำท่าทางน่าเกลียดเช่นนี้อยู่ที่ริมหน้าต่าง โดยไม่เกรงว่าจะมีผู้ใดมาพบเห็นเข้า’ มือหนาที่ถือจอกสุราสั่นไปมา ใบหน้าของเขาร้อนวูบขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติ ซ่งเหมียวก็จัดท่าไม้ตายต่อ
นางลุกขึ้นยืน ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ บิดเอวไปมาช้าๆ จากนั้นก็ยืนขาเดียว เอนตัวไปด้านหลัง ยกขาอีกข้างขึ้นสูง แทบจะเป็นมุมโค้งงอสุดขีด เหมือนรูปปั้นประหลาดชิ้นหนึ่ง
“นางไม่กลัวหลังหักหรือ!” หวังชิงหรานอ้าปากค้าง เขาพึมพำกับตัวเอง หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตกใจ ทั้งงุนงง ทั้งสับสน และไม่เข้าใจตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ซ่งเหมียวแอบชำเลืองตามอง เห็นสีหน้าตะลึงของเขาเต็มตา ในใจก็หัวเราะคิกคัก
‘ทำหน้าตาเหมือนเห็นผีเลยนะ’ แต่ยังหรอก นางยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ นางจะทำให้เขาเห็นว่านางรู้ตัวแล้วว่าเขากำบังแอบมองนางอยู่
ซ่งเหมียวแกล้งขยับตัวแรงขึ้นอีกนิด ทำท่าเหมือนจะเสียหลัก
“อุ๊ย!” แสร้งทำทีเป็นร้องอุทานขึ้นมาเสียงดัง เสียงของนางทำให้คนมองสะดุ้งสุดตัว
“ระวัง!” หวังชิงหรานเผลอตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อพอรู้ตัวว่าหลุดเสียง ก็รีบเอามือปิดปาก หน้าแดงจนลามไปถึงใบหู
ซ่งเหมียวได้ยินเสียงนั้นชัดเจน นางจึงหันมาส่งยิ้มหวานให้ทันที เป็นรอยยิ้มที่บอกว่า นางรู้ทันเขาทุกอย่าง
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของหวังชิงหรานแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
‘นางรู้แล้ว รู้ว่าข้ากำลังแอบมองอยู่!’ เขารีบหมุนตัวหนีทันที ทำเป็นสนใจจอกสุราแทน ก่อนจะรีบดึงหน้าต่างให้ปิดลงจนได้ยินเสียงดังปัง!
ซ่งเหมียวเห็นเช่นนั้นนางก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆด้วยความพึงพอใจ ที่เห็นว่าสามารถแกล้งให้หวังชิงหรานอับอายได้
วันใหม่มาเยือนแล้ว แสงอรุณสีทองอ่อนค่อยๆ ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่าง ลูบไล้ผืนเตียงอย่างแผ่วเบา
“อืม…”
ภายในห้องหอ ซ่งเหมียวค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น นางขยับตัวสองสามหน ก่อนจะยืดแขนยืดขาอย่างสบายอารมณ์ เพราะเมื่อคืน นางหลับดีเป็นพิเศษ ไม่มีฝันร้าย ไม่สะดุ้งตื่น ดูเหมือนว่าตั้งแต่ออกจากร่างนักฆ่าลี่ฮวามานี้ ชีวิตของนางสงบสุขขึ้นเยอะ
“วันนี้อากาศดีจัง” ซ่งเหมียวพึมพำกับตัวเองริมฝีปากยกยิ้มบางๆ เป็นเวลาเดียวกับที่กุ้ยเหลียงเดินนำสาวใช้เข้ามารอปรนนิบัตินางอย่างรู้เวลาและรู้หน้าที่
หลังจากลุกขึ้นอาบน้ำ เปลี่ยนอาภรณ์สีอ่อนเรียบหรู เกล้าผมอย่างเรียบร้อยอย่างสตรีที่แต่งงานแล้ว กุ้ยเหลียงก็หันไปส่งสัญญาณให้สาวใช้ยกถาดอาหารเช้าเข้ามาทันที
“ฮูหยินน้อย เชิญรับประทานเจ้าค่ะ”
กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูก มื้อเช้าวันนี้มีข้าวต้มปลา ซาลาเปา ผักลวก และชาอุ่นๆ อย่างครบถ้วน ไม่มีขาด
ซ่งเหมียวมองถาดอาหารด้วยแววตาปลื้มใจ ที่เห็นว่าแผนเป็นลมกลางสำนักว่าการนั้นได้ผลจริงๆ
‘ต่อจากนี้หวังว่า แม่ผัวตัวดีจะไม่กล้ากลั่นแกล้งนางแล้วกระมัง’ ซ่งเหมียวคิดพร้อมเผยรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก จากนั้นนางหยิบช้อนขึ้นมา ลงมือกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่เคี้ยวไปก็ยิ้มไปพลาง ชีวิตนี้เพิ่งรู้ว่าการได้กินข้าวเช้าอย่างสงบสุขมันดีขนาดนี้ แต่เพิ่งกินได้ไม่ถึงครึ่งถาด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นหน้าประตูเสียก่อน
“ฮูหยินน้อยขอรับ” พ่อบ้านหลิวเดินเข้ามา หยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อย
“มีอะไรหรือ” ซ่งเหมียวเงยหน้าขึ้นถามด้วยความแปลกใจ
พ่อบ้านหลิวโค้งตัวลง พร้อมเอ่ยอย่างสุภาพ
“ซื่อจื่อมีคำสั่งแจ้งฮูหยินน้อยให้เตรียมตัว อีกสองวันจะต้องเดินทางไปยังเมืองหนานปิงพร้อมซื่อจื่อขอรับ”
“…” ช้อนในมือของซ่งเหมียวหยุดกลางอากาศทันที นางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันไปสบตากับพ่อบ้านหลิวด้วยความแปลกใจ
“ว่าอย่างไรนะ! ไปเมืองหนานปิงเช่นนั้นหรือ!”
“ขอรับ” พ่อบ้านหลิวพยักหน้าให้นาง แววตาของเขามีความโล่งใจเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาซื่อจื่อเคยคิดจะพาฮูหยินน้อยติดตามไปด้วยเสียที่ไหนกัน เขาเหลือบตามองร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะอาหาร เห็นสีหน้าตกใจของนาง เขาจึงยกยิ้มขึ้นน้อยๆ คิดว่าฮูหยินน้อยคงจะดีใจมากจนตะลึงไปเลยเป็นแน่
หารู้ไม่ว่ายามนี้ สมองของซ่งเหมียวหยุดทำงานไปชั่วขณะ เส้นเรื่องหลักในนิยายพุ่งขึ้นมารัวๆ ราวกับม้วนภาพฉาย เมืองหนานปิง… คดีลักลอบค้าของเถื่อน ค่ายพยัคฆ์ นักฆ่าซุ่มโจมตี หวังชิงหรานบาดเจ็บสาหัสจนรักษาไม่หาย นางเอกฟ่านเมิ่งเหยียนปรากฏตัว รักเก่าปะทุขึ้นมาใหม่
