บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ลูกสะใภ้เอาคืนแม่สามี

“นางมาทำอะไรที่นี่” หวังชิงหรานถามเสียงเรียบ

ทหารลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตอบว่า “ฮูหยินน้อยบอกเพียงว่ามีเรื่องสำคัญจะเรียนซื่อจื่อขอรับ”

‘เรื่องสำคัญเรื่องใดกัน หรือจะกลับมาเหมือนเดิมอีก มาเฝ้า มานั่งรอ มาสร้างความวุ่นวาย’ หวังชิงหรานขมวดคิ้ว เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมขึ้นด้วยแววตาเย็นชา

“ไปบอกนางให้กลับไป ข้ายังไม่ว่างพบ” คำสั่งของเขาเฉียบขาด แม้กระทั่งหูเป่ยยังก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา

“ขอรับ” ทหารค้อมศีรษะ รับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

เมื่อทหารถอยออกไป เป่ยหูจึงเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายอย่างลังเล

“ซื่อจื่อไม่คิดจะพบฮูหยินน้อยสักครู่หรือขอรับ”

“จำเป็นหรือที่ข้าต้องออกไปพบนาง” หวังชิงหรานปรายตามองเขา

คำตอบนั้นทำให้เป่ยหูเงียบไป หวังชิงหรานจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาคมกริบมองจานปลาเบื้องหน้า แต่คราวนี้กลับไม่รู้สึกอยากกินเท่าเดิม ในใจเกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ

‘ซ่งเหมียว…เจ้ามาที่นี่ทำไมกันแน่’ ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา จนหวังชิงหรานไม่รู้สึกอยากอาหารอีกต่อไป

หน้าสำนักว่าการ ในยามอู่นั้นมีแสงแดดยามเที่ยงส่องลงบนลานหินสีเทา สะท้อนเป็นประกายอ่อนๆ จนต้องหรี่ตาเล็กน้อย ผู้คนมากมายพากันเดินเข้าออกกันขวักไขว่ ทั้งขุนนาง ข้าราชการ และทหารผลัดเปลี่ยนกันเข้าเวรตามปกติ

ซ่งเหมียวยืนอยู่ตรงบันไดหน้าอาคารกับกุ้ยเหลียง เมื่อได้ยินว่าซื่อจื่อไม่ว่างพบ นางก็ไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยนผิดวิสัยจากปกติยิ่งนัก

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าเข้าใจว่าซื่อจื่องานยุ่ง ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนอยู่แล้ว” นางพูดเสียงนุ่ม ทำให้ทหารที่มายืนรายงานชะงักไปเล็กน้อย… เข้าใจง่ายขนาดนี้เลยหรือ ต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

จากนั้นซ่งเหมียวหันไปพยักหน้าให้กุ้ยเหลียงเบาๆ กุ้ยเหลียงจึงรีบยื่นกล่องไม้เล็กๆ ในมือออกมา

“ข้าเพียงแค่ผ่านมาแถวนี้พอดี เลยแวะซื้อขนมฝูหรงจากร้านดังมาฝากเขา เห็นว่าซื่อจื่อชอบกิน รบกวนเจ้าช่วยนำไปมอบให้เขาด้วยนะ แล้วก็ฝากบอกเขาว่า คืนนี้ ข้าจะรอรับประทานมื้อเย็นกับเขาที่จวน” ซ่งเหมียวพูดต่ออย่างเป็นธรรมชาติ และก็ยิ้มหวานเสียจนทหารเผลอพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว

“ขอรับ! บ่าวจะนำไปให้แน่นอน”

ซ่งเหมียวได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะพูดต่อราวกับนึกขึ้นได้

“อ้อ ใช่แล้ว ข้ายังซื้อมาเผื่อพวกเจ้ากับเจ้าหน้าที่ที่นี่ด้วย ฝากนำไปแบ่งกันกินนะ”

“ให้พวกข้าด้วยหรือขอรับ?” ทหารอึ้งไปทันทีที่เห็นฮูหยินน้อยซ่งเหมียวมีน้ำใจซื้อขนมมาแบ่งปัน

“แน่นอนสิ กินของหวานแล้วจะได้อารมณ์ดี ทำงานไม่เครียด” ซ่งเหมียวพยักหน้าราวกับว่าเรื่องที่ทำไปเป็นเรื่องปกติสามัญที่ทำอยู่จนเป็นนิสัย

กุ้ยเหลียงเห็นท่าทางอ้ำอึ้งของทหาร นางจึงรีบเอ่ยเสริมทันที

“ฮูหยินน้อยตั้งใจซื้อมาหลายอย่างเลยเจ้าค่ะ”

ทหารมองห่อขนมในมือแล้วมองซ่งเหมียวอีกครั้ง ในใจอดคิดไม่ได้ว่าฮูหยินน้อยเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ เพราะเมื่อก่อนในยามที่นางมาเยือน นางเอาแต่เชิดหน้าชูคอไม่เคยมองใคร แต่ตอนนี้กลับอ่อนโยน พูดจาดีแถมยังแจกขนมอีก

ซ่งเหมียวเห็นท่าทางของทหารที่รับกล่องขนมไปอย่างอึ้งๆ นางจึงแอบลอบยิ้มเบาๆที่มุมปาก

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะ” ซ่งเหมียวส่งยิ้มบางๆ ให้เขา จากนั้นก็หมุนตัวกลับอย่างสง่างามก้าวลงบันไดไปสองขั้นสามขั้น แต่แล้วจู่ๆ นางก็ยกมือขึ้นกุมขมับ

“เอ๊ะ!” ร่างบางโอนเอนไปมาเล็กน้อย “เวียนหัวจัง”

“ฮูหยินน้อย!” กุ้ยเหลียงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากยังไม่ทันที่จะได้เข้าไปพยุง ซ่งเหมียวก็เอนตัวซบเข้ากับอ้อมแขนของกุ้ยเหลียงพอดิบพอดี เหมือนซ้อมมาแล้วอย่างไรอย่างนั้น

“อ๊ะ! ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! ฮูหยินน้อยหมดสติแล้ว!” กุ้ยเหลียงร้องลั่น เสียงของนางดังสนั่นไปทั้งลาน ทหารตกใจจนเกือบทำห่อขนมหลุดมือ

เสียงเอะอะนั้นก็ดังลอดเข้าไปถึงในอาคารตึกไม้เก่าขนาดสามชั้น ภายในห้องทำงาน หวังชิงหรานที่กำลังจะคีบเนื้อปลาเข้าปากอีกครั้ง ถึงกับชะงักมือไปทันที

“เสียงอะไร”

“เหมือนจะเป็นเสียงของกุ้ยเหลียงนะขอรับ” เป่ยหูเงี่ยหูฟัง ยังไม่ทันพูดจบดี เสียงนั้นก็ดังขึ้นมาอีกหนหนึ่ง

“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!”

หวังชิงหรานขมวดคิ้ว ก่อนจะลุกพรวดจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว เพราะการที่กุ้ยเหลียงร้องด้วยความตกใจเช่นนี้ ต้องเกิดอะไรขึ้นกับซ่งเหมียวเป็นแน่!

“ไปดู” เขาพูดกับเป่ยหูสั้นๆ แล้วก้าวออกจากห้องทันที โดยไม่รู้เลยว่า ข้างนอกกำลังมีฉากแอ๊บล้มแบบเนียนๆรออยู่

ภายในสำนักว่าการ หน้าห้องทำงานของซื่อจื่อเสียงเอะอะหน้าประตูยังไม่ทันเงียบ ร่างสูงของหวังชิงหรานก็ปรากฏตัวขึ้น เขาก้าวออกมาพร้อมเป่ยหู สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม สายตาคมกริบกวาดมองไปยังต้นเสียง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างบางของซ่งเหมียวที่ซบอยู่ในอ้อมแขนของกุ้ยเหลียง นางหลับตานิ่งสนิทเหมือนคนไม่ได้สติจริงๆ

“….” หวังชิงหรานเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ

“อีกแล้วหรือ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายปนจนใจ ขณะที่ผู้คนรอบข้างเริ่มมองมาเป็นตาเดียว พลางยกมือป้องปากซุบซิบกันเบาๆ

หวังชิงหรานปรายตามองรอบๆรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เหมาะนักที่จะให้ผู้ใดเห็นและนำไปซุบซิบนินทา

“ส่งนางมาให้ข้า” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางย่อกายอุ้มร่างบางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ทำให้ได้รู้ว่าตัวของนางเบากว่าที่คิดไว้มาก

เขาชะลอการเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว อุ้มร่างของนางอย่างระมัดระวัง แล้วหันกลับเข้าไปในห้องทำงานหารู้ไม่ว่าในขณะเดียวกันนั้นเอง มีรถม้าคันหนึ่งก็ค่อยๆ หยุดลงหน้าประตูใหญ่ ม่านหน้าต่างถูกเปิดออกช้าๆเผยให้เห็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง

ฟ่านเมิ่งเหยียน นางสวมชุดสีอ่อนเรียบง่ายใบหน้าอ่อนหวาน ดวงตาใสสะอาดทว่าแฝงความลังเลอยู่ลึกๆ ในมือถือตะกร้าขนมเล็กๆซึ่งภายในบรรจุขนมกุ้ยฮวาที่นางตั้งใจทำด้วยตนเอง ซิ่นเปาสาวใช้คนสนิทรีบลงจากรถม้าก่อน แล้วหันมาพยุงเจ้านายสาว

“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ”

ฟ่านเมิ่งเหยียนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าคันใหญ่ หัวใจเต้นแรงเล็กน้อย ความจริงแล้ว นางลังเลมาหลายวัน ด้วยรู้ดีว่าหวังชิงหรานแต่งงาน มีภรรยาเป็นทางการแล้ว นางควรจะถอยห่าง ควรจะหักห้ามใจ แต่สุดท้าย ก็พ่ายแพ้ให้กับความคิดถึง แพ้ให้กับความหวังเล็กๆ ที่ยังไม่ยอมดับลง

“ข้าแค่นำขนมมาฝากเท่านั้น” ฟ่านเมิ่งเหยียนพึมพำกับตนเองเบาๆ เหมือนกำลังให้กำลังใจตัวเอง

ซิ่นเปามองเจ้านายสาวอย่างเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปใกล้อาคาร แต่ยังไม่ทันถึงประตู ฟ่านเมิ่งเหยียนก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหันสายตาของนางมองไปข้างหน้า แล้วร่างบางก็แข็งค้างนิ่งงันอยู่กับที่

ตรงหน้าสำนักว่าการ หวังชิงหรานกำลังอุ้มซ่งเหมียวอยู่ในอ้อมแขน สีหน้าของเขาแม้จะเรียบนิ่ง แต่ท่าทางกลับระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเขาก็หันหลัง เดินกลับเข้าไปในห้องทำงานพร้อมกับนาง

ภาพนั้นเหมือนเข็มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงลงกลางหัวใจ ฟ่านเมิ่งเหยียนกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ตะกร้าขนมในมือสั่นเล็กน้อย

“….” นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สูดลมหายใจเข้า แล้วหันไปพูดกับซิ่นเปาด้วยเสียงแผ่วเบา

“ซิ่นเปา เรากลับกันเถอะ”

“คุณหนู?” ซิ่นเปาชะงัก เงยหน้าขึ้นมองสบตากับเจ้านายสาวทันที

“ดูเหมือนว่าวันนี้ซื่อจื่อจะมีแขกคนสำคัญ” ฟ่านเมิ่งเหยียนฝืนยิ้มบางๆ แม้นางจะพยายามควบคุมไว้แล้ว แต่น้ำเสียงก็ยังมีความสั่นเล็กน้อยอยู่ด้วย

“คุณหนู…” ซิ่นเปามองเจ้านายสาวด้วยความสงสาร แต่ก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไร สุดท้ายจึงได้แต่พยักหน้า

“เจ้าค่ะ เรากลับกันเถอะ”

ฟ่านเมิ่งเหยียนหันหลังกลับช้าๆ ก้าวขึ้นรถม้าอย่างเงียบงัน เมื่อม่านรถปิดลง รถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากสำนักว่าการ ภายในรถ ฟ่านเมิ่งเหยียนนั่งนิ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ นางค่อยๆ หันหน้าไปทางหน้าต่างมองทิวทัศน์ที่เลื่อนผ่านไป ทั้งภาพผู้คนที่เดินสัญจรไปมา ภาพถนน ภาพร้านค้า ทุกอย่างพร่าเลือนในสายตาพร้อมหยดน้ำใสๆที่ค่อยๆ ไหลลงมาตามแก้มอย่างเงียบงันไร้เสียงสะอื้น นางยกมือขึ้นเช็ดเบาๆ ราวกับไม่อยากให้ผู้ใดเห็น หัวใจปวดร้าว แต่ก็ไม่อาจโทษใครได้

รถม้าวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ร้านขายยาตระกูลฟ่าน พร้อมกับความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในใจของสตรีผู้หนึ่ง

ขณะที่หวังชิงหรานอุ้มร่างบางของซ่งเหมียวเข้ามาภายในห้องทำงานของเขา ซ่งเหมียวที่หมดสติอยู่ได้แอบลืมตาแง้มขึ้นเล็กน้อย

‘โอ้โห…ได้โดนอุ้มด้วยแฮะ อกแน่นเหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด’ นางคิดในใจพลางยกยิ้มที่มุมปากอย่างกรุ้มกริ่ม แต่ยังไม่ทันได้ดูเพลินก็รู้สึกว่าถูกวางลง นางรีบหลับตาปี๋ทันที ทำเป็นนิ่งสนิทเหมือนเดิม

หวังชิงหรานก้มมองใบหน้าซีดเล็กน้อยของนางสายตานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

“กุ้ยเหลียง ไปเอาผ้ามาชุบน้ำเช็ดหน้าให้นาง ส่วนเป่ยหู เจ้าไปตามหมอ”

“ขอรับ!”

“เจ้าค่ะ!”

ทั้งกุ้ยเหลียงและเป่ยหูต่างรับสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หากแต่คำว่าตามหมอ ทำให้ซ่งเหมียวสะดุ้งในใจ

‘ไม่เอานะ! หากหมอมานี่ ข้าโป๊ะแตกแน่นอน!’ นางคิดด้วยความตกใจ ยังไม่ทันที่ผู้ใดออกจากห้องนางก็รีบขยับตัวทันใด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel