บทที่ 4 แม่ผัวตัวดี
ยามสายของวันใหม่ แสงแดดอ่อนส่องลอดม่านผ้าไหมสีอ่อนแทรกผ่านลายปักละเอียดอ่อน ตกกระทบเตียงนอนไม้หอมอย่างอบอุ่น ลำแสงสีทองอาบไล้ผืนผ้าห่ม ราวกับตั้งใจปลุกผู้ที่ยังหลับใหลอยู่ภายใน
ซ่งเหมียวขยับตัวเล็กน้อย แพขนตายาวสั่นไหว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
“อืม…” เสียงครางเบาๆ หลุดออกจากริมฝีปาก นางพลิกตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน ซุกใบหน้าลงกับหมอนนุ่มอีกครั้ง เพราะไม่อยากลุกจากเตียงในทันที
ยามนี้นางรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นและผ่อนคลาย ไม่มีอาการเจ็บปวดหรืออ่อนแรงเหมือนเมื่อก่อน ทั้งยังรู้สึกได้ถึงความนุ่มของฟูก และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ช่วยให้จิตใจสงบ และทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
‘ชีวิตฮูหยินน้อยนี่ดีจริงๆ แฮะ’ ซ่งเหมียวนึกในใจ ริมฝีปากเผลอยกยิ้มเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เพราะถ้าหากเป็นโลกเดิม เวลานี้นางคงกำลังรีบลุกไปทำงาน แย่งรถไฟฟ้า และกินข้าวเช้าแบบลวกๆ
แต่ที่นี่ถึงไม่ต้องทำอะไรเลย ก็มีคนดูแลทุกอย่างให้ครบถ้วน ทว่ายังไม่ทันได้ลุกจากเตียง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นใกล้เข้ามาก่อน
สาวใช้สองสามคนรีบเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ ท่าทางนอบน้อมและสุภาพ หากแต่แววตาของพวกนางยามที่เหลือบมองมายังซ่งเหมียวยังแฝงไปด้วยความเกรงและกลัวไม่น้อยเลยทีเดียว ซ่งเหมียวคิดว่าคงเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมสร้างเรื่องร้ายกาจไว้มากจึงทำให้ไม่มีผู้ใดอยากข้องเกี่ยวด้วยเท่าใดนัก
“ฮูหยินน้อยตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” กุ้ยเหลียงก้าวเข้ามาหาเจ้านายสาว พลางส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้สาวใช้สองคนที่เดินติดตามมาด้วย
“ระวังเท้านะเจ้าคะ”
“ให้บ่าวช่วยพยุงเจ้าค่ะ”
มือหลายคู่ยื่นเข้ามาพร้อมกัน ช่วยประคองร่างบางอย่างระมัดระวัง ซ่งเหมียวยังรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ก็ถูกพยุงลงจากเตียงอย่างเรียบร้อย จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าสาวใช้ช่วยกันปรนนิบัตินางล้างหน้า บ้วนปาก เช็ดมือ หวีผมเปลี่ยนอาภรณ์ ทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่องสมกับเป็นสาวใช้ที่รับใช้ในจวนใหญ่
ผ้าไหมเนื้อนุ่มถูกสวมทับอย่างพอดีตัว เครื่องประดับถูกจัดวางอย่างเหมาะสม ทุกขั้นตอนคล่องแคล่ว ราวกับซ้อมกันมานับร้อยครั้ง โดยที่ซ่งเหมียวไม่ต้องขยับมือเองแม้แต่นิดเดียว
‘โอ้โห…นี่มันชีวิตในฝันของแท้’ นางคิดในใจอย่างมีความสุข ซ่งเหมียวนั่งนิ่งๆ ปล่อยให้พวกนางจัดการ ในใจทั้งตื่นเต้น ทั้งรู้สึกขำตัวเอง
เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ซ่งเหมียวจึงนั่งลงหน้ากระจกบานใหญ่ ในกระจกสะท้อนภาพหญิงสาวหน้าตางดงาม ผิวขาวเนียนละเอียด ดวงตากลมโต ริมฝีปากอมชมพูดั่งกลีบดอกเหมยกุ้ย งดงามจนแม้แต่เจ้าของร่างเองยังต้องชะงัก
‘นี่…ข้าเองเหรอเนี่ย…’ นางมองตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปถามกุ้ยเหลียงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“ซื่อจื่ออยู่ที่ไหนหรือ”
“ซื่อจื่อออกไปที่สำนักว่าการตั้งแต่ยามรุ่งสางแล้วเจ้าค่ะ” กุ้ยเหลียงรีบก้าวเข้ามาเล็กน้อย พลางตอบอย่างสุภาพ
“หืม?” ซ่งเหมียวชะงัก นางกะพริบตาปริบๆ สีหน้าแสดงความประหลาดใจโดยไม่ตั้งใจ “วันนี้ไม่ใช่วันหยุดหรือ”
“วันนี้เป็นวันทำงานตามปกติเจ้าค่ะ ซื่อจื่อต้องไปทุกวันอยู่แล้ว” กุ้ยเหลียงได้ยินเช่นนั้นจึงมองเจ้านายสาวด้วยความเห็นใจ ตั้งแต่ที่ฮูหยินน้อยฟื้นคืนสติ ดูเหมือนว่านางจะจำอะไรไม่ค่อยได้เท่าใดนัก
“อ๋อ ใช่ๆๆ นั่นสินะ” ซ่งเหมียวรีบพยักหน้ารับ เกือบโป๊ะแตกไปแล้วไหมล่ะ หัวใจของนางเต้นแรงเล็กน้อย รู้สึกโล่งอกที่ยังเนียนผ่านไปได้ แต่เพื่อกลบเกลื่อน นางจึงรีบพูดต่อ
“ปกติซื่อจื่อชอบใส่ชุดสีดำใช่ไหม” นางเอ่ยอย่างมั่นใจ หากแต่กุ้ยเหลียงกลับส่ายศีรษะไปมา
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ชุดทำงานเป็นสีน้ำตาล ประดับยศ”
ซ่งเหมียวรู้สึกว่าตัวนางหน้าแตกครั้งแล้วครั้งเล่า จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที เพราะเกรงว่าหากพูดมากกว่านี้ กุ้ยเหลียงจะจับได้จริงๆ
“ข้าหิวแล้ว นำอาหารเช้าเข้ามาเถอะ”
กุ้ยเหลียงได้ยินเช่นนั้นจึงรีบหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ เอ่ยสั่งอย่างปกติ “ยกอาหารเช้าเข้ามา”
แต่สาวใช้กลับชะงัก สีหน้าลำบากใจ
“เอ่อ…ฮูหยินน้อยเจ้าคะ เรื่องนี้…”
“มีอะไรหรือ” ซ่งเหมียวเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของสาวใช้ นางจึงก้มหน้าลง ก่อนจะหลับตาพูดออกมาเบาๆ เพราะเกรงว่าฮูหยินน้อยจะโวยวายอาละวาดเสียก่อน
“เป็นคำสั่งจากฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่สั่งว่าหากฮูหยินน้อยตื่นหลังยามเหม่า ให้ข้ามมื้อเช้าและรอรับประทานตอนเย็นแทน” คำพูดนั้นราวกับหยาดน้ำแข็ง ร่วงลงกลางห้องบรรยากาศเงียบงันลงในพริบตา
ซ่งเหมียวกระพริบตาช้าๆ ก่อนจะหันมาสบตากับกุ้ยเหลียง นางสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ พลางถามว่า
“ยามเหม่า คือตีห้าถึงเจ็ดใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” กุ้ยเหลียงพยักหน้า
‘ใครมันจะตื่นมากินข้าวตอนนั้นกันล่ะโว้ย!’ นางตะโกนเสียงดังก้องอยู่ในใจ นางพยายามรักษาสีหน้าเรียบร้อย แต่ใต้แขนเสื้อกลับกำหมัดแน่น ในหัวมีชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาทันที
‘เมิ่งเจียฉี… แม่ผัวตัวดี นี่มันไม่ใช่กฎระเบียบ แต่มันคือการกลั่นแกล้งชัดๆ!’
ทว่าสิ่งที่แสดงออกมาซ่งเหมียวกลับยิ้มบางๆ ริมฝีปากโค้งขึ้นอย่างสงบ แต่ในดวงตา กลับเริ่มมีประกายแปลกๆ ปรากฏขึ้น
“อืม…ไม่เป็นไร ข้าไม่หิวแล้ว” นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่คำตอบนั้นกลับทำให้กุ้ยเหลียงรู้สึกตกใจไม่น้อย
“จริงหรือเจ้าคะ!” นางเผลออุทานถามขึ้นเสียงดัง
“จริงสิ ยามนี้ข้ากำลังคิดว่า บางทีข้าเองก็ต้องควรตื่นเช้ากว่านี้ จะได้ไม่ลำบากคนอื่น” ซ่งเหมียวพยักหน้าเบาๆ คิดว่านางไม่รู้ทันฮูหยินใหญ่เมิ่งเจียฉีอย่างนั้นหรือ เมิ่งเจียฉีตั้งใจหาเรื่องกลั่นแกล้งเพราะรู้ว่าซ่งเหมียวไม่ยอมอยู่เฉยๆให้ถูกรังแกแต่ฝ่ายเดียว และถ้าหากซ่งเหมียวอาละวาด เมิ่งเจียฉีจะใช้โอกาสนี้ในการฟ้องหวังชิงหราน และแน่นอนว่าเขาจะต้องเห็นใจนางและเข้าข้างมารดาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
หากแต่กุ้ยเหลียงกลับเงยหน้ามองเจ้านายด้วยความตกใจ แต่ไม่นานประกายตาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นความซาบซึ้งใจ
“ฮูหยินน้อยช่างมีน้ำใจจริงๆเลยเจ้าค่ะ”
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในใจของซ่งเหมียวกลับคิดอีกแบบ
‘ดี…ดีมาก! แม่ผัวเริ่มก่อนเองนะ งั้นลูกสะใภ้คนนี้จะตอบแทนให้สาสมเลย คอยดูสิ’
ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่อ่อนหวาน แต่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์บางๆ ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้ลุกขึ้นมาอาละวาดโวยวายเหมือนซ่งเหมียวคนเดิม ทว่าอย่างไรก็ตาม นางจะตอบแทนแม่ผัวตัวดีอย่างสาสมแน่นอน แต่เป็นการแก้แค้นในแบบของเชอเอม ซึ่งมันจะต้องทำให้ฮูหยินใหญ่เมิ่งเจียฉีจำไปจนตายว่าไม่ควรหาเรื่องรังแกลูกสะใภ้ผู้นี้อีกต่อไป!
ยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ของวันเดียวกัน แสงแดดยามเที่ยงส่องกระทบหลังคาเรือนราชการสะท้อนเป็นประกายอ่อนๆ บนลานหินหน้าสำนักว่าการ
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของซื่อจื่อสกุลหวัง บรรยากาศเงียบสงบลงชั่วครู่ หลังจากวุ่นวายกับเอกสารราชการมาตลอดทั้งเช้า กองฎีกา รายงาน และบัญชีการเงินนั้นถูกจัดเรียงเป็นระเบียบบนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่
หวังชิงหรานเอนกายพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย คลายลมหายใจออกช้าๆ ในที่สุดก็มีเวลาพัก หลังจากจัดการทั้งเรื่องภายในราชสำนัก และเรื่องการเตรียมเดินทางไปเมืองหนานปิงจนแทบไม่มีช่องว่างให้หยุดคิด
ยามนี้เขาเพิ่งจะมีโอกาสนั่งลง เพื่อรับประทานอาหารกลางวันอย่างจริงจัง บนโต๊ะเล็กด้านข้างมีถาดอาหารที่สาวใช้จากจวนสกุลหวังเตรียมมาให้ตั้งแต่เช้า กับข้าวยังอุ่นอยู่ ทั้งยังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
หวังชิงหรานหยิบตะเกียบขึ้นกำลังจะเริ่มรับประทาน แต่ในจังหวะนั้นเอง เป่ยหูก็ก้าวเข้ามาอย่างเงียบๆ
“ซื่อจื่อขอรับ เรื่องการเดินทางไปหนานปิง ข้าจัดเตรียมกำลังคนและกำหนดเส้นทางเรียบร้อยแล้วขอรับ”
หวังชิงหรานได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้าเล็กน้อย “ตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง อย่าให้มีข้อผิดพลาด”
“ขอรับ” เป่ยหูรับคำทันที
หวังชิงหรานจึงหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้า ตะเกียบคีบเนื้อปลาชิ้นใหญ่ขึ้นมาอย่างพอดี กำลังจะนำเข้าปาก หากแต่ว่าในตอนนั้นเอง…
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นกะทันหัน ทำให้มือของเขาชะงักกลางอากาศ เป่ยหูหันไปเปิดประตู จากนั้นทหารรักษาการณ์จึงก้าวเข้ามารายงาน
“ซื่อจื่อขอรับ ฮูหยินน้อยมาขอพบท่าน”
คำพูดนั้นทำให้หวังชิงหรานนิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงค่อยๆวางตะเกียบลง พลางถอนหายใจออกมาแรงๆด้วยความหงุดหงิด
“อีกแล้วหรือ เหตุใดนางถึงไม่ยอมหลาบจำเสียที!” น้ำเสียงของเขาแฝงความเหนื่อยหน่ายอย่างชัดเจน
ทันทีที่ได้ยินว่าซ่งเหมียวมาพบเขาที่สำนักว่าการ ในหัวของเขามีภาพในอดีตผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ช่วงแรกหลังแต่งงาน ซ่งเหมียวจะแวะเวียนมาหาเขาแทบทุกวัน บางวันก็นั่งรออยู่ที่สำนักว่าการตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่ยอมกลับก่อน เพียงเพราะกลัวว่าจะมีสตรีคนใดเข้ามาใกล้เขา นางหึงหวงจนเกินพอดี
ในตอนนั้นเขารู้สึกอึดอัดและรำคาญใจยิ่งนัก สุดท้ายจึงสั่งห้ามนางไม่ให้มาอีก และในวันนั้น นางร้องไห้เสียงดังโวยวายเสียจนทั้งสำนักว่าการได้ยิน ทั้งขอร้องอ้อนวอนสารพัดวิธี แต่เขากลับเมินเฉย ไม่แม้แต่จะหันไปมอง นับจากวันนั้น ซ่งเหมียวก็ไม่กล้ามาหาเขาอีก เหมือนนางกลัวว่าเขาจะโกรธจริงๆ
แต่เหตุใดในตอนนี้ นางถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจของเขา ไม่ใช่ความดีใจ แต่คือความรำคาญและไม่พอใจเสียมากกว่า
