บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 นางร้ายเบอร์หนึ่งคนใหม่

เวลาผ่านไปสองเค่อ ท่านหมอก็ถูกตามตัวมายังจวนสกุลหวังอย่างเร่งด่วนตามคำสั่งของหวังชิงหราน

ภายในเรือนหอ กลิ่นยาสมุนไพรยังไม่ทันจางหาย ท่านหมอวัยกลางคนเพิ่งเก็บเข็มและตำราลงในกล่องไม้

“อาการของฮูหยินน้อย ไม่มีสิ่งผิดปกติ ชีพจรมั่นคง เลือดลมไหลเวียนดี แข็งแรงยิ่งกว่าคนที่เคยเจ็บป่วยเรื้อรังเสียอีก ราวกับไม่เคยป่วยมาก่อนเลยขอรับ” เขากล่าวช้าๆ แต่วาจานั้นกลับทำให้ทุกคนในห้องต่างชะงักไปทันที

“จริงหรือเจ้าคะ?!” กุ้ยเหลียงเบิกตากว้างด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด

ท่านหมอยิ้มบาง ๆ

เชอเอมนั่งฟังอยู่บนเตียง ในใจแอบร้องว่า ‘แน่นอนสิ…นี่ร่างใหม่พร้อมแพ็กเกจอัปเกรดเชียวนะ!’

“อย่างไรก็ดี ควรเฝ้าดูอาการต่อไปอีกระยะ และหากมีอาการทรุดลงอีก ให้รีบแจ้งทันทีนะขอรับ” ท่านหมอยังไม่ลืมกำชับ กล่าวจบเขาก็ขอตัวกลับ กุ้ยเหลียงจึงรีบเดินตามออกไปส่งอย่างรู้หน้าที่

หลังส่งท่านหมอออกไป บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง หวังชิงหรานยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองเชอเอมด้วยสายตาเย็นชา

“อย่าสร้างเรื่อง” คำพูดสั้นๆ แต่หนักแน่น จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมา

เมื่อประตูปิดลงเบาๆ โดยมีเชอเอมเบะปากตามหลัง

“เชอะ! ทำเหมือนข้าจะก่อกบฏอย่างนั้นแหละ!” นางพึมพำเบาๆด้วยความหมั่นไส้

เมื่อคล้อยหลังจากแน่ใจว่าเขาไปแล้วจริงๆ เชอเอมที่อยู่ในร่างของซ่งเหมียวก็ลุกพรวดขึ้นยืนบนเตียงทันที

“โอเค ทดสอบร่างใหม่!” นางเริ่มกระโดดเบาๆ สามหน “ไม่เวียนหัว” นางพึมพำพร้อมกระโดดแรงขึ้นอีก “ไม่เจ็บ! และไม่เหนื่อย!”

เมื่อนั้นซ่งเหมียวก็ตาเป็นประกายพลางคิดในใจนี่มันร่างเทพชัดๆ!

ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ในเมื่อนางย้ายจากร่างของลี่ฮวามาอยู่ในร่างของซ่งเหมียว แล้วทักษะลี่ฮวาล่ะจะยังคงมีอยู่หรือไม่

ดวงตากลมโตหันไปมองโต๊ะกลมข้างเตียง แลเห็นว่าบนโต๊ะมีมีดเล่มเล็กสำหรับปอกผลไม้วางอยู่ ซ่งเหมียวเดินไปหยิบขึ้นมาพลางหมุนในมือสองสามรอบ ก่อนจะหันไปทางประตู กะระยะคร่าวๆ

“หนึ่ง สอง สาม!”

ฟิ้ว!

มีดพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ในจังหวะเดียวกันนั้น เอี๊ยด… ประตูถูกเปิดออกอย่างพอดิบพอดี

“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ…” กุ้ยเหลียงยังพูดไม่ทันจบประโยคดี ลมเย็นเฉียบเฉือนผ่านข้างแก้ม ทำให้ปอยผมของนางขาดร่วงลงมาเบาๆ ก่อนที่มีดจะปักลงข้างประตูอย่างแม่นยำดั่งที่ซ่งเหมียวลองกะไว้ตั้งแต่คราแรก

ฉึก!

“…!” กุ้ยเหลียงเบิกตากว้าง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงทันที นางทรุดลงกับพื้น ไร้ซึ่งเสียงร้องโวยวาย หากแต่ว่ามือสั่น ปากสั่น หน้าไร้สีเลือด

“ฮู…ฮูหยินน้อย บ่าวเกือบตายแล้วเจ้าค่ะ!”

“เอ่อ…” ซ่งเหมียวยืนตัวแข็งค้าง นางมองมีด มองประตู และมองกุ้ยเหลียง แล้วค่อยๆ ยิ้มแห้ง พร้อมกลืนน้ำลาย ในใจเริ่มตระหนักชัดว่า

‘แย่แล้ว! ทักษะจากลี่ฮวายังอยู่ครบ แถมแรงกว่าเดิมอีก!’

สาวใช้ผู้น่าสงสารยังนั่งทรุดอยู่กับพื้น สองมือกุมอก หายใจถี่ สีหน้ายังซีดเผือดไม่หาย ซ่งเหมียวยืนเกาหัวอยู่ข้างเตียง มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิดเต็มหัวใจ

“เอ่อ…กุ้ยเหลียง” นางเรียกเสียงเบา แต่ทำให้กุ้ยเหลียงสะดุ้งโหยงขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ฮูหยินน้อยอย่าปามีดอีกนะเจ้าคะ บ่าวยังอยากมีชีวิตรับใช้ท่านไปอีกนาน”

“ไม่ปาแล้ว! ไม่ปาแล้วจริงๆ” ซ่งเหมียวรีบโบกมือ พร้อมกับยกมือขึ้นสาบาน ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ แล้วนั่งยองๆ ลงตรงหน้าของสาวใช้วัยกำดัด

“ลุกขึ้นเถิด ข้าขอโทษจริงๆ เอาไว้ข้าจะชดใช้ให้นะ”

“ชดใช้อย่างไรเจ้าคะ” กุ้ยเหลียงถามพลางเงยหน้าขึ้นอย่างระแวง

ซ่งเหมียวรีบคิดอย่างเร่งด่วน ไม่นานนางจึงยิ้มหวานขึ้นทันที

“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะไม่ดุเจ้าเลยหนึ่งเดือน”

กุ้ยเหลียงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะกะพริบตาปริบๆ พร้อมกล่าวต่อว่า “แต่ปกติ ฮูหยินน้อยก็ดุบ่าวทุกวันอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

‘แสดงว่าซ่งเหมียวตัวจริงนี่โหดใช่เล่น’ เชอเอมที่อยู่ในร่างของซ่งเหมียวคิดในใจ

“ข้าหมายถึง ข้าจะไม่ดุเลยสักคำ แล้วก็จะให้ของหวานเจ้ากินบ่อยๆด้วย” นางรีบแก้ตัว และดูเหมือนว่ามันจะได้ผล เพราะคำว่า ของหวาน ทำให้กุ้ยเหลียงตาเป็นประกายทันที

“จริงหรือเจ้าคะ”

“จริง!” ซ่งเหมียวพยักหน้าแรงๆ ตอบรับคำอย่างหนักแน่น

กุ้ยเหลียงเริ่มตั้งสติได้ จึงรีบลุกขึ้นนั่งให้เรียบร้อย นางเหลือบตามองเจ้านายสาวหนหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลงไปอีกครั้ง เมื่อเห็นซ่งเหมียวมองสบตานางพอดี

“ฮูหยินน้อย วันนี้ท่านแปลกมากนะเจ้าคะ”

“แปลกตรงไหนหรือ” ซ่งเหมียวหัวใจเต้นวูบ เพราะเกรงว่าจะโดนจับได้ว่านางหาใช่ซ่งเหมียวตัวจริง

“ปกติฮูหยินน้อยจะไม่มาขอโทษใครง่ายๆ ต่อให้บ่าวโดนมีดเฉือนผมแบบนี้ ป่านนี้คงโดนดุว่าเดินไม่ดูทางแล้วเจ้าค่ะ” กุ้ยเหลียงตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ

‘โอ้โห…นิสัยแย่มากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย’ นางคิดในใจ ก่อนจะรีบยิ้มกว้าง แก้ตัวทันที

“ข้าเกือบตายมา เลยคิดได้ว่าคนเราควรอ่อนโยนบ้าง”

“ฮูหยินน้อยเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วย” กุ้ยเหลียงเงยหน้าขึ้นมองนางอย่างเต็มตาด้วยความซึ้งใจ อย่างน้อยการที่ฮูหยินน้อยฟื้นขึ้นมาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ย่อมเป็นผลดีต่อตัวของฮูหยินน้อยเอง

“ว่าแต่ว่า ก่อนหน้านี้ข้าเป็นคนแบบไหนนะ” ซ่งเหมียวเห็นช่องทางจึงรีบสวมบทนักสืบทันที พร้อมแกล้งทำหน้าครุ่นคิด

“ทั้งเอาแต่ใจ ขี้หึง ชอบงอน ไม่ชอบให้ซื่อจื่อพูดกับสตรีอื่น โดยเฉพาะกับคุณหนูฟ่าน” กุ้ยเหลียงตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด

เชอเอมตาโตเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของฟ่านเมิ่งเหยียน นางเอกนิยายเรื่องนี้

“แล้วข้าชอบอะไรบ้าง” ซ่งเหมียวถามต่ออย่างแนบเนียน

“ชอบขนมหวาน ชอบเครื่องประดับแพงๆ ชอบให้คนชมว่างดงามเจ้าค่ะ” กุ้ยเหลียงนับนิ้วตอบออกมาอย่างคนรู้ใจที่อยู่รับใช้กันมานาน

เชอเอมพยักหน้าหงึกๆ เข้าใจแล้วว่านางร้ายเบอร์หนึ่งซ่งเหมียวผู้นี้คือ คุณหนูเอาแต่ใจ สายหวาน และเป็นสายอวยตัวเอง

“แล้วสิ่งข้าไม่ชอบอะไรล่ะ” แต่กระนั้นก็ยังถามต่อด้วยความใคร่รู้ นางต้องการรู้เรื่องทุกอย่างของเจ้าของร่างนี้ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตเป็นซ่งเหมียวได้อย่างแนบเนียน

กุ้ยเหลียงคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว

“ไม่ชอบให้ใครขัดใจ ไม่ชอบฟังคำเตือนหมอ และไม่ชอบให้คนพูดถึงแคว้นเหอว่าเล็ก”

‘เข้าใจแล้ว นางร้ายเบอร์หนึ่งของแท้’ ซ่งเหมียวยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ

“อืม…ดีมาก เช่นนั้นต่อไปนี้ ถ้าข้าทำอะไรแปลกๆ เจ้าช่วยเตือนข้าด้วยนะ”

“บ่าวจะอยู่ข้างฮูหยินน้อยเสมอเจ้าค่ะ!” กุ้ยเหลียงพยักหน้าแรงๆ ส่งสายตามองเจ้านายสาวด้วยความจงรักภักดี

ขณะที่ซ่งเหมียวถอนหายใจโล่งอกที่อย่างน้อยก็มีสายข่าวอยู่ข้างตัวแล้วหนึ่งคน

รุ่งเช้าในวันถัดมา ตอนนี้เป็นเวลายามเฉิน (07.00 - 08.59 น.)

ภายในห้องหนังสือของจวนสกุลหวัง แสงแดดอ่อนส่องลอดบานหน้าต่าง ตกกระทบโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยเอกสารกองสูง

หวังชิงหรานนั่งอยู่หลังโต๊ะ สายตาไล่อ่านรายงานในมืออย่างเงียบงัน กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกเปิดผ่าน

จนกระทั่ง… นิ้วมือของเขาหยุดลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งมีตราประทับของเมืองหนานปิงอย่างชัดเจน

“โกดังเกลือหลวงถูกลอบเผา เงินภาษีหายไปกว่าครึ่ง ขุนนางท้องถิ่นเสียชีวิตอย่างปริศนา พยานถูกสังหารปิดปาก” ดวงตาคมเข้มหรี่ลงเล็กน้อย

เขารู้ว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ… แต่คือคดีทุจริตขนาดใหญ่ที่เกี่ยวพันกับเกลือ เงินภาษี และเส้นสายราชสำนัก สามสิ่งที่อันตรายที่สุดในแคว้นเหลียง

“เป่ยหู” เขาเรียกองครักษ์คนสนิทเสียงต่ำ

“ซื่อจื่อ” เป่ยหูรีบก้าวเข้ามา

“รายงานจากหนานปิง เจ้าอ่านแล้วหรือยัง” หวังชิงหรานวางเอกสารลงพลางเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับเป่ยหู

“อ่านแล้วขอรับ” เป่ยหูสีหน้าเคร่งขรึมลงทันใด ก่อนเอ่ยต่อว่า “โกดังเกลือหลวงถูกเผาในคืนเดียวกับที่ผู้ตรวจการเสียชีวิต หลังจากนั้น เอกสารบัญชีทั้งหมดก็หายไป”

หวังชิงหรานหัวเราะในลำคอเบาๆ หากแต่แววตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

“ช่างรอบคอบนัก เผาหมด ฆ่าหมด ลบหมด คนทำต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่”

เป่ยหูพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

“มีข่าวลือว่า มีเงาของ ‘พรรคเงามืด’ อยู่เบื้องหลัง” เขาลดเสียงลงเล็กน้อย มือหนาเลื่อนไปแตะด้ามกระบี่โดยทันที เพราะรู้ว่าการกล่าวถึงพรรคเงามืดหาใช่เรื่องล้อเล่นแต่อย่างใด

คำว่า ‘พรรคเงามืด’ ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นลงทันทีองค์กรลับที่แทรกซึมอยู่ในราชสำนัก ควบคุมเส้นทางเงิน และจัดการศัตรูอย่างเงียบงัน

“มีหลักฐานอะไรหรือไม่” หวังชิงหรานถามต่อ

“ยังไม่มีโดยตรงขอรับ ส่วนพยานที่เหลืออยู่กำลังถูกตามล่า”

หวังชิงหรานหลับตาลงครู่หนึ่ง ในหัวเริ่มเรียบเรียงภาพทั้งหมด โกดังเกลือ เงินภาษี ผู้ตรวจการ และพรรคเงามืด ทั้งหมดเชื่อมกันเป็นเส้นเดียว

“ถ้าข้าไม่ไปหนานปิง คดีนี้จะถูกฝังไปตลอดกาล” หลังจากนิ่งไปครู่ใหญ่ เขาจึงค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นเอ่ยอย่างคนที่ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

“แต่ซื่อจื่อ คดีนี้อันตรายมาก ศัตรูรู้แล้วว่าท่านกำลังจะไป มีข่าวว่ามีมือสังหารรออยู่ตามทาง” เป่ยหูมองเจ้านายอย่างหนักใจระคนเป็นห่วง

“ด้วยเหตุนั้นข้าจึงต้องไป เพราะยิ่งอันตราย ยิ่งแปลว่าข้าเข้าใกล้ความจริง” หวังชิงหรานยิ้มมุมปาก เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะหันมาสบตากับเป่ยหู

“เตรียมกำลัง ออกคำสั่งให้จัดขบวนเดินทางใหม่ ข้าจะใช้เส้นทางรอง และส่งคนล่วงหน้าไปสืบข่าวในเมือง”

“ขอรับ!” เป่ยหูค้อมตัวลึก รับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นจึงรีบก้าวออกไปทำตามคำสั่งของเจ้านายทันใด

เมื่อเป่ยหูออกไป หวังชิงหรานหยิบรายงานอีกฉบับขึ้นมาซึ่งเป็นเอกสารลับสุดท้าย มุมกระดาษเขียนไว้เพียงบรรทัดเดียว

“ค่ายพยัคฆ์กำลังเคลื่อนไหวในเขตหนานปิง” ดวงตาคู่คมของเขาวาวโรจน์ขึ้น

ค่ายพยัคฆ์คือหน่วยนักฆ่าที่ลี่ฮวา นักฆ่าสาวที่ถูกส่งมาสังหารเขาสังกัดอยู่ที่นั่น แต่ตอนนี้นางหายตัวไป ไม่แน่ว่าอาจโดนสังหารปิดปากไปแล้ว ทั้งนี้ ค่ายพยัคฆ์ยังเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารหลายคดีในอดีต หวังชิงหรานกำหมัดแน่น เมืองหนานปิง เขาต้องไปเยือนที่นั่นเพื่อค้นหาความจริงให้จงได้!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel