บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ฮูหยินน้อยฟื้นคืนชีพ

ภายในเรือนหอของจวนสกุลหวัง บรรยากาศเงียบงันราวกับถูกกลืนด้วยความเศร้า คนงานหลายคนกำลังช่วยกันยกโลงไม้สีเข้มเข้ามาในห้องท่าทางระมัดระวัง ราวกับกลัวจะรบกวนผู้จากไป

บนเตียง ร่างของซ่งเหมียวนอนแน่นิ่ง ใบหน้าซีดขาว ไร้เลือดฝาด ส่วนหวังชิงหรานยืนอยู่ข้างเตียง สายตานิ่งสงบจนอ่านอารมณ์ไม่ออก

“จัดการให้เรียบร้อย” เขากล่าวเสียงต่ำ “ย้ายร่างฮูหยินน้อยลงโลง”

คนงานรีบก้มศีรษะรับคำ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนร่างของซ่งเหมียวอย่างเบามือ

“พ่อบ้านหลิว” หวังชิงหรานหันไปทางชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“ขอรับ ซื่อจื่อ” พ่อบ้านประจำตระกูลวัยกลางคนรียก้าวเข้ามายืนรอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม

“ส่งข่าวไปยังแคว้นเหอ แจ้งบิดาของนางให้ทราบเรื่องนี้”

พ่อบ้านหลิวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะโค้งตัว

“บ่าวจะจัดการให้ทันทีขอรับ”

ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอก เมิ่งเจียฉีก้าวเข้ามาในห้อง เมื่อสายตามองเห็นร่างของซ่งเหมียวกำลังจะถูกย้ายลงโลง แววตานางก็สว่างวาบขึ้นโดยไม่อาจปิดบังได้ทัน ในที่สุดก็ไปเสียที!

แต่เพียงครู่เดียว นางก็รีบเก็บอารมณ์ เปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าสร้อยตามมารยาท

“ซื่อจื่อ” เมิ่งเจียฉีขานเรียกบุตรชายเสียงอ่อน ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ “เรื่องของหลินเจียอี แม่เห็นว่าควรพูดกันได้แล้ว”

หวังชิงหรานได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วทันที

“ท่านแม่ ตอนนี้ยังไม่เหมาะจะพูดเรื่องนี้ ซ่งเหมียวเพิ่งจากไป ข้าต้องไว้อาลัยให้นางก่อน” เขากล่าวเสียงหนักแน่น

เมิ่งเจียฉีเบิกตากว้าง

“ไว้อาลัย? นางเป็นคนจากแคว้นเหอ มิใช่คนของแคว้นเหลียง จะต้องจริงจังถึงเพียงนั้นไปทำไม” นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “หรือว่าเจ้าเลี่ยงหลินเจียอี เพราะยังมีฟ่านเมิ่งเหยียนอยู่ในใจ?”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที

“ท่านแม่!” หวังชิงหรานกล่าวเสียงเข้ม “อย่าเอาเรื่องอื่นมาปะปน ตอนนี้ข้าไม่อยากพูดถึงใครทั้งนั้น”

ขณะที่สองแม่ลูกกำลังตั้งท่าจะโต้เถียงกัน ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่าโลงไม้ที่ตั้งอยู่กลางห้องเริ่มสั่นเบาๆ

กึก…กัก…

เสียงประหลาดดังขึ้นแผ่วเบา สาวใช้คนหนึ่งชะงัก รีบหันไปมองด้วยสีหน้าซีดเผือด

กึก…กัก…กึก…

เสียงดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

“อะ…อะไรน่ะ…” ยังไม่ทันที่ใครจะตอบ ก็เกิดเสียง ปึง! ดังสนั่น ฝาโลงแตกออกกระจาย ร่างของซ่งเหมียวผุดลุกขึ้นนั่งตรงๆ เส้นผมสยาย เสื้อผ้าขาวซีด ดวงตายังหลับสนิท ราวกับศพที่ฟื้นคืนชีพ

“ผะ…ผี!!!” สาวใช้กรีดร้องลั่น ขณะที่คนงานหลายคนทิ้งของในมือ วิ่งหนีออกไปคนละทิศละทาง

บางคนล้มกลิ้ง บางคนชนเสา บางคนสวดมนต์เสียงสั่นภายในห้องแตกตื่นวุ่นวาย เมิ่งเจียฉียืนตัวแข็งค้าง ใบหน้าของนางขาวซีดราวกระดาษ ขณะที่หวังชิงหรานเองก็ชะงักนิ่ง ดวงตาคมเข้มจ้องร่างบนโลงเขม็ง หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก ซ่งเหมียวหรือเชอเอมยังคงนั่งนิ่ง หลับตาไม่รู้เรื่องรู้ราว ในหัวของนางมีเพียงความคิดเดียวที่ลอยขึ้นมาแผ่วเบา

‘ทำไมที่นี่เสียงดังจังนะ’

หลังความวุ่นวายแตกตื่นผ่านพ้นไปชั่วขณะ ร่างของซ่งเหมียวยังคงนั่งอยู่บนโลง ดวงตาหลับสนิท ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้นทีละน้อย ก่อนที่แพขนตายาวจะสั่นเบาๆ

เชอเอมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมอยู่ในน้ำ ทั้งอึดอัด หนัก และเวียนศีรษะจนรู้สึกมึนงง

‘ข้ายังไม่ตายอีกหรือ’ นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้สีเข้ม และใบหน้าหลายสิบคนที่ซีดเผือดราวกับเห็นผี ทำให้เชอเอมต้องกะพริบตาปริบๆ

“เอ่อ…” เสียงแรกที่เปล่งออกมา แหบพร่าเล็กน้อย “ขอโทษนะคะ ที่นี่คือโรงพยาบาลหรือสำนักยมทูต?” สิ้นเสียงนั้น ทั้งห้องเงียบสนิทราวกับเวลาหยุดเดิน มีเพียงลมพัดผ่านม่านเบาๆ เท่านั้น

เชอเอมขมวดคิ้ว ก่อนจะก้มลงมองตัวเอง เสื้อผ้าขาวบาง บนแขนเสื้อปักลายงดงาม เครื่องประดับผมระยิบระยับ

“ห๊ะ?!” นางอุทานเสียงหลง “นี่มันชุดศพไม่ใช่เหรอ?!”

ความคิดหนึ่งแล่นวาบขึ้นในหัว

‘ข้าโดนจับใส่โลงทั้งเป็น?’ เชอเอมร้องในใจอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะกระโดดพรวด!

“อ๊ายยยยย!” ร่างบางพุ่งออกจากโลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชนเข้ากับอกแข็งแกร่งของใครบางคนเต็มแรง

“อึ่ก!”

หวังชิงหรานเซถอยไปครึ่งก้าว เพราะยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวเชอเอมเงยหน้าขึ้นทันที สบเข้ากับดวงตาคมเข้มของเขา

ในหัวนางมีเพียงคำเดียว ‘ศัตรู!’

โดยไม่ทันคิด เชอเอมดีดตัวออกอีกครั้ง พร้อมพุ่งไปคว้าแจกันใบใหญ่ข้างผนังมาถือไว้แน่น

“อย่าเข้ามานะ!” นางยื่นแจกันไปข้างหน้า มือสั่นเล็กน้อย พร้อมเอ่ยว่า “ข้า…ข้าเคยฟันคนมาแล้วนะ!”

ทุกคนในห้องอึ้งอีกครั้ง ขณะที่เชอเอมกำลังคิดอย่างเอาจริงเอาจังว่าตอนนี้ตนยังเป็นลี่ฮวานักฆ่าสาว ที่ถูกลอบฆ่าเมื่อครู่นี้ ฉะนั้นแล้วจึงต้องป้องกันตัวก่อน!

ในจังหวะนั้นเอง กุ้ยเหลียงก็วิ่งพรวดเข้ามาหาด้วยน้ำตาที่เกลื่อนเต็มใบหน้า

“ฮูหยินน้อย! ฮูหยินน้อยเจ้าคะ! อย่าถือของแบบนั้นเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวมือเจ็บ!”

“ฮูหยินน้อย?” เชอเอมชะงักไปในทันที ก่อนที่นางจะหันไปมองกุ้ยเหลียงช้าๆ “เจ้าเรียกใครนะ”

“ก็ท่านน่ะสิเจ้าคะ ฮูหยินน้อยซ่งเหมียว!” กุ้ยเหลียงตอบพลางสะอื้นทั้งด้วยความดีใจและตกใจ

‘ซ่งเหมียว?’ หัวเชอเอมเหมือนถูกฟาดด้วยสายฟ้า

“เดี๋ยวก่อนนะ ข้าชื่อลี่…” นางพูดเสียงแผ่ว แต่แล้วคำพูดนั้นก็หยุดลงกลางคัน เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกระจกบานหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

ร่างบางค่อยๆ เดินเข้าไป วางแจกันลงอย่างระแวดระวังก่อนจะก้มมองเงาสะท้อนในกระจก หญิงสาวในกระจกมีผิวขาวเนียน ดวงตากลมโตริมฝีปากอิ่มเอิบ ใบหน้าสง่างามราวภาพวาด ที่สำคัญคืองดงามกว่าลี่ฮวาหลายเท่า!

เมื่อเชอเอมยื่นมือแตะหน้าตัวเอง ในกระจกมือก็ขยับตาม

“…” สามวินาทีผ่านไป ห้าวินาทีผ่านไป สิบวินาทีผ่านไป แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“กรี๊ดดดดด!!!” เสียงร้องแหลมทะลุเรือน “ข้าสวยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?!”

เชอเอมยืนมองหน้าตัวเองในกระจก หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุอก ในสมองมีประโยคเดียววนซ้ำไปมา ข้าเปลี่ยนร่างอีกแล้วหรือ?!

หลังเสียงกรีดร้องของเชอเอมสงบลง บรรยากาศกลับเงียบงันอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของแต่ละคน

หวังชิงหรานเป็นผู้ตั้งสติได้ก่อน ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าอย่างนิ่งๆ เย็นราวสระน้ำในฤดูหนาว

“ซ่งเหมียว” เสียงเรียกนั้นราบเรียบ ไร้อารมณ์ แต่กลับทำให้เชอเอมขนลุกซู่

“เจ้าจำได้หรือไม่ ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะหมดสติ” เขาถามอย่างช้าๆ

เชอเอมสะดุ้งเล็กน้อย มาแล้ว…บทสอบสวน!

ในหัวนางเริ่มหมุนติ้ว ‘ใจเย็นๆ เชอเอม อย่าลืมสิว่าซ่งเหมียวเป็นใคร… นางร้ายเบอร์หนึ่ง!

ในนิยาย ซ่งเหมียวคือหญิงเอาแต่ใจ ขี้หึง ปากจัด ชอบปะทะฝีปากกับนางร้ายเบอร์สองอย่างหลินเจียอี ผู้ที่แม่สามีหรือเมิ่งเจียฉีหมายตาอยากได้เป็นสะใภ้ และยังเกาะติดพระเอกไม่ปล่อย หากนางทำตัวผิดคาแรกเตอร์ของซ่งเหมียว มีหวังโดนจับได้แน่!

เชอเอมรีบปรับสีหน้า จากตื่นตระหนกเป็นงอนง้ำในทันที นางจึงเชิดคางเล็กน้อย แสร้งทำเป็นเบะปากอย่างน้อยใจ

“ซื่อจื่อยังจะมาถามข้าอีกหรือ”

เมื่อนางเห็นหวังชิงหรานขมวดคิ้ว เชอเอมก็เริ่มแสดงต่อทันที

“ข้านอนป่วยอยู่ดีๆ เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก ท่านก็ไม่เคยมาดูข้าเลยสักครั้ง พอลืมตาขึ้นมาอีกที ข้าก็เกือบถูกฝังทั้งเป็นแล้ว!” นางชี้ไปที่โลงไม้ที่แตกพัง เสียงนั้นไหวสั่น ครึ่งหนึ่งแกล้ง และอีกครึ่งหนึ่งอินจริง

“ฮูหยินน้อย…” กุ้ยเหลียงได้ยินเช่นนั้นก็น้ำตาคลอ

ขณะที่เมิ่งเจียฉีเม้มริมฝีปาก ส่วนหวังชิงหรานยังคงจ้องนางไม่วางตา

“เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยหรือ” เขาหรี่ตาลงมองนางอย่างจับผิดพร้อมถามต่อ

‘จำได้สิ…จำได้ว่าตาย!’ เชอเอมกลืนน้ำลายร้องตะโกนตอบเขาอยู่ภายในใจ แต่พูดออกไปไม่ได้ นางจึงส่ายหน้าไปมาเบาๆ

“ข้าแค่รู้สึกเหมือนฝันยาวมาก ฝันว่าตัวเองอยู่ในที่มืดๆ มีคนตะโกนเสียงดัง แล้วก็ตื่นขึ้นมาในโลง” พูดจบยังแอบพยักหน้าให้ตัวเองเหมือนบทที่ซ้อมมาอย่างดี ในใจคิดอย่างภาคภูมิเนียนมาก ข้านี่แสดงเก่งจริงๆ

แต่ในสายตาหวังชิงหราน สตรีตรงหน้ากลับดูแปลกไปกว่าซ่งเหมียวคนเดิม เพราะซ่งเหมียวในความทรงจำของเขา นางจะร้องไห้โวยวายกล่าวโทษเขาไม่หยุด และจะไม่พูดเป็นประโยคยาวเรียงลำดับแบบนี้

“…” หวังชิงหรานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งเสียงเด็ดขาด

“พ่อบ้านหลิว”

พ่อบ้านหลิวรีบก้าวเข้ามา มือประสานไว้ตรงหน้ารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม

“ไปตามหมอมาตรวจอาการฮูหยินน้อยเดี๋ยวนี้”

“ขอรับ ซื่อจื่อ” พ่อบ้านหลิวรีบรับคำ แล้วถอยออกไปทันที

เชอเอมแอบถอนหายใจโล่งอก รอดไปหนึ่งด่าน แต่ยังไม่ทันได้ดีใจเต็มที่ หวังชิงหรานก็หันกลับมามองนางอีกครั้ง

“จนกว่าหมอจะมา เจ้าอย่าเพิ่งไปไหน” เขากล่าวเสียงต่ำมองนางด้วยสายตาเยือกเย็น อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นแผนการเรียกร้องความสนใจจากนางตั้งแต่ต้นหรือไม่

“ข้าก็ไม่คิดจะไปอยู่แล้วเจ้าค่ะ” เชอเอมส่งยิ้มให้เขาอย่างยิ้มแห้งๆ แต่ในใจแอบร้อง ‘ข้าไปไหนได้ล่ะ ขาแทบอ่อน’

ขณะเดียวกัน ในหัวของนางก็เริ่มคิดเร็วจี๋ ถ้าอิงตามเส้นเรื่องหลักในนิยาย นางควรจะตายไปแล้ว แล้วต่อไปควรเป็นบทของหลินเจียอีผู้รับบทเป็นนางร้ายเบอร์สอง แต่ตอนนี้ นางยังอยู่…

เชอเอมมองโลงแตกๆ ตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้หมายความว่าพล็อตของนิยายเริ่มเพี้ยนไปแล้วใช่หรือไม่!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel