บทที่ 1 บทตัวประกอบจบแล้ว
ในโลกวิญญาณของตัวประกอบผู้ที่ได้รับความตายอย่างไม่ยุติธรรม…
‘เชอเอม’ กำลังเดินอยู่ในสถานที่ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าโลกมนุษย์ และก็ไม่ถึงกับเป็นปรโลกอย่างที่เคยอ่านในนิยาย
บรรยากาศรอบกายเงียบงัน มีเพียงหมอกสีเทาจางลอยคลอเลียอยู่รอบตัว พื้นใต้ฝ่าเท้าไม่แข็ง ไม่อ่อน เดินไปเท่าไรก็ไม่รู้สึกเหนื่อย แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือนางตายแล้ว!
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน…” เชอเอมพึมพำกับตัวเอง พลางก้มมองร่างกายที่ยังคงเป็นร่างของ ‘ลี่ฮวา’ นักฆ่าสาวจากหน่วยพยัคฆ์ สตรีที่นางมาอยู่ในร่างนี้ได้เพียงสามวัน และตายไปอย่างสมบทบาทตัวประกอบในวันที่สี่
เมื่อสามวันก่อน เชอเอมยังเป็นเพียงหญิงสาวยุคปัจจุบันที่นอนอ่านนิยายอยู่ดีๆ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที กลับพบว่าตัวเองอยู่ในโลกของนิยายเรื่อง พ่ายรักบุรุษทมิฬ
แถมยังไม่ได้ทะลุมิติมาเป็นนางเอก ไม่ใช่แม้แต่ตัวร้าย แต่เป็นนักฆ่าสาวลี่ฮวา ตัวประกอบที่มีหน้าที่เดียวในชีวิตคือ ไปฆ่าพระเอกแล้วก็ตาย
นางถูกเรียกตัวเข้าพบหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ในคืนเดียวกัน บุรุษผู้นั้นสวมชุดสีดำสนิท นั่งอยู่หลังฉากกั้นไม้สีแดง ตลอดเวลาที่เชอเอมยืนรับคำสั่ง นางเห็นเพียงเงาร่างเลือนราง ไม่มีผู้ใดเคยเห็นหน้าเขา และหากใครเห็น…ก็มักจะไม่มีโอกาสเล่าให้ผู้อื่นฟัง
คำสั่งนั้นเรียบง่าย
“ไปสังหารหวังชิงหราน”
ชื่อที่ทำให้เชอเอมแทบอยากยกมือขอเปลี่ยนภารกิจ ‘หวังชิงหราน’ พระเอกของเรื่อง และยังเป็นตัวร้ายในคราบสุภาพบุรุษ ผู้ที่ตอนจบจะเหยียบยืนอยู่เหนือซากศพศัตรูทั้งแผ่นดิน แต่เชอเอมไม่มีทางเลือก เพราะในโลกนี้ นักฆ่าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
แม้การมาอยู่ในร่างลี่ฮวาจะทำให้นางได้รับทักษะการต่อสู้ของเจ้าของร่างเดิมติดตัวมาด้วย แต่ปัญหาคือ… ร่างกายรู้ แต่จิตใจยังตามไม่ทัน
ในคืนที่ลงมือ เชอเอมใช้วิชาตัวเบา พยายามลอบเข้าไปใกล้เป้าหมายอย่างเงียบเชียบ ทุกอย่างดูราบรื่นเกินคาด จนกระทั่ง
ปึก!
ร่างของนางหล่นลงมากลางทาง ยังไม่ทันถึงตัวหวังชิงหรานด้วยซ้ำ
“……” เชอเอมอยากจะหลับตาตายตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด แต่น่าเสียดาย เพราะนางจะต้องตายทีหลัง
ทันใดนั้นเองมีเสียงกระบี่ดังแหวกอากาศ องครักษ์มากฝีมือของหวังชิงหราน ‘เป่ยหู’ ปรากฏตัวขึ้นทันที
การต่อสู้ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว เชอเอมพยายามงัดทุกกระบวนท่าเท่าที่สมองนึกออก แต่ร่างกายกลับตอบสนองช้ากว่าที่คิด ขณะที่ฝีมือของเป่ยหูเฉียบคม หนักแน่น และไม่เปิดช่องว่างแม้แต่น้อย สุดท้าย กระบี่ของเขาก็ฟันเข้าที่ไหล่ซ้ายของนางอย่างจัง
ความเจ็บแล่นวาบจนแทบทรุด เชอเอมกัดฟันแน่น ก่อนตัดสินใจถอยหนี
นางหนีไปได้ มุ่งหน้ากลับไปยังค่ายพยัคฆ์ หวังเพียงรักษาตัว และคิดแผนเอาตัวรอดในวันหน้า แต่ใครจะรู้ว่า การกลับไปครั้งนั้น คือการเดินเข้าสู่จุดจบที่แท้จริง เมื่อมีคำสั่งใหม่ถูกส่งลงมา สั้น กระชับ และเย็นชา
“สังหารลี่ฮวาเพื่อปิดปากเสีย!”
และแล้ว เชอเอมก็ได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งของโลกนิยายจีนโบราณว่า ‘นักฆ่า ไม่มีวันเกษียณ’
ภาพความทรงจำเลือนหาย กลับมาอีกครั้ง นางก็ยืนอยู่ในโลกวิญญาณเช่นตอนนี้แล้ว
“เจ็บใจนัก!” เชอเอมสบถออกมาอย่างไม่คิดรักษามารยาท “อุตส่าห์ทำงานให้แท้ๆ สุดท้ายกลับโดนสั่งฆ่าปิดปากเสียเอง!”
นางเดินวนไปมาอย่างหัวเสีย ยิ่งคิดยิ่งแค้น และยิ่งอยากกลับไปตบหัวคนสั่งการหลังฉากไม้สีแดงให้รู้แล้วรู้รอด
ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทุกทิศทาง
“หากเจ้ายังไม่ยอมรับชะตา…”
เชอเอมชะงักฝีเท้านิ่งไปในทันที
“ข้าจะให้โอกาสเจ้า มีชีวิตใหม่อีกครั้ง เพื่อแก้แค้นคนที่สังหารเจ้า”
เชอเอมยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้า แสงนั้นสว่างจ้าเสียจนไม่อาจหลบสายตาได้ ก่อนที่นางจะทันได้คิดว่า คราวนี้ขออย่าเป็นตัวประกอบตายง่ายอีกเลย วิญญาณของเชอเอมก็ถูกดูดกลืนเข้าไปในแสงนั้นอย่างไร้ทางเลือก
ยามนี้เป็นเวลายามซวี (19.00 - 20.59 น.)
ภายในจวนสกุลหวัง ตะเกียงหน้าประตูยังไม่ทันได้ถูกจุดจนสว่างดี หวังชิงหรานเพิ่งก้าวเท้าลงจากหลังม้า ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้า เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นก็ดังขึ้นจากด้านข้างเรือน
“ซื่อจื่อ!” ‘กุ้ยเหลียง’ สาวใช้คนสนิทของซ่งเหมียวที่ติดตามมารับใช้นางจากแคว้นเหอก็วิ่งหน้าซีดเข้ามา น้ำตานองหน้า เสื้อผ้าแทบไม่เป็นระเบียบ
“ฮูหยินน้อย…ฮูหยินน้อยอาการทรุดลงมากเจ้าค่ะ” นางพูดไปร้องไห้ไปจนหายใจแทบไม่ทัน “ท่านหมอมาดูเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน บอกว่าคืนนี้อาจไม่รอดแล้ว”
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินหนัก ตกลงกลางอกของหวังชิงหรานอย่างจัง เขานิ่งไป นิ่งจนกุ้ยเหลียงเผลอกลั้นหายใจ ก่อนที่ชายหนุ่มจะหมุนตัว เดินตรงไปยังเรือนหอของตนกับซ่งเหมียว สถานที่ที่เขาไม่เคยคิดจะเหยียบย่างเข้าไปหลังพิธีแต่งงานเสร็จสิ้น
ตั้งแต่ต้นจนจบ การแต่งงานครั้งนั้นเป็นเพียงข้อตกลงระหว่างแคว้นเหลียงกับแคว้นเหอ ไม่ใช่เพราะความรัก ไม่ใช่เพราะความสมัครใจ เขาไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบ และไม่เคยคิดจะรักสตรีผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย
เรือนหอที่ควรเต็มไปด้วยความอบอุ่นกลับเงียบงันและเย็นชา เขาไม่เคยแตะต้องนาง ไม่เคยปฏิบัติกับนางในฐานะภรรยา
ทว่า… ซ่งเหมียวรู้ดีว่าร่างกายของตนไม่แข็งแรง นางจึงพยายามเรียกร้องความสนใจ งอแง ออดอ้อน ใช้อำนาจฮูหยินกดดันคนรอบข้าง เพื่อให้เขาหันมามองนางสักครั้ง แต่หวังชิงหรานไม่เคยมอง
จนกระทั่งวันนี้ วันที่ท่านหมอยืนยันว่า นางอาจไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก เขาจึงไม่อาจเมินเฉยได้อีกต่อไป
ประตูเรือนถูกผลักเปิดออก กลิ่นยาสมุนไพรคละคลุ้งไปทั่วห้อง
บนเตียงปรากฏร่างของซ่งเหมียวนอนนิ่ง ใบหน้างามซีดเซียวราวกับไร้เลือด ลมหายใจแผ่วเบาเสียจนแทบไม่อาจรับรู้
หวังชิงหรานยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“ข้าขอให้เจ้าหลับอย่างสงบสุข” คำพูดนั้นเรียบง่าย ไม่มีความรัก ไม่มีความอาลัย มีเพียงความรับผิดชอบสุดท้ายของสามีในนาม
เขามองลมหายใจของนางที่แผ่วลงเรื่อยๆ ราวกับเปลวเทียนใกล้มอด
ส่วนด้านข้างเตียง กุ้ยเหลียงทรุดตัวลงร้องไห้ไม่หยุดน้ำตาไหลอาบแก้ม ร้องเรียกฮูหยินน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตรงกันข้ามกับสาวใช้คนอื่นในห้อง ที่แม้จะก้มหน้าแสดงความโศกเศร้า แต่รอยยิ้มบางๆ กลับแอบซ่อนอยู่ที่มุมปาก
ไม่มีผู้ใดในจวนชื่นชอบซ่งเหมียวเท่าใดนัก นางเอาแต่ใจชอบใช้อำนาจ และไม่เคยเกรงใจผู้ที่อยู่ต่ำกว่าตน ในสายตาของหลายคน การจากไปของนางอาจเป็นข่าวดีเสียด้วยซ้ำ
หวังชิงหรานรับรู้ทุกอย่าง แต่เลือกจะไม่กล่าวอะไร เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้น มองร่างภรรยาที่ไม่เคยเป็นภรรยาในความหมายแท้จริง โดยไม่รู้เลยว่า ในร่างที่นอนนิ่งอยู่นั้น วิญญาณเดิมได้จากไปแล้ว และสิ่งที่กำลังจะตื่นขึ้นมาแทน จะไม่ใช่ซ่งเหมียวคนเดิมอีกต่อไป
ทางด้านเรือนบูรพา จวนสกุลหวัง
กลิ่นชาหอมอ่อนลอยอวลอยู่ในอากาศ ‘เมิ่งเจียฉี’ ฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลหวัง นั่งเอนกายอย่างสบายใจ ปลายนิ้วเรียวยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ท่าทางสงบนิ่งราวกับเรื่องร้ายใดๆ ในจวนล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนางเลยสักนิด
“ข่าวนี้เชื่อถือได้หรือไม่” นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ หลังได้ยินคำรายงานก่อนหน้า ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ อย่างไม่ปิดบังถึงความดีใจ
ข่าวสำคัญที่ว่าซ่งเหมียว ฮูหยินน้อย อาจไม่รอดคืนนี้ ยังไม่ทันที่ถ้วยชาจะถูกวางลง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังเข้ามาใกล้
‘จงลี่’ สาวใช้อาวุโสคนสนิท เดินเข้ามาอย่างสำรวม ก่อนจะค้อมตัวลงเล็กน้อย
“ฮูหยินใหญ่” นางกล่าวเสียงต่ำ “ซื่อจื่อให้มาแจ้งข่าวเจ้าค่ะ ยามนี้ ฮูหยินน้อยซ่งเหมียวได้จากไปแล้ว”
ถ้วยชาในมือเมิ่งเจียฉีหยุดค้างอยู่กลางอากาศ เพียงครู่เดียว ดวงตาของนางก็วาวขึ้นทันที รอยยิ้มที่ซ่อนอยู่เนิ่นนาน ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
“จากไปแล้วหรือ” น้ำเสียงนั้นฟังดูแผ่วเบา แต่ความพึงพอใจกลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าแสงตะวันในยามเช้าเสียอีก
“ดี! ดีจริงๆ” เมิ่งเจียฉีไม่เคยชอบสะใภ้ผู้นี้ ไม่เคยยอมรับตั้งแต่วันแรกที่ซ่งเหมียวย่างเท้าเข้าจวน ในสายตานาง ซ่งเหมียวเป็นเพียงบุตรสาวของแม่ทัพจากแคว้นเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ตระกูล ไร้คุณสมบัติจะเป็นสะใภ้เอกของจวนสกุลหวัง
การแต่งงานครั้งนั้นเป็นเพียงการจำยอมตามการเมือง ไม่ใช่สิ่งที่เมิ่งเจียฉีเคยเต็มใจ เพราะนางต้องการให้หวังชิงหราน บุตรชายเพียงคนเดียวได้แต่งงานกับ ‘หลินเจียอี’ บุตรสาวตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ คู่ควรทั้งชาติกำเนิด ฐานะ และอำนาจ ส่วนสะใภ้อย่างซ่งเหมียวยิ่งอยู่ ยิ่งเป็นเสี้ยนหนาม
เมิ่งเจียฉีวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบาก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ข้าจะไปดูด้วยตาตนเอง” นางกล่าวเสียงเรียบ แต่แววตากลับฉายประกายชัดเจน “ว่าสตรีผู้นั้นจากไปแล้วจริงหรือไม่”
จงลี่รีบก้มศีรษะรับคำ ก่อนจะก้าวตามไปอย่างเงียบเชียบ ร่างของเมิ่งเจียฉีเคลื่อนออกจากเรือนบูรพา มุ่งตรงไปยังเรือนหอของหวังชิงหรานกับซ่งเหมียว
ในใจของนาง ไม่ใช่ความอาลัย ไม่ใช่ความเศร้า หากแต่เป็นความคาดหวัง และความพึงพอใจที่กำลังจะได้รับการยืนยันโดยที่นางไม่รู้เลยว่า สิ่งที่รออยู่ในเรือนหอนั้น อาจไม่ใช่ร่างไร้วิญญาณอย่างที่คิด
