ตอนที่ 3 ผู้ที่รีบร้อนย่อมทิ้งรอยเท้า
ภายในห้องนอนของชุนหลันมีเพียงแสงสลัวจากภายนอกส่องลอดช่องหน้าต่างที่ถูกงัดเปิดออก ชายในชุดสีเข้มคลุมหน้ามิดชิดก้าวตรงไปยังตู้ไม้ข้างหัวเตียง มือที่สวมถุงมือผ้าสีดำรื้อค้นกองเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้ากล่องไม้ขนาดฝ่ามือขึ้นมาเปิดดู
เมื่อเห็นห่อกระดาษน้ำมันและได้กลิ่นฉุนของสมุนไพรโชยออกมา คนผู้นั้นก็รีบยัดกล่องไม้ใส่สาบเสื้อ แล้วปีนกลับออกทางหน้าต่างอย่างคุ้นชินเส้นทาง
ห่างออกไปไม่ไกล ใต้ชายคาเรือนนอนหลักที่มืดสนิท เสิ่นเยว่หนิงยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านช่องหน้าต่างที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อย ข้างกายนางมีชุนหลันและบ่าวชายร่างกำยำอีกสองคนซึ่งเป็นคนเก่าแก่จากตระกูลซูยืนซุ่มอยู่
“คุณหนูเจ้าคะ มันเอาไปแล้ว ให้คนของเราบุกเข้าไปตะครุบตัวเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” ชุนหลันกระซิบถามเสียงเครียด มือกำท่อนไม้ในมือแน่น
“ยังไม่ต้อง” เยว่หนิงตอบเสียงเบา สายตายังคงจับจ้องเงาดำที่กำลังลัดเลาะไปตามแนวรั้วไผ่ “ของในกล่องนั้นเป็นเพียงกากยาบำรุงทั่วไปที่ข้าให้เจ้าแอบหยิบมาจากก้นหม้อต้มของบ่าวไพร่ ส่วนกากยาที่มีรากหญ้าหนาวของจริง ข้าเก็บซ่อนไว้ในหีบเหล็กใต้ฐานเตียงของข้าแล้ว”
ชุนหลันคลายมือที่กำท่อนไม้ลงเล็กน้อย “แล้วเราจะปล่อยให้มันหนีไปเฉยๆ หรือเจ้าคะ”
“คนที่เข้ามาขโมยของในเรือนหลังได้อย่างคล่องแคล่วเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นคนในจวน” เยว่หนิงหันไปพยักหน้าให้บ่าวชายทั้งสองคน “พวกเจ้าสะกดรอยตามไปห่างๆ ดูให้แน่ชัดว่าเขานำของสิ่งนั้นไปส่งให้ผู้ใด จำไว้ว่าห้ามลงมือและห้ามทำให้เขารู้ตัวเป็นอันขาด ส่วนชุนหลัน หยิบเสื้อคลุมสีเข้มมาให้ข้า ข้าจะตามไปดูด้วย”
เยว่หนิงสวมเสื้อคลุมทับแล้วก้าวตามบ่าวชายไปตามทางเดินหินกรวดที่ขนานไปกับแนวกำแพงเรือนชั้นใน ยามดึกเช่นนี้บ่าวไพร่ส่วนใหญ่เข้านอนกันหมดแล้ว มีเพียงเวรยามที่เดินตรวจตราอยู่แถวประตูหน้าจวน เงาดำสายนั้นไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเรือนพักของอารองเสิ่นฉางไห่โดยตรง แต่กลับเลี้ยวอ้อมสวนหินไปทางเรือนพักคนงานเก่าแก่ทางทิศตะวันตก
เมื่อมาถึงหน้าเรือนหลังเล็กที่มีต้นหลิวปลูกบังอยู่ด้านหน้า ชายชุดดำก็หยุดฝีเท้าลง เขาหันมองซ้ายขวาครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินอ้อมไปเคาะประตูไม้ด้านหลังสามครั้งติดกัน
ไม่นานนัก บานประตูก็แง้มออก แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กส่องให้เห็นใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัยของชายผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาด้านนอก
ชุนหลันที่แอบมองอยู่หลังพุ่มไม้เบิกตากว้าง ยกมือขึ้นปิดปากตนเองไว้ทันควัน
คนผู้นั้นคือพ่อบ้านฉิน พ่อบ้านเก่าแก่ที่ดูแลความเรียบร้อยในจวนติ้งอันโหวมาเกือบยี่สิบปี
ชายชุดดำล้วงกล่องไม้จากสาบเสื้อส่งให้ พ่อบ้านฉินรับมาเปิดดูครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า ก่อนจะหยิบถุงเงินใบเล็กยื่นตอบแทนให้ ชายชุดดำรับถุงเงินแล้วรีบหลบหายไปทางกำแพงหลังเรือนซึ่งเชื่อมต่อกับตรอกเล็กสำหรับขนของเข้าห้องครัว ส่วนพ่อบ้านฉินก็ถือกล่องไม้กลับเข้าห้องและลงกลอนประตูทันที
“เป็นพ่อบ้านฉินจริงๆ ด้วย” ชุนหลันกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเมื่อถอยกลับมายังทางเดินมืด “เมื่อสามปีก่อนภรรยาของเขาป่วยหนัก ฮูหยินใหญ่เป็นคนออกเงินค่ารักษาให้จนรอดชีวิต เหตุใดเขาจึงเนรคุณหันมาทำร้ายฮูหยินใหญ่ได้ลงคอ”
เยว่หนิงมองบานประตูที่ปิดสนิทด้วยสายตานิ่งลึก ในชาติก่อนนางมัวแต่หลงเชื่อคำพูดของคนเรือนรอง จึงไม่เคยรู้เลยว่าพ่อบ้านฉินมีส่วนรู้เห็นกับการตายของมารดามากน้อยเพียงใด การที่เขารีบส่งคนมาขโมยกากยาไปทำลายหลักฐานตั้งแต่คืนแรก ย่อมหมายความว่าเขาเป็นคนจัดการเรื่องยาบำรุงในห้องครัวด้วยตนเอง
“ลำพังพ่อบ้านคนเดียว ไม่มีเหตุผลต้องอยากได้ชีวิตของท่านแม่” เยว่หนิงเอ่ยขึ้นขณะหมุนตัวเดินกลับเรือน “ข้างหลังเขาย่อมต้องมีคนคอยบงการอยู่ และคนผู้นั้นต้องมีอำนาจในจวนมากพอที่จะสั่งการพ่อบ้านใหญ่ได้ หากเราโวยวายจับตัวเขาในคืนนี้ เขาก็คงรับผิดแทนเจ้านายแต่เพียงผู้เดียว สู้ปล่อยให้เขาคิดว่าทำลายหลักฐานสำเร็จไปแล้วจะดีกว่า ยามที่คนเราคิดว่าตนเองปลอดภัย มักจะเผยพิรุธออกมาอีกเสมอ”
นางสั่งให้บ่าวชายจากตระกูลซูคอยผลัดเปลี่ยนเวรกันจับตาดูความเคลื่อนไหวรอบเรือนพ่อบ้านฉินอย่างเงียบเชียบ ว่าในแต่ละวันเขาแอบไปพบผู้ใดหรือส่งคนออกไปนอกจวนบ้าง จากนั้นจึงกลับไปพักผ่อนก่อนที่ฟ้าจะสาง
เช้าวันรุ่งขึ้น เยว่หนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อนำยาบำรุงที่หมอสวี่จัดให้ไปเปลี่ยนกับถ้วยยาของห้องครัวตามแผน เมื่อก้าวเข้าไปในห้องพักของซูหว่านอี๋ นางเห็นมารดานั่งรออยู่บนตั่งไม้ริมหน้าต่างแล้ว วันนี้มารดาไม่ได้เปิดสมุดบัญชีเหมือนเช่นทุกวัน แต่กำลังนั่งมองถ้วยน้ำชาในมืออย่างใช้ความคิด
เยว่หนิงยกถ้วยยาที่สับเปลี่ยนน้ำยาเรียบร้อยแล้วเข้าไปวางตรงหน้า “ท่านแม่ ดื่มยาบำรุงตอนที่ยังอุ่นเถิดเจ้าค่ะ”
ซูหว่านอี๋มองบุตรสาวครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมดแล้วรับผ้าเช็ดหน้ามาซับมุมปาก นางหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ประจำเรือนสองคนที่ยืนอยู่มุมห้องออกไปรอข้างนอก จนกระทั่งในห้องเหลือเพียงนางกับเยว่หนิงตามลำพัง
“ชุนหลันอยู่หน้าประตูใช่หรือไม่” ซูหว่านอี๋เอ่ยถาม
“เจ้าค่ะ ท่านแม่มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ”
“ให้ชุนหลันคอยดูต้นทางไว้ อย่าให้ผู้ใดเข้ามาใกล้” ซูหว่านอี๋วางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะเสียงดังกริ๊ก ดวงตาคมกริบของบุตรสาวตระกูลพ่อค้าใหญ่จ้องมองใบหน้าของเยว่หนิงตรงๆ “เยว่เอ๋อร์ บอกแม่มาตามตรงว่าสองวันนี้เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่”
เยว่หนิงชะงักมือที่กำลังรินน้ำชา
“เมื่อวานเจ้าจงใจปล่อยถ้วยยาหลุดมือ แม่เลี้ยงเจ้ามาตั้งแต่เล็ก เหตุใดจะดูไม่ออกว่าเจ้าแกล้งทำ” ซูหว่านอี๋พูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่จริงจัง “ตกบ่ายรถม้าส่งผ้าของตระกูลซูมาจอดที่ประตูหลังนานผิดปกติ พอตกดึกเวรยามก็รายงานว่าเห็นคนเดินป้วนเปี้ยนแถวเรือนของเจ้า และเมื่อครู่ ยาที่เจ้าให้แม่ดื่ม แม้กลิ่นชะเอมเทศจะเหมือนเดิม แต่รสชาติตอนกลืนลงคอกลับไม่มีความฝาดเฝื่อนที่ปลายลิ้นเหมือนยาที่ห้องครัวต้มส่งมาตลอดเดือนนี้ เจ้ากำลังปิดบังสิ่งใดอยู่”
เยว่หนิงมองใบหน้าซีดเซียวของมารดา นางรู้ดีว่ามารดาเป็นคนฉลาดและละเอียดรอบคอบมาแต่ไหนแต่ไร การจะใช้คำโกหกตื้นๆ มาหลอกย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่นางก็ไม่อาจเล่าเรื่องที่ตนเองถูกเผาทั้งเป็นในศาลบรรพชนแล้วตื่นขึ้นมาอีกครั้งให้มารดาฟังได้
เยว่หนิงทรุดตัวลงคุกเข่าข้างตั่งนอน วางมือทั้งสองข้างลงบนตักของมารดา
“ท่านแม่ ลูกไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังท่าน” เยว่หนิงเงยหน้าขึ้นมองมารดา แววตาสั่นไหวเมื่อนึกถึงภาพความตายของคนในครอบครัว “เมื่อสองคืนก่อน ลูกฝันร้าย เป็นความฝันที่ชัดเจนจนลูกแยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องจริงหรือความฝัน ในฝันนั้นท่านแม่ล้มป่วยหนักจนสิ้นใจไปต่อหน้าลูก จิ้งอันออกไปล่าสัตว์แล้วตกม้าจนขาพิการทั้งสองข้าง ส่วนท่านพ่อถูกทหารหลวงใส่ตรวนประหารชีวิตที่หน้าประตูเมืองในข้อหากบฏ และคนที่ยืนยิ้มรับทรัพย์สินทั้งหมดของเรือนหลักก็คือคนในตระกูลเสิ่นของเราเอง”
ซูหว่านอี๋ขมวดคิ้วแน่น มือที่วางอยู่บนตักกระตุกเล็กน้อย “เยว่เอ๋อร์ เหตุใดจึงพูดจาเป็นลางร้ายเช่นนี้”
“ลูกเองก็อยากให้มันเป็นเพียงความฝันเจ้าค่ะ” เยว่หนิงกุมมือมารดาแน่นขึ้น “แต่พอตื่นขึ้นมาเห็นท่านแม่ร่างกายซูบผอมลงทุกวัน ทั้งที่ดื่มยาบำรุงชั้นดีไม่เคยขาด ลูกจึงเกิดความกลัวขึ้นมา เมื่อวานลูกจึงแอบนำกากยาที่หกบนพื้นไปให้ท่านหมอสวี่ตรวจดู และพบว่าในยาบำรุงของท่านแม่มีคนแอบใส่สมุนไพรทำลายชีพจรหัวใจลงไปจริงๆ ตกดึกยังมีคนลอบเข้ามาขโมยกากยาที่ลูกเก็บไว้ไปทำลายหลักฐานด้วย”
ภายในห้องเงียบกริบ ซูหว่านอี๋จ้องมองบุตรสาวนิ่งนาน บุตรสาวที่เคยเอาแต่พูดเรื่ององค์ชายสามและไม่เคยสนใจเรื่องราวในเรือนหลัง จู่ๆ กลับวางแผนซ้อนกลคนร้ายและเปลี่ยนเทียบยาได้อย่างรัดกุม เพียงเพราะความฝันตื่นเดียว ย่อมเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อถือได้อย่างสนิทใจ
แต่เรื่องที่ร่างกายของนางอ่อนแอลงเรื่อยๆ เป็นความจริง และเรื่องที่หลิ่วซูเยว่เทียวมาถามไถ่เรื่องบัญชีสินเดิมบ่อยครั้งในช่วงหลังก็เป็นความจริงเช่นกัน
ซูหว่านอี๋ถอนหายใจยาว นางยกมือขึ้นลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ “แม่ไม่รู้หรอกว่าเจ้าไปรู้อะไรมาอีกบ้างนอกเหนือจากความฝันนั้น แต่ในเมื่อเจ้าทำทั้งหมดนี้เพื่อปกป้องแม่และคนในครอบครัว แม่ก็จะไม่คาดคั้นเจ้าอีก”
มารดาเอื้อมมือไปเปิดช่องลับใต้หัวเตียง หยิบพวงกุญแจทองเหลืองที่สลักลายเมฆาออกมาวางลงบนฝ่ามือของเยว่หนิง
“ในเมื่อเวลานี้มีคนอยากเห็นแม่ล้มป่วย แม่ก็จะแสร้งป่วยหนักอยู่ในเรือนเพื่อให้พวกมันตายใจ” ซูหว่านอี๋กำมือบุตรสาวที่ถือพวงกุญแจไว้ “นี่คือกุญแจคลังสินเดิมของแม่ ระหว่างที่แม่เก็บตัว ให้เจ้าเป็นคนดูแลคลังสินเดิมและบัญชีทั้งหมดชั่วคราว เจ้าจงเข้าไปตรวจดูของในคลังเสียตั้งแต่วันนี้ หากมีสิ่งใดผิดปกติจะได้เตรียมรับมือทัน”
“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่วางใจเถิด”
บ่ายวันนั้น เยว่หนิงพาชุนหลันเดินไปยังอาคารก่ออิฐหลังเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหลังสวนไผ่ของเรือนหลัก นางใช้กุญแจทองเหลืองไขแม่กุญแจเหล็กขนาดใหญ่ที่คล้องประตูอยู่ แล้วผลักบานประตูไม้เนื้อแข็งเข้าไปด้านใน
กลิ่นไม้การบูรและกลิ่นกระดาษเก่าลอยปะทะใบหน้า ภายในคลังเรียงรายไปด้วยหีบไม้ลงรักนับสิบใบที่บรรจุผ้าไหม เครื่องประดับ และสมุดบัญชีร้านค้าของตระกูลซู เยว่หนิงไม่เสียเวลามองหีบเหล่านั้น นางก้าวตรงไปยังชั้นวางไม้จันทน์ด้านในสุด ซึ่งเป็นที่เก็บหีบไม้ดำฝังมุกใบเล็กที่ล็อกด้วยกุญแจซ้อนอีกชั้นหนึ่ง
หีบใบนี้คือที่เก็บสมุดบัญชีหลักและตราหอการค้าตระกูลซู สิ่งของสำคัญที่หลิ่วซูเยว่และองค์ชายสามต้องการครอบครองมากที่สุด เพราะผู้ใดถือตราประทับชิ้นนี้ ย่อมสามารถเบิกถอนเงินและสั่งเคลื่อนย้ายสินค้าจากร้านค้าทุกสาขาของตระกูลซูได้ทันที
เยว่หนิงเสียบกุญแจดอกเล็กลงในรูกุญแจ หมุนเปิดสลักออก แล้วยกฝาหีบขึ้น
สมุดบัญชีปกไหมสีน้ำเงินสามเล่มยังคงวางซ้อนกันอยู่ด้านข้างอย่างเป็นระเบียบ แต่บนเบาะผ้าต่วนสีแดงตรงกลางหีบ ซึ่งควรมีตราประทับหยกดำแกะสลักลายกิเลนวางอยู่ กลับว่างเปล่า เหลือเพียงรอยบุ๋มรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
ตราหอการค้าที่ควรอยู่ในหีบสินเดิม ได้หายไปแล้ว