ตอนที่ 2 ยาถ้วยเดิม
สาวใช้จากเรือนอารองยังคงยืนก้มหน้ารอคำตอบ ปลายเท้าทั้งสองข้างขยับชิดกันอย่างสำรวม แต่เยว่หนิงสังเกตเห็นว่าหางตาของอีกฝ่ายชำเลืองมองมาทางโต๊ะเครื่องแป้งเป็นระยะ
“ฮูหยินรองมีน้ำใจต่อท่านแม่ของข้าเสมอ” เยว่หนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พลางยกมือขึ้นแตะปิ่นทองบนมวยผม “เพียงแต่เรื่องต้มยาบำรุงเป็นหน้าที่ของห้องครัวเรือนหลัก เหตุใดวันนี้คนของเรือนอารองจึงต้องเดินมาแจ้งถึงที่นี่”
“เรียนคุณหนูใหญ่ เมื่อวานฮูหยินรองเห็นว่าฮูหยินใหญ่อ่อนเพลียจากการตรวจบัญชี จึงกำชับพ่อบ้านฉินให้คัดสมุนไพรชุดใหม่และให้คนครัวคอยเฝ้าเตาไฟตั้งแต่เช้ามืดเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างคล่องปาก “ฮูหยินรองทราบว่าทุกเช้าคุณหนูใหญ่ต้องไปคารวะฮูหยินใหญ่ด้วยตนเอง จึงให้บ่าวมาเรียนแจ้ง เผื่อคุณหนูจะไปทันยกถ้วยยาปรนนิบัติฮูหยินใหญ่พอดี”
เยว่หนิงพยักหน้ารับเบาๆ “เข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปเรียนฮูหยินรองเถิดว่าข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
รอจนฝีเท้าของสาวใช้ผู้นั้นห่างออกไปพ้นประตูเรือน รอยยิ้มบนใบหน้าของเยว่หนิงจึงจางหายไป นางลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมไหล่แล้วก้าวออกจากห้องทันที ชุนหลันเห็นดังนั้นจึงรีบสาวเท้าตามไปติดๆ
เรือนพักของซูหว่านอี๋ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจวน รายล้อมด้วยแนวไผ่ที่ปลูกไว้บังลม ทันทีที่เยว่หนิงก้าวพ้นฉากกั้นไม้แกะสลักเข้าไปด้านใน กลิ่นฉุนอมหวานของสมุนไพรต้มร้อนก็ลอยมาแตะจมูก
กลิ่นนี้เองที่อบอวลอยู่ในเรือนของมารดาตลอดหลายเดือนในชาติก่อน จนกระทั่งวันที่มารดาแน่นหน้าอกและสิ้นใจไปบนตั่งนอนตัวเดิม
ซูหว่านอี๋ในวัยสี่สิบเอ็ดปีนั่งเอนกายพิงหมอนอิงอยู่ริมหน้าต่าง บนโต๊ะเตี้ยตรงหน้ามีสมุดบัญชีปกสีครามวางซ้อนกันอยู่สามเล่ม ใบหน้าของมารดาดูซีดเซียวกว่าที่เยว่หนิงจำได้ ริมฝีปากแห้งผาก และมือข้างที่ถือพู่กันก็ยกขึ้นแตะกลางอกเป็นครั้งคราว
บนโต๊ะข้างตั่งมีถ้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำตาลเข้มวางอยู่ ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาจากน้ำยาสีดำข้น
“เยว่เอ๋อร์มาแล้วหรือ” ซูหว่านอี๋เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แววตาอ่อนโยนลงเมื่อเห็นบุตรสาว “เหตุใดวันนี้มาเร็วนัก น้ำค้างข้างนอกยังแรงอยู่ รีบมานั่งข้างแม่เถิด”
“ลูกตื่นเช้าจึงรีบมาดูท่านแม่เจ้าค่ะ” เยว่หนิงเดินเข้าไปใกล้ สายตาจับจ้องอยู่ที่ถ้วยยาเมื่อเห็นมารดาวางพู่กันแล้วเอื้อมมือจะหยิบมันขึ้นมา “ยาร้อนเกินไป ให้ลูกช่วยเป่าให้ก่อนนะเจ้าคะ”
เยว่หนิงชิงยกถ้วยกระเบื้องพร้อมจานรองขึ้นมาก่อนที่ปลายนิ้วของมารดาจะแตะถึง ความร้อนจากก้นถ้วยซึมผ่านเนื้อกระเบื้องเข้ามาถึงฝ่ามือ
นางอยากสาดน้ำยาถ้วยนี้ทิ้งลงกระถางต้นไม้ตรงหน้าเสียเดี๋ยวนี้ แต่ในห้องยังมีสาวใช้ชั้นรองอีกสองคนยืนคอยรับใช้อยู่ที่มุมห้อง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในเรือนหลักมีคนของหลิ่วซูเยว่และพ่อบ้านฉินปะปนอยู่กี่คน หากนางโวยวายเรื่องยาพิษโดยยังไม่มีหลักฐานในมือ คนร้ายย่อมรีบทำลายสมุนไพรที่เหลือในห้องครัว แล้วเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นที่ป้องกันได้ยากกว่าเดิม
“ระวังร้อนนะลูก” ซูหว่านอี๋เอ่ยเตือนเมื่อเห็นบุตรสาวถือถ้วยค้างไว้ครู่หนึ่ง
จังหวะที่เยว่หนิงยื่นถ้วยส่งให้มารดา นางจงใจขยับข้อมือให้กำไลหยกวงใหม่กระแทกเข้ากับขอบจานรอง ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยแล้วคลายนิ้วออก
ถ้วยกระเบื้องร่วงหล่นลงกระแทกพื้นไม้เสียงดัง น้ำยาสีดำข้นกระเซ็นเปื้อนชายพรมและไหลนองไปตามร่องกระดาน เศษกระเบื้องแตกกระจายปะปนกับกากสมุนไพรชิ้นเล็กที่นอนก้นถ้วย
“คุณหนูใหญ่” ชุนหลันรีบถลาเข้ามาดึงชายกระโปรงของเยว่หนิงให้ถอยห่างจากน้ำยาร้อน
ซูหว่านอี๋โน้มตัวลงมาคว้ามือบุตรสาวไปพลิกดูทันที “เยว่เอ๋อร์ ลวกมือหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ระวังเช่นนี้”
“ลูกไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่ถ้วยยาร้อนเกินไป นิ้วของลูกจึงลื่น” เยว่หนิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ขณะที่สาวใช้ประจำเรือนหลักรีบหยิบผ้าขี้ริ้วเตรียมจะเข้ามาเช็ดถูพื้น
“ช้าก่อน” เยว่หนิงเอ่ยขัดขึ้น
สาวใช้ชะงักฝีเท้า หันมามองคุณหนูใหญ่ด้วยความแปลกใจ
เยว่หนิงหันไปสั่งชุนหลันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ข้าเป็นคนทำหกเอง ชุนหลัน เจ้าไปจัดการเก็บเศษกระเบื้องและเช็ดคราบยาให้สะอาด อย่าให้เหลือกากยาติดอยู่ตามร่องพื้นเชียว วันก่อนข้าเห็นสุนัขที่เลี้ยงไว้ในสวนหลังเรือนชอบแอบมุดเข้ามา หากมันเลียคราบยาบำรุงฤทธิ์แรงพวกนี้เข้าไปแล้วล้มป่วย ท่านแม่จะต้องไม่สบายใจอีก”
พูดจบ เยว่หนิงก็หันไปบอกสาวใช้ของเรือนหลักอีกคน “ส่วนเจ้า ไปแจ้งห้องครัวว่าข้าทำถ้วยยาหลุดมือแตกหมดแล้ว แต่วันนี้ท่านแม่ปวดศีรษะ ไม่อยากได้กลิ่นยาฉุนอีก ให้รอต้มใหม่อีกทีในวันพรุ่งนี้ก็พอ”
ซูหว่านอี๋มองบุตรสาวแล้วถอนหายใจเบาๆ “เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ ไม่ได้ดื่มยาวันเดียวแม่ไม่เป็นไรหรอก เจ้าเองก็ไปทายาที่มือเสียหน่อยเถิด ผิวแดงหมดแล้ว”
เยว่หนิงอยู่พูดคุยกับมารดาอีกครู่ใหญ่ พลางลอบมองชุนหลันที่ใช้ผ้าขาวผืนหนาซับน้ำยาบนพื้นและกวาดกากสมุนไพรที่ติดก้นถ้วยห่อใส่กระดาษน้ำมันตามสายตาที่นางส่งสัญญาณให้ เมื่อเห็นว่าสาวใช้คนสนิทเก็บห่อกระดาษใส่ถุงผ้าข้างเอวเรียบร้อยแล้ว เยว่หนิงจึงขอตัวกลับเรือนของตนโดยอ้างว่าต้องกลับไปให้ช่างจากร้านจิ่นซิ่ววัดตัวตัดชุด
บ่ายวันเดียวกัน รถม้าขนผ้าไหมจากร้านของตระกูลซูเดินทางมาส่งของที่ประตูข้างจวน เยว่หนิงใช้โอกาสนี้ให้ชุนหลันพาชายชราในชุดคนงานร้านผ้าลอบเข้ามาทางประตูสวนด้านหลัง
ผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องชั้นในคือหมอสวี่ หมอชราซึ่งเคยดูแลหอโอสถของตระกูลซูมาก่อนที่จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเดิม เขานั่งลงข้างโต๊ะไม้ เปิดห่อกระดาษน้ำมันออก แล้วใช้เข็มเงินเขี่ยกากสมุนไพรที่ปะปนอยู่ในเศษถ้วยขึ้นมาดมใกล้จมูก ก่อนจะบี้เศษรากไม้ชิ้นหนึ่งลงบนกระดาษขาว
ภายในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจของชุนหลันที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
ผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป หมอสวี่จึงวางเข็มเงินลง คิ้วสีดอกเลาขมวดเข้าหากัน “คุณหนูใหญ่ ได้กากยาพวกนี้มาจากที่ใดหรือขอรับ”
“เป็นยาบำรุงที่ห้องครัวต้มให้ท่านแม่ดื่มทุกเช้า” เยว่หนิงมองใบหน้าของหมอชรา “ท่านหมอพบสิ่งใดหรือไม่”
“เทียบยานี้มองเผินๆ มีแต่ของบำรุงชั้นดี ทั้งโสมคน อึ้งคี้ และพุทราแดง” หมอสวี่แยกเศษรากไม้สีน้ำตาลอ่อนที่หั่นเป็นชิ้นเล็กมากออกมาวางไว้ด้านข้าง “แต่คนจัดยากลับผสมรากหญ้าหนาวลงไปในสัดส่วนที่แนบเนียนมาก สมุนไพรชนิดนี้ไม่มีพิษร้ายแรงในทันที และกลิ่นของชะเอมเทศในหม้อก็ช่วยกลบกลิ่นเหม็นเขียวของมันไว้จนมิด หากดื่มเพียงสามสี่ถ้วยย่อมไม่เกิดผลใด แต่หากดื่มติดต่อกันทุกวันนานนับเดือน ฤทธิ์เย็นของมันจะค่อยๆ ทำลายชีพจรหัวใจ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย แน่นหน้าอก และหัวใจหยุดเต้นไปเองเหมือนคนป่วยหนักตามธรรมชาติ ต่อให้หมอหลวงมาตรวจชีพจรในภายหลัง ก็ยากจะหาสาเหตุพบ”
ชุนหลันยกมือขึ้นปิดปาก “คนผู้ใดกันที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้ในจวนโหว คุณหนูเจ้าคะ เราต้องรีบนำเรื่องนี้ไปบอกฮูหยินใหญ่ให้สั่งโบยคนครัวเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าคะ”
“ยังบอกท่านแม่ตอนนี้ไม่ได้” เยว่หนิงวางมือลงบนโต๊ะไม้ ร่างกายของมารดาในยามนี้เริ่มได้รับผลจากรากหญ้าหนาวแล้ว หากทำให้มารดาตื่นตระหนกหรือสั่งสอบสวนคนครัวอย่างเอิกเกริก ผู้ที่อยู่เบื้องหลังย่อมรีบหาแพะมารับผิดแทน แล้วซ่อนตัวลึกกว่าเดิม
เยว่หนิงหันไปกล่าวกับหมอสวี่ “ท่านหมอ ข้าขอรบกวนท่านจัดเทียบยาชุดใหม่ที่ช่วยถอนฤทธิ์รากหญ้าหนาวและบำรุงหัวใจของท่านแม่ โดยให้สีและกลิ่นของน้ำยาเหมือนกับยาถ้วยเดิมทุกประการได้หรือไม่”
“เรื่องนั้นไม่ยากขอรับ” หมอสวี่พยักหน้ารับ “ข้าจะใช้ตัวยาที่มีสีเข้มและใส่ชะเอมเทศในปริมาณเท่ากัน เพียงแต่ต้องนำมาต้มแยกต่างหาก ห้ามผ่านมือคนในห้องครัวใหญ่อีก”
“ข้าเข้าใจแล้ว เรื่องในวันนี้ขอให้ท่านหมอเก็บเป็นความลับ อย่าเพิ่งแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาด”
หลังจากส่งหมอสวี่กลับออกไปพร้อมรถม้าขนผ้า เยว่หนิงก็เรียกชุนหลันเข้ามารับคำสั่ง นางให้ปล่อยห้องครัวต้มยาบำรุงส่งมาที่เรือนหลักตามปกติทุกเช้า เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าฮูหยินใหญ่ยังคงดื่มยาถ้วยเดิมอยู่ทุกวัน ส่วนชุนหลันมีหน้าที่นำยาที่หมอสวี่จัดให้ไปแอบต้มบนเตาอั้งโล่เล็กหลังเรือนของเยว่หนิง แล้วหาจังหวะสับเปลี่ยนน้ำยาในถ้วยก่อนจะนำไปให้มารดาดื่ม
“เมื่อเช้าตอนที่เจ้าเช็ดคราบยา มีสาวใช้ในเรือนหลักคอยมองอยู่” เยว่หนิงเอ่ยเสียงต่ำพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง “นำกากยาและผ้าเปื้อนยาชุดนี้ไปใส่กล่องไม้ซ่อนไว้ในห้องของเจ้า แล้วคืนนี้ฟังคำสั่งของข้าให้ดี”
ตกดึกคืนนั้น ลมยามค่ำพัดยอดไผ่เสียดสีกัน ท้องฟ้าเหนือจวนติ้งอันโหวมืดมิดไร้แสงจันทร์ โคมไฟตามระเบียงทางเดินถูกดับลงเกือบหมด เหลือเพียงแสงสลัวจากตะเกียงหน้าประตูเรือน
ท่ามกลางความเงียบ เสียงไม้ถูกงัดดังขึ้นเบาๆ จากทางห้องพักข้างเรือนซึ่งเป็นห้องนอนของชุนหลัน เงาดำสายหนึ่งสวมชุดสีเข้มคลุมหน้ามิดชิดมุดผ่านบานหน้าต่างเข้าไปด้านใน ก่อนจะตรงเข้าค้นรื้อตู้ไม้ข้างหัวเตียงเพื่อขโมยห่อกากยาที่ซ่อนไว้