ตอนที่9ท่านจะยอมช่วยข้าหรือไม่
ตอนที่9 ท่านจะยอมช่วยข้าได้หรือไม่
ภายในห้องรับรองลี่ฮวา
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกำยานลอยอบอวลไปทั่วห้อง ม่านแพรบางพลิวไหวไปตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาผ่านหน้าต่างไม้
หลี่เหวินเทียนนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์ของสุราปนกับฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด มือใหญ่ค่อย ๆ หยิบขวดยาถอนพิษขึ้นจิบลงคอ เมื่อดื่มจนหมดแล้วจึงซ่อนขวดหยกนั้นกลับเข้าอกเสื้ออย่างเงียบงัน
ขณะนั้นเสียงประตูไม้ถูกผลักออก ร่างของหลินชิงอวี้ รีบก้าวเข้ามา ปิดประตูลงในทันที ใบหน้านางแสดงความร้อนรน นางกวาดสายตามองทั่วห้อง ก่อนจะสะดุดเข้ากับบุรุษที่นั่งอยู่บนเตียง ท่าทางนั้นดูผิดแปลกจนเห็นได้ชัด ใบหน้าแดงจัด ลมหายใจหอบขัด ราวกับคนเพิ่งดื่มสุราแรงมา นางรีบเดินตรงเข้าไปหาเขาทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงอ่อนโยน
“องค์รัชทายาทเพคะ…”
หลี่เหวินเทียนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้างามที่คุ้นเคยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร…”
“หม่อมฉันมาช่วยพระองค์เพคะ”
หลินชิงอวี้ตอบกลับทันที ก่อนจะเหลือบมองไปรอบห้อง สายตานางก็ไปหยุดอยู่ที่กระถางกำยานข้างเตียง กลิ่นที่โชยออกมานั้นชัดเจนว่าผิดปกติ นางรีบยกมือขึ้นปิดจมูก แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งปัดกระถางให้ตกลงพื้น
แต่เพียงพริบตาเดียว ร่างของนางก็ถูกกระชากเข้าสู่อ้อมแขนแข็งแรง
หลินชิงอวี้ตกใจ หน้าแดงระเรื่อ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเขาโน้มลงมาใกล้ ใกล้จนสัมผัสลมหายใจของเขาได้ชัด
หลี่เหวินเทียนยิ้มบาง มุมปากแต้มแววเจ้าเล่ห์ ดวงตาวาววับ เขาเพียงอยากแกล้งนางเล่นดูสักครา
“องค์รัชทายาทเพคะ ได้โปรดมีสติหน่อย”
นางเอ่ยเสียงแผ่ว มือเรียวยกขึ้นทุบอกเขา หวังเตือนให้เขาควบคุมตัวเอง
หลี่เหวินเทียนเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตนั้น ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างเจ้าเล่ห์
“เหตุใดเจ้าคิดว่าขาดขาดสติ?”
“เพราะพระองค์กำลังถูกวางยาปลุกกำหนัดเพคะ…หม่อมฉันเคยเตือนพระองค์ไว้แล้วนะเพคะ…ยังทรงจำได้หรือไม่…!”
นางเอ่ยเสียงหนักแน่น
เขายิ้มขำในลำคอ เสียงต่ำลึก
“เช่นนั้น…เจ้าจะช่วยข้าถอนพิษได้หรือไม่”
แววตาของเขาจ้องลึกลงในตานางอย่างไม่ยอมละ ยังไม่ทันที่หลินชิงอวี้จะกล่าวตอบ ริมฝีปากร้อนก็ประทับลงที่ปากนางทันที จูบแนบแน่น ดูดดื่ม ล้ำลึกจนนางเผลออ้าปากรับรสจูบอย่างไม่รู้ตัว
หลี่เหวินเทียนค่อย ๆ ดันร่างนางลงบนเตียงนุ่ม ผืนแพรบางขยับย่นตามแรงกด ร่างสูงโน้มทาบคร่อมสนิท ลมหายของเขาร้อนจัด เสียงพูดแผ่วข้างหู
“เจ้าจะยอมหรือไม่…”
“เช่นนั้น…เจ้าจะช่วยข้าถอนพิษได้หรือไม่”
แววตาของเขาจ้องลึกลงในตานางอย่างไม่ยอมละ ยังไม่ทันที่หลินชิงอวี้จะกล่าวตอบ ริมฝีปากร้อนก็ประทับลงที่ปากนางทันที จูบแนบแน่น ดูดดื่ม ล้ำลึกจนนางเผลออ้าปากรับรสจูบอย่างไม่รู้ตัว
หลี่เหวินเทียนค่อย ๆ ดันร่างนางลงบนเตียงนุ่ม ผืนแพรบางขยับย่นตามแรงกด ร่างสูงโน้มทาบคร่อมสนิท ลมหายของเขาร้อนจัด เสียงพูดแผ่วข้างหู
“เจ้าจะยอมหรือไม่…”
หลินชิงอวี้หน้าแดงซ่าน ดวงตาสั่นไหว รวบรวมความกล้าในใจทั้งหมดเปล่งเสียงเบา
“หม่อมฉัน…หม่อมฉันยอมเพคะ แต่ทรงรับปากช่วยเหลือหม่อมฉันเรื่องหนึ่งได้หรือไม่เพคะ”
หลี่เหวินเทียนชะงักเล็กน้อย ก่อนตรัส
“ว่ามา”
“อีกสามวันในงานล่าสัตว์ องค์ชายรองหลี่จิ่งอวี๋ จะขอพระราชทานสมรสกับหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่อยากแต่งกับเขาเพคะ”
รัชทายาทหลี่เหวินเทียนมิกล่าวคำใด เพียงแค่ยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วโน้มจุมพิตนางอีกคราอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากของเขาไล้ไปยังแก้มนวล ลากผ่านใบหู กระซิบชิดข้างหู
“ได้…ข้ารับปากเจ้า”
สิ้นคำ มือใหญ่ดึงอาภรณ์ส่วนบนของนางออกทันที เผยไหล่ขาวดุจหยกสะท้อนแสงเทียน ริมฝีปากอุ่นร้อนของเขาแนบลงบนต้นคอขาว จูบซับกลิ่นอายของนางอย่างอ่อนโยน
……
สายลมค่ำพัดเอื่อย เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังใกล้เข้ามาตามทางเดินของเรือนรับรองลี่ฮวา ขันทีน้อยผู้หนึ่งก้าวนำสตรีในอาภรณ์งามสง่า ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้าแพรบางสีขาว เดินตรงมายังเรือนรับรองลี่ฮวา
ขันทีที่ยืนเฝ้าประตูอยู่เบื้องหน้า เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาก็คือขันทีน้อยหมิงเจ๋อ ซึ่งนำพระสนมซูเม่ยที่เพิ่งเข้าวังมาใหม่จากการคัดเลือกของไทเฮา ก็รีบเดินหลบไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นตน
ขันทีน้อยหมิงเจ๋อ พาสตรีนางนั้นเดินตรงไปยังประตูห้องเรือนรับรองลี่ฮวา ก่อนจะหยุดยืนและเอ่ยขึ้นอย่างสำรวม
“ไทเฮาทรงมีรับสั่งให้พระสนมซูเม่ยรออยู่ที่นี่ครู่หนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อพูดจบ เขาก็ผลักบานประตูให้เปิดออกช้า ๆ สตรีผู้นั้นก้าวเข้าไปโดยไม่ปริปากพูดสักคำ
ทันทีที่ร่างนางสนมลับเข้าไปภายใน ขันทีน้อยหมิงเจ๋อก็ปิดประตูลงอย่างแน่นหนา ก่อนจะหยิบกุญแจเหล็กมาล็อกประตูไว้อย่างรวดเร็ว แล้วเดินเลี่ยงออกมา
ขันทีน้อยหมิงเจ๋อเดินลัดเลาะผ่านเรือนรับรองไปยังอีกด้านหนึ่ง ที่ซึ่งขันทีประจำกายของฮองเฮายืนรออยู่ในเงามืด
เมื่อมาถึง เขาค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม แล้วชูกุญแจขึ้นส่งให้
“เสร็จสิ้นแล้วขอรับ”
ขันทีประจำกายฮองเฮาเหลือบตามองพลางเปล่งเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“หมิงเจ๋อ เจ้าให้ข้ารอเสียนาน…!”
แม้ปากจะตำหนิ แต่มือก็ยื่นถุงเงินใบหนึ่งออกมาโยนใส่มือขันทีน้อย
“รับไป แล้วจงรีบออกจากวังหลวงเสียแต่บัดนี้ อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก!”
ขันทีน้อยประสานมือคำนับอีกครั้ง แล้วหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนขันทีประจำกายของฮองเฮา ยืนมองแผ่นหลังของเขาด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะหันกายเดินกลับไปยังตำหนักฮองเฮาอย่างเร่งร้อน
ณ ตำหนักฮองเฮา
ภายในตำหนัก กลิ่นดอกเหมยอบอวลอยู่ในอากาศ ฮองเฮานั่งอยู่กรงนกแก้ว ทรงหยิบผลไม้ชิ้นเล็ก ๆ ป้อนให้นกอย่างใจเย็น ดวงตาคู่งามทอดมองอย่างเพลิดเพลิน ขณะเสียงนกเจื้อยแจ้วตอบรับอยู่ไม่ขาด
ประตูตำหนักถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ขันทีประจำกายรีบก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า คุกเข่าประสานมือคำนับ แล้วโน้มตัวเข้ามากระซิบรายงานข้างพระกรรณ
นัยน์ตาของฮองเฮาฉายแววเยือกเย็นปนพึงพอใจ นางยิ้มน้อย ๆ มุมปาก
“ไปเตรียมน้ำแกงให้ข้า ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสียหน่อย”
ฮองเฮาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะวางตะเกียบลงบนถาดหยก หยิบผ้าเช็ดพระหัตถ์อย่างแผ่วเบา แววตาสงบนิ่ง
สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบก้มศีรษะรับคำแล้วถอยหลังไปอย่างนอบน้อม
….
