บทที่ 6: หมาป่าในคราบแกะ และระบบที่พังทลาย
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างฉลุลาย สาดกระทบใบหน้างดงามที่บัดนี้หมองคล้ำลงไปหลายส่วน เซิ่นหลิงซีนั่งท้าวคางอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชุนเถาสางผมให้อย่างเหม่อลอย ใต้ดวงตากลมโตปรากฏรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอนมาทั้งคืน
เมื่อคืนหลังจากหนีรอดกลับมาถึงจวนได้ นางก็เอาแต่นอนพลิกไปพลิกมา ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มร้ายกาจของเซียวเหวินเย่ยังคงตามหลอกหลอน จระเข้ตัวนั้นรู้ความลับของนางหมดเกลี้ยง ซ้ำยังประกาศกร้าวว่าจะรอชมงิ้วฉากต่อไปของนางอย่างใกล้ชิด
แต่ในความโชคร้ายก็ยังพอมีแสงสว่างรำไร เซิ่นหลิงซีค้นพบช่องโหว่ขนาดใหญ่ของโลกนิยายใบนี้เข้าให้แล้ว
ตราบใดที่ตัวแปรหลักอย่างเซียวเหวินเย่ไม่ยอมเล่นตามบท ระบบก็ไม่อาจลงโทษนางได้ อาการปวดหัวจี๊ดที่คอยบังคับให้นางทำเรื่องงี่เง่าจะหายไปทันทีเมื่อพระเอกของเรื่องมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากต้นฉบับ
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้มีเทียบเชิญจากคุณหนูรองตระกูลหลิน เชิญท่านไปร่วมงานจิบชาชมกวีที่หอจุ้ยเยว่เจ้าค่ะ” ชุนเถาวางหวีไม้หอมลงแล้วหยิบซองกระดาษสีชมพูอ่อนขึ้นมาส่งให้
เซิ่นหลิงซีปรายตามองเทียบเชิญนั้นด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย หอจุ้ยเยว่เป็นโรงเตี๊ยมกึ่งหอนางโลมชั้นสูงที่เหล่าบัณฑิตและคุณหนูตระกูลผู้ดีมักจะไปรวมตัวกันเพื่อประชันฝอยลายพู่กันและบทกวี นางเกลียดงานสังคมจอมปลอมพวกนี้เป็นที่สุด ทุกคนล้วนสวมหน้ากากเข้าหากัน ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
“เอาไปทิ้ง ข้าไม่...”
จี๊ด
ความเจ็บปวดแหลมคมพุ่งปรี๊ดขึ้นมาที่ขมับทันทีราวกับมีเข็มเหล็กทิ่มแทง เซิ่นหลิงซียกมือขึ้นกุมหัว นิ่วหน้าด้วยความทรมาน ระบบบัดซบเริ่มทำงานอีกแล้ว
สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในนิยายต้นฉบับ งานจิบชาที่หอจุ้ยเยว่วันนี้คือฉากสำคัญอีกฉากหนึ่ง โลกนิยายกำหนดให้ไป๋อวี้เหลียนต้องไปโชว์ความสามารถด้านบทกวีจนเป็นที่ประจักษ์ และเซียวเหวินเย่จะผ่านมาเห็นความงดงามบริสุทธิ์นั้นพอดี ส่วนตัวร้ายอย่างนางก็มีหน้าที่แค่ตามไปหึงหวง สาดน้ำชาใส่ดอกบัวขาว แล้วก็โดนพระเอกด่าประจานกลางงาน
“ข้าหมายความว่า ข้าจะไม่ไปได้อย่างไรเล่า” นางรีบเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน กัดฟันฝืนยิ้มให้สาวใช้ “รีบไปเตรียมชุดกระโปรงตัวที่ฉูดฉาดที่สุดมา วันนี้ข้าจะต้องงดงามข่มสตรีทุกคนในหอจุ้ยเยว่ให้จงได้”
สิ้นคำ อาการปวดหัวก็หายเป็นปลิดทิ้ง เซิ่นหลิงซีถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางต้องทนเล่นบทสตรีสมองกลวงไปอีกนานแค่ไหนกัน
ยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ณ หอจุ้ยเยว่
บรรยากาศภายในหอจุ้ยเยว่คึกคักไปด้วยเหล่าบุตรหลานขุนนาง กลิ่นชาชั้นดีและกลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอวลไปทั่วบริเวณ เซิ่นหลิงซีในชุดกระโปรงสีแดงเข้มปักลายโบตั๋นก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าหยิ่งยโส สายตาทุกคู่หันมามองนางเป็นตาเดียว บรรยากาศพูดคุยที่เคยครึกครื้นพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ
ไม่มีผู้ใดอยากตอแยกับคุณหนูใหญ่จวนอันผิงโหว โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ในงานชมจันทร์เมื่อคืนที่เล่าลือกันไปทั่วเมืองว่า ชินอ๋องทรงโปรดปรานนางถึงขั้นประทานซาลาเปาให้ด้วยพระองค์เอง ข่าวลือถูกใส่สีตีไข่ไปไกลจนนางแทบกลายเป็นว่าที่พระชายาไปแล้ว
เซิ่นหลิงซีทำเป็นไม่สนใจสายตาหวาดระแวงเหล่านั้น นางเดินนวยนาดไปนั่งที่โต๊ะว่างมุมหนึ่ง กวาดสายตามองหาเป้าหมายหลัก
ไม่ไกลออกไป ไป๋อวี้เหลียนในชุดสีขาวสะอาดยังคงสวมบทบาทสตรีผู้อ่อนแอและบอบบาง นางกำลังนั่งล้อมวงอยู่กับบรรดาคุณชายที่พยายามแต่งบทกวีเอาใจ ใบหน้างดงามนั้นมีรอยหมองคล้ำเล็กน้อย คล้ายคนนอนไม่หลับ แต่กลับยิ่งขับเน้นให้นางดูน่าทนุถนอมมากขึ้นไปอีก
เซิ่นหลิงซีเบ้ปากในใจ มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนคงต้องชิดซ้ายให้สตรีผู้นี้
กึก
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะดังขึ้นจากบันไดทางขึ้นชั้นสอง บรรยากาศในหอจุ้ยเยว่ที่เคยอบอุ่นพลันเย็นเยียบลงหลายส่วน กลิ่นอายกดดันมหาศาลแผ่ซ่านเข้ามาก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏกาย
เซียวเหวินเย่ในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาในงาน ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบตึงและเย็นชา นัยน์ตากวาดมองไปรอบบริเวณเพียงปราดเดียว ทุกสรรพเสียงก็เงียบสงัดราวกับป่าช้า ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
มาแล้ว... ตัวแปรสำคัญของเรื่อง
อาการปวดหัวของเซิ่นหลิงซีกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง เป็นการส่งสัญญาณให้นางเริ่มออกโรง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปทางไป๋อวี้เหลียน ในขณะเดียวกัน ชินอ๋องก็กำลังก้าวเดินมาทางนี้เช่นกัน เส้นทางของทั้งสามกำลังจะบรรจบกันตรงกลางห้องโถง
ตามสคริปต์ ไป๋อวี้เหลียนจะต้องทำทีเป็นก้าวเดินสะดุดชายกระโปรงตนเอง แล้วถลาเข้าไปซบอกแกร่งของชินอ๋อง จากนั้นเซิ่นหลิงซีก็จะต้องกรีดร้องแล้วปัดถ้วยชาบนโต๊ะใส่ดอกบัวขาว
เมื่อเห็นเซียวเหวินเย่เดินเข้ามาใกล้ ไป๋อวี้เหลียนก็ไม่รอช้า นางช้อนตามองเขาด้วยแววตาฉ่ำน้ำ ก่อนจะแสร้งทำเป็นก้าวพลาด ร่างบอบบางเอนล้มไปเบื้องหน้า ตำแหน่งที่นางจะร่วงหล่นลงไปคืออ้อมแขนของบุรุษสูงศักดิ์พอดี
เซิ่นหลิงซีกำลังจะอ้าปากกรีดร้องตามบท แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้นางต้องกลืนเสียงทั้งหมดลงคอ
แทนที่เซียวเหวินเย่จะอ้าแขนรับสาวงามที่กำลังล้มพับ เขากลับเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างด้วยท่วงท่าสง่างามและว่องไวราวกับสายลม
ตุบ!!
ร่างของไป๋อวี้เหลียนล้มกระแทกพื้นกระดานอย่างแรง เสียงเนื้อกระทบไม้ดังฟังชัดจนคนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต้องสูดปากด้วยความเจ็บแทน สตรีชุดขาวนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น เครื่องประดับบนศีรษะหลุดลุ่ยหมดสภาพความงาม
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ไม่มีใครกล้าขยับตัวเข้าไปช่วย เพราะสายตาเย็นเยียบของชินอ๋องที่ปรายมองร่างบนพื้นนั้นน่ากลัวเกินไป
“เดินให้มันระวังหน่อยคุณหนูไป๋ พื้นไม้หอจุ้ยเยว่แม้จะขัดเงามาดี แต่หากมีของสกปรกตกลงไปบ่อยๆ มันก็จะหมองเอาได้”
วาจาเชือดเฉือนหลุดออกจากริมฝีปากหยัก ไม่มีการรักษาน้ำใจ ไม่มีความเวทนา มีเพียงการเหยียบย่ำซ้ำเติมที่ทำให้ผู้ฟังหน้าชา
ไป๋อวี้เหลียนเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกตะลึง น้ำตาแห่งความอับอายไหลทะลักออกมาจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้ง นางกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุรุษที่เคยอ่อนโยนกับนางถึงได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
เซิ่นหลิงซียืนนิ่งค้าง สมองของนางรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง อาการปวดหัวจี๊ดที่คอยบังคับนางมลายหายไปในพริบตา ระบบของโลกนิยายกำลังส่งเสียงหึ่งๆ อยู่ในหัว คล้ายกับกลไกที่เฟืองขัดกันจนทำงานไม่ได้ มันพยายามจะบังคับให้นางสาดน้ำชา แต่ร่างกายของนางกลับเป็นอิสระโดยสมบูรณ์
เซียวเหวินเย่ละสายตาจากสตรีบนพื้น เขาไม่ได้สนใจใยดีดอกบัวขาวที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ชายหนุ่มหมุนตัวกลับ แล้วเดินตรงดิ่งมาหาเซิ่นหลิงซีที่ยืนถือถ้วยชาค้างอยู่
ร่างสูงใหญ่หยุดยืนตรงหน้านาง ระยะห่างลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา
“เจ้าถือถ้วยชาไว้นานแล้ว ไม่เมื่อยมือหรือ” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ แต่แววตาที่มองมากลับทอประกายขบขัน
เซิ่นหลิงซีกระพริบตาปริบๆ นางมองถ้วยชาในมือสลับกับใบหน้าของเขา “ข้า... ข้าเพียงแต่...”
ยังไม่ทันที่นางจะหาข้ออ้าง มือหนาก็ยื่นมาแย่งถ้วยชาไปจากมือนางอย่างหน้าตาเฉย เซียวเหวินเย่ยกถ้วยชานั้นขึ้นจิบ ร่องรอยของริมฝีปากเขาทาบทับลงบนรอยชาดสีชาดที่นางทิ้งไว้ที่ขอบถ้วยอย่างพอดิบพอดี
การกระทำที่แสนจะคลุมเครือและชวนให้คิดลึกนั้น ทำเอาทุกคนในหอจุ้ยเยว่เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า แม้แต่ไป๋อวี้เหลียนที่เพิ่งถูกสาวใช้พยุงลุกขึ้นมายังต้องมองภาพนั้นด้วยความริษยาจนแทบกระอักเลือด
“ชาหลงจิ่งถ้วยนี้ รสชาติดียิ่งนัก” เขาปรายตามองนาง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เซิ่นหลิงซีคุ้นเคย “โดยเฉพาะเมื่อได้ดื่มจากถ้วยของเจ้า”
เซิ่นหลิงซีใบหน้าร้อนผ่าว นางอยากจะยกมือขึ้นฟาดหน้าจระเข้โรคจิตผู้นี้สักฉาด แต่ก็ทำได้เพียงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว
“ท่านอ๋อง หากท่านกระหายน้ำนัก ข้าจะสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ยกมาให้ท่านสักหนึ่งป้านใหญ่ ไม่เห็นต้องมาแย่งของผู้อื่นดื่มเช่นนี้เลยเพคะ” นางกัดฟันตอบ พยายามรักษากิริยานางร้ายเอาไว้ แม้ในใจจะก่นด่าเขาไปถึงบรรพบุรุษแล้วก็ตาม
เซียวเหวินเย่หัวเราะในลำคอ เขาส่งถ้วยชาเปล่าคืนให้นาง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหู
“ข้าบอกเจ้าแล้วเซิ่นหลิงซี ว่าข้าจะรอชมการแสดงของเจ้า แต่ดูเหมือนวันนี้ เจ้าจะลืมบทบาทของตัวเองไปนะ ข้าอุตส่าห์เปิดทางให้เจ้าสาดน้ำชาใส่สตรีผู้นั้นแล้วแท้ๆ เหตุใดจึงยืนนิ่งเสียเล่า”
ขนอ่อนบริเวณลำคอของเซิ่นหลิงซีลุกเกรียว เขารู้ทันนางอีกแล้ว! บุรุษผู้นี้ช่างอันตรายเกินไป เขามองทะลุปรุโปร่งถึงกลไกการแสดงของนางราวกับรู้ว่านางต้องทำตามข้อบังคับบางอย่าง
หญิงสาวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง “ข้าเปลี่ยนใจแล้วเพคะ สาดน้ำชาไปก็เปื้อนพื้นเปล่าๆ สู้เก็บไว้ล้างปากคนที่ชอบฉกฉวยโอกาสน่าจะเกิดประโยชน์กว่า”
วาจาเผ็ดร้อนที่หลุดออกไปทำเอาม่อไป๋ที่ยืนซุ่มอยู่บนคานไม้ชั้นสองแทบจะพลัดตกลงมา คุณหนูเซิ่นช่างกล้าหาญชาญชัยนัก กล้าด่ากระทบกระเทียบท่านอ๋องกลางที่สาธารณะเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นคงถูกสั่งตัดลิ้นไปแล้ว
แต่เซียวเหวินเย่กลับไม่มีทีท่าขุ่นเคือง ในทางกลับกัน แววตาของเขายิ่งทอประกายพึงใจมากขึ้นไปอีก เขาก้าวตามการถอยหนีของนาง บีบให้นางต้องถอยหลังไปจนชนกับขอบโต๊ะไม้
“เปลี่ยนใจเก่งเช่นนี้ ระวังตัวไว้ให้ดีเถิด หมาป่าที่หิวโซเมื่อเจอแกะน้อยที่น่าสนใจ มันจะไม่ยอมปล่อยให้คลาดสายตาแม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว”
คำข่มขู่ที่แฝงไปด้วยความปรารถนาลึกล้ำทำเอาเซิ่นหลิงซีสั่นสะท้านไปทั้งตัว นางตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า การที่ระบบพังทลายลง ไม่ได้ทำให้นางเป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่นางกำลังถูกจับจ้องโดยผู้คุมกฎคนใหม่ที่ร้ายกาจกว่าระบบนิยายเป็นร้อยเท่า
เขาประกาศชัดเจนแล้วว่า เขาคือหมาป่าในคราบของจระเข้หน้าน้ำแข็ง และนาง... ก็คือเหยื่ออันโอชะที่เขาตั้งใจจะตะปบมากินให้จงได้
เซิ่นหลิงซีลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ โลกนิยายบ้าบอใบนี้ ชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวันเสียแล้ว!
