บท
ตั้งค่า

บทที่ 5: อุทยานต้องห้าม กับสายตาที่เปลี่ยนไปของจระเข้

เสียงดนตรีและเสียงพูดคุยจอแจจากงานเลี้ยงริมสระบัวค่อยๆ ห่างไกลออกไปทุกขณะที่ฝีเท้าของคนทั้งสองก้าวลึกเข้ามาในเขตอุทยานชั้นใน สองข้างทางเดินปูด้วยหินกรวดสีขาวสะอาดขนาบด้วยดงไผ่เขียวครึ้มที่ส่งเสียงลู่ลมดังสวบสาบ บรรยากาศเงียบสงัดจนเซิ่นหลิงซีได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นกระหน่ำรัวราวกับกลองศึก

ฝ่ามือหนาที่กอบกุมข้อมือของนางเอาไว้ไม่ได้ออกแรงบีบรัดจนเจ็บปวด แต่กลับมั่นคงเสียจนไม่อาจสะบัดหลุด สัมผัสอุ่นจัดจากผิวเนื้อของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าไหมราคาแพง ลามเลียไปถึงกระดูกจนหญิงสาวต้องลอบสูดลมหายใจเข้าลึก

“ท่านอ๋อง” นางตัดสินใจทำลายความเงียบ พยายามดึงข้อมือกลับอย่างแนบเนียน “ดึกมากแล้ว อุทยานชั้นในก็มืดมิดนัก หากมีผู้ใดมาเห็นเข้าเกรงจะเป็นที่ครหาต่อชื่อเสียงของท่านได้เพคะ”

เซียวเหวินเย่ชะงักฝีเท้า เขาปล่อยมือจากนางอย่างง่ายดายจนเซิ่นหลิงซีเกือบเสียหลักล้ม ร่างสูงใหญ่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดกิ่งไผ่ลงมากระทบเสี้ยวหน้าหล่อเหลา ขับเน้นให้สันกรามและจมูกโด่งเป็นสันดูอันตรายและเย้ายวนในคราวเดียวกัน

“ชื่อเสียงของข้าหรือ” เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นัยน์ตาสีดำหลุบลงมองสตรีที่กำลังถอยร่นไปก้าวหนึ่ง “ตั้งแต่เมื่อใดกันที่คุณหนูใหญ่เซิ่นผู้โด่งดัง รู้จักห่วงใยชื่อเสียงของบุรุษ ปกติแล้วเจ้ามักจะป่าวประกาศให้ทั่วเมืองรับรู้มิใช่หรือ ว่าเจ้าเป็นสตรีของข้า”

เซิ่นหลิงซีลอบกลอกตาในความมืด เอาอีกแล้ว บุรุษผู้นี้กำลังต้อนนางให้จนมุม หากเป็นเนื้อเรื่องเดิม นางคงต้องรีบพุ่งเข้าไปกอดแขนเขาแล้วออดอ้อนว่านางยอมทิ้งชื่อเสียงเพื่อความรัก แต่สถานการณ์ตอนนี้มันผิดเพี้ยนไปหมด เขารู้ความลับของนางแล้ว ซ้ำระบบบ้าบอที่คอยควบคุมร่างกายก็ดันมาเงียบกริบราวกับตายจากไปเสียอย่างนั้น

ในเมื่อระบบไม่บังคับ นางก็ขอเล่นตามน้ำไปก่อนก็แล้วกัน

“ข้าเพียงแต่เกรงใจเพคะ งานเลี้ยงวันนี้มีแขกเหรื่อมากมาย ข้าไม่อยากให้สตรีที่ท่านอ๋องพึงใจต้องเสียน้ำตา” นางแสร้งก้มหน้า บีบน้ำเสียงให้ดูน่าสงสารตามแบบฉบับนางร้ายที่กำลังตัดพ้อ

เซียวเหวินเย่ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนปลายรองเท้าตีนปักของนางเกือบชนกับรองเท้าบูตหนังสีดำของเขา กลิ่นอำพันทะเลหอมเย็นยะเยือกโชยเตะจมูก “สตรีที่ข้าพึงใจงั้นหรือ เจ้าหมายถึงผู้ใด”

“ก็คุณหนูไป๋อวี้เหลียนอย่างไรเล่าเพคะ” เซิ่นหลิงซีรีบชงสุดฤทธิ์ หวังให้เขานึกถึงดอกบัวขาวผู้นั้นแล้วปล่อยนางกลับบ้านเสียที “ข้าเห็นสายตาที่ท่านมองนาง ช่างอ่อนโยนและลึกซึ้ง หากท่านอ๋องชื่นชอบนาง ข้าก็พร้อมจะหลีกทางให้เพคะ”

คำโกหกคำโตหลุดออกจากปากอย่างลื่นไหล นางรอคอยให้เขาตวาดด่าที่นางกล้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่ทำเอาขนอ่อนลุกเกรียว

“หลีกทางให้ ช่างเป็นวาจาที่ประเสริฐนัก” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดที่ข้างแก้ม “แต่ข้าจำได้ว่าสตรีผู้นั้นเพิ่งจะเตะตะกร้าของเด็กขอทานที่เจ้าอุตส่าห์ให้ซาลาเปาไปมิใช่หรือ เจ้าจะยอมหลีกทางให้สตรีที่จิตใจคับแคบเช่นนั้นมายืนอยู่ข้างกายข้าจริงๆ หรือ เซิ่นหลิงซี”

จบคำ ร่างกายของนางก็แข็งทื่อราวกับถูกสาป

เขารู้เห็นทุกอย่างจริงๆ ด้วย

เซิ่นหลิงซีกำกล่องไม้ที่บรรจุซาลาเปาในมือแน่นจนข้อขาว สมองแล่นจี๋หาทางหนีทีไล่ “ท่านอ๋องตรัสเรื่องอันใดเพคะ ข้าไม่เห็นเข้าใจ ซาลาเปาอันใด เด็กขอทานที่ไหน ข้าไม่เคยพบเจอเพคะ”

“ยังจะปากแข็งอีก”

เซียวเหวินเย่ยกมือขึ้น ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธเชยคางมนของนางขึ้นมาบังคับให้สบตา ดวงตาคู่คมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังฉายแววตื่นตระหนก

“เจ้าแสร้งทำเป็นสตรีโง่งม ร้ายกาจ หึงหวงข้าจนไร้สติ แต่ลับหลังกลับกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย เจ้าปฏิเสธเทียบเชิญของกู้สวินเพื่อหลบหน้าข้า นอนแทะเมล็ดแตงโมอย่างเกียจคร้าน และยังด่าทอข้าว่าเป็นจระเข้หน้าน้ำแข็ง... เจ้าคิดว่าข้าหูหนวกตาบอดหรืออย่างไร”

คำสารภาพบาปที่ถูกนำมาตีแผ่ตรงหน้าทำเอาเซิ่นหลิงซีอยากจะกัดลิ้นตัวเองตาย ไอ้จระเข้โรคจิต นี่เขาถึงขั้นส่งคนไปแอบดูนางที่จวนเลยหรือ โรคจิตเกินไปแล้ว

“ท่านแอบตามดูข้า” นางหลุดปากออกไปอย่างลืมตัว สรรพนามที่ใช้เรียกขานก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์กรุ่นโกรธ

“ใช่” เขาตอบรับหน้าตาเฉย ไม่มีวี่แววของความละอายใจแม้แต่น้อย “และข้าก็พบว่า ละครที่เจ้าแสดงมาตลอดหลายปี ช่างแนบเนียนจนหลอกคนทั้งเมืองได้สนิทใจ แต่ตอนนี้ข้าชักจะเบื่อบทบาทนางร้ายหน้าโง่ของเจ้าแล้ว ข้าอยากเห็นตัวตนที่แท้จริงของเจ้ามากกว่า”

เซิ่นหลิงซีปัดมือของเขาออกจากปลายคางอย่างแรง ความอดทนสิ้นสุดลงเมื่อรู้ว่าแผนการหนีเอาชีวิตรอดของนางพังไม่เป็นท่า ในเมื่อเขาเปิดไพ่จนหมดหน้าตัก นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนทำตัวเป็นนางร้ายปัญญาอ่อนอีกต่อไป

“ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าข้าไม่ได้พิศวาสท่านแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดถึงยังดึงดันลากข้ามาที่นี่อีก ปล่อยข้ากลับไปใช้ชีวิตของข้า ส่วนท่านก็ไปรักกับดอกบัวขาวของท่านสิ ต่างคนต่างอยู่ไม่ดีกว่าหรือ” นางเชิดหน้าขึ้น เผยให้เห็นแววตาเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นที่ซุกซ่อนมาเนิ่นนาน

แทนที่จะโกรธกริ้วกับวาจาสามหาวของสตรีตรงหน้า เซียวเหวินเย่กลับรู้สึกราวกับมีกระแสไฟแลบแปลบปลาบในอก สายตาของนางยามนี้ช่างมีชีวิตชีวา งดงามและเปล่งประกายยิ่งกว่าตอนที่นางพยายามบีบน้ำตาแสร้งทำเป็นหึงหวงเขานับร้อยเท่า

จระเข้หน้าน้ำแข็งที่เคยสงบนิ่งมาตลอดชีวิต บัดนี้เริ่มตระหนักแล้วว่าตนเองกำลังถูกดึงดูดเข้าหาสตรีประหลาดผู้นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“ต่างคนต่างอยู่งั้นหรือ” เขาก้าวเข้าหา บีบให้นางต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับเสาหินของศาลาพักผ่อน วงแขนแกร่งยกขึ้นยันเสาหินเอาไว้ กักขังนางไว้ในอาณาเขตของตนเองอย่างสมบูรณ์ “ในเมื่อเจ้าเป็นคนลากข้าเข้ามาในเกมกระดานนี้ตั้งแต่แรก บังคับให้ข้าต้องทนมองหน้าเจ้ามานับปี แล้วจู่ๆ เจ้าจะมาขอถอนตัวกลางคัน คิดว่าชินอ๋องเช่นข้าเป็นตัวตลกที่เจ้าจะปั่นหัวเล่นเมื่อใดก็ได้หรือ”

เซิ่นหลิงซีเบิกตากว้าง “ข้าเปล่าปั่นหัวท่าน ข้าเพียงแต่...”

นางอยากจะตะโกนใส่หน้าเขาว่า ‘ข้าถูกระบบบ้าบอบังคับต่างหากเล่า’ แต่นางก็รู้ดีว่าพูดไปคนยุคนี้คงคิดว่านางเสียสติ

หญิงสาวหลับตาปี๋ รอคอยอาการปวดหัวจากการหลุดคาแรคเตอร์ที่จะต้องตามมาลงโทษ แต่วินาทีแล้ววินาทีเล่าผ่านไป สมองของนางกลับปลอดโปร่ง ไม่มีเข็มทิ่มแทง ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น

ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นมาอีกครั้ง ประกายความเข้าใจบางอย่างแล่นปราดเข้ามาในหัว

ที่แท้ช่องโหว่ของระบบก็คือสิ่งนี้นี่เอง หากตัวนางเป็นฝ่ายคิดจะเปลี่ยนบท ระบบจะลงโทษนางทันที แต่ถ้าหากตัวแปรที่ทำให้เนื้อเรื่องบิดเบี้ยวคือ ‘พระเอก’ ของเรื่อง กฎเกณฑ์เหล่านั้นก็จะกลายเป็นอัมพาต ไม่สามารถแทรกแซงหรือลงโทษนางได้

เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ เซิ่นหลิงซีก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง สวรรค์มีตา ในที่สุดนางก็หาทางปลดแอกตัวเองจากบทบาทนางร้ายได้แล้ว ขอเพียงแค่ให้บุรุษตรงหน้านี้เลิกสนใจนางเอกตัวจริง แล้วหันมาปะทะอารมณ์กับนางแทน โลกนิยายก็จะต้องล่มสลายไปเอง

แต่รอยยิ้มดีใจของนางกลับทำให้เซียวเหวินเย่เข้าใจผิดไปอีกทาง

ชายหนุ่มมองริมฝีปากบางที่ยกโค้งขึ้นอย่างซุกซน นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงโดยไม่รู้ตัว เขาเอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่มุมปากของนาง สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่ร้อนรุ่มจนเซิ่นหลิงซีต้องหดคอหนี

“เจ้ากำลังคิดแผนการร้ายอันใดอยู่อีก” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงกว่าเดิม

“เปล่าเพคะ ข้าเพียงแต่คิดว่า...” เซิ่นหลิงซียกกล่องซาลาเปาขึ้นมาคั่นกลางระหว่างอกของตนเองและแผงอกกว้างของเขา เป็นการสร้างกำแพงป้องกันตัวฉบับเร่งด่วน “ข้าเพียงแต่หิวแล้ว ซาลาเปาที่ท่านอ๋องประทานให้ช่างหอมหวนยิ่งนัก ข้าขอตัวกลับไปกินที่จวนได้หรือไม่เพคะ ร่างกายข้าโดนลมเย็นนานๆ ไม่ค่อยได้ ประเดี๋ยวจะจับไข้เอา”

คำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พร้อมกับการยกเรื่องร่างกายมาอ้าง ทำให้เซียวเหวินเย่หลุดเสียงหึในลำคอ เขายอมผละตัวออกห่าง ปล่อยให้นางได้รับอิสระชั่วคราว

“เอาเถิด วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน”

เซิ่นหลิงซีพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด นางรีบย่อตัวทำความเคารพอย่างลวกๆ เตรียมจะหันหลังวิ่งหนีออกจากอุทยานต้องห้ามแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ประโยคถัดมาของบุรุษชุดนิลกลับทำให้นางต้องชะงักฝีเท้าค้าง

“แต่จงจำเอาไว้ เซิ่นหลิงซี นับจากนี้ไป ไม่ว่าเจ้าจะแสดงละครฉากใด ข้าจะเป็นผู้ชมที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดเสมอ และเมื่อใดที่ข้าทนดูไม่ไหว ข้าจะเป็นผู้กระชากหน้ากากของเจ้าออกด้วยมือข้าเอง”

น้ำเสียงของเขาไม่ได้ข่มขู่ แต่มันแฝงไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าและอำนาจเหนือล้นที่ไม่อาจหลีกหนี เซิ่นหลิงซีหันขวับกลับมามองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาของชายหนุ่มในยามนี้ไม่ได้มีแต่ความเย็นชาอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้ และประกายไฟแห่งการไล่ล่าที่สว่างวาบราวกับสัตว์ร้ายที่เพิ่งค้นพบเหยื่ออันโอชะ

นางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะรวบกระโปรงวิ่งหนีออกไปตามทางเดินหินกรวดราวกับถูกผีหลอก ทิ้งให้เซียวเหวินเย่ยืนมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นกลืนหายไปในความมืดด้วยรอยยิ้มพึงใจ

เมื่อเงาของสตรีชุดแดงลับสายตาไปแล้ว อากาศธาตุข้างกายชินอ๋องก็เกิดการสั่นไหว ร่างในชุดดำสนิทของม่อไป๋ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับการคุกเข่าลงบนพื้นหิน องครักษ์เงาก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบสายตากับเจ้านายที่อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าพายุฝน

“ท่านอ๋อง ปล่อยคุณหนูเซิ่นกลับไปเช่นนี้ จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ นางดูระแวดระวังตัวมากขึ้น หากครั้งหน้านางหาทางหลบเลี่ยงไม่ยอมออกมาพบท่านอีก...”

“นางหนีข้าไม่พ้นหรอก”

เซียวเหวินเย่เอ่ยขัดขึ้นเรียบๆ เขายกมือข้างที่เพิ่งสัมผัสปลายคางของนางขึ้นมาพินิจดู ปลายนิ้วยังคงหลงเหลือความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมู่หลานที่มักจะติดตัวนางอยู่เสมอ

เกมกระดานนี้พลิกผันไปแล้ว ดอกบัวขาวริมสระน้ำที่เคยคิดว่างดงามบริสุทธิ์กลับเน่าเฟะอยู่ภายใน ส่วนสตรีร้ายกาจที่ทุกคนเบือนหน้าหนี กลับซ่อนอัญมณีล้ำค่าเอาไว้ใต้เปลือกนอกที่หยาบกระด้าง เขาไม่มีทางปล่อยให้นางหนีกลับไปหลบอยู่ในกระดองอย่างสงบสุขได้อีกต่อไป

“ม่อไป๋”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป จับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนอันผิงโหวให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด ซื้อของชิ้นใด หรือแม้แต่กินขนมร้านไหน ให้รายงานข้าทั้งหมด” ชินอ๋องหันหลังกลับเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของงานเลี้ยงที่ยังคงดำเนินอยู่ “และเตรียมเทียบเชิญอีกฉบับ ส่งไปให้กู้สวิน บอกสหายรักของข้าว่า ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ให้อยู่แต่ในจวนงดออกไปสังสรรค์ข้างนอกสักพัก หากเขากล้าฝ่าฝืน ข้าจะสั่งปิดหอการค้าของเขาทุกสาขาในเมืองหลวง”

ม่อไป๋ลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบที่หน้าผาก ท่านอ๋องผู้เคยเฉยชาต่ออิสตรี บัดนี้กำลังหึงหวงคุณหนูเซิ่นถึงขั้นเตรียมจะตัดเส้นทางทำมาหากินของสหายสนิทเพียงเพราะกลัวว่ากู้สวินจะเข้าไปข้องแวะกับนาง อาการคลั่งรักเงียบๆ ของเจ้านายช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

การเปลี่ยนแปลงของชินอ๋องในค่ำคืนนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น โลกนิยายที่เคยมีเส้นทางอันชัดเจนถูกบิดเบี้ยวจนเสียรูปทรง กฎเกณฑ์พังทลายลงด้วยน้ำมือของบุรุษเพียงคนเดียว

ส่วนเซิ่นหลิงซีที่นั่งกอดกล่องซาลาเปาตัวสั่นงันงกอยู่บนรถม้าระหว่างทางกลับจวน นางยังไม่รู้ตัวเลยว่า การกระทำที่ตั้งใจจะตีตัวออกห่าง กลับกลายเป็นการกระตุกหนวดจระเข้เข้าอย่างจัง และผลของการปลุกสัตว์ร้ายให้ตื่นขึ้นมานั้น จะทำให้นางต้องเผชิญกับความวุ่นวายที่ยิ่งกว่ากฎของโลกนิยายเสียอีก

เพราะจระเข้ตัวนี้ เมื่อเล็งเห็นเหยื่อแล้ว มันจะไม่ยอมปล่อยจนกว่าจะได้กลืนกินลงท้องไปทั้งตัว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel