บท
ตั้งค่า

บทที่ 7: ราชโองการฟ้าผ่า

ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงทอแสงสีทองอร่ามยามสาย แต่ภายในตำหนักทรงอักษรขององค์ฮ่องเต้กลับมีบรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด กลิ่นกำยานชั้นดีลอยอ้อยอิ่ง ฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดินวางพู่กันหยกในมือลง ช้อนสายตามองพระอนุชาต่างมารดาที่ยืนตัวตรงแหน่วอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

“เจ้าว่าอย่างไรนะ เหวินเย่” สุรเสียงของโอรสสวรรค์เจือความไม่อยากเชื่อ “สมรสพระราชทาน? กับบุตรีคนโตของตระกูลอันผิงโหวเช่นนั้นหรือ”

เซียวเหวินเย่ยังคงรักษาสีหน้าราบเรียบ นัยน์ตาไร้ระลอกคลื่นคล้อยตามอารมณ์ใด ชายหนุ่มประสานมือค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ท่าทีสง่างามแต่แฝงความดุดันตามวิสัยแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจ

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมต้องการแต่งคุณหนูใหญ่เซิ่นหลิงซีเข้าจวนชินอ๋องในฐานะพระชายาเอก และขอให้ฝ่าบาททรงมีราชโองการประทานงานอภิเษกสมรสให้เร็วที่สุด”

ฮ่องเต้ถึงกับยกมือขึ้นคลึงขมับ พระองค์รู้จักนิสัยใจคอของน้องชายผู้นี้ดีกว่าผู้ใด เซียวเหวินเย่คือพยัคฆ์หลับที่ไม่เคยสนใจอิสตรี ต่อให้มีสตรีงดงามปานล่มเมืองมาทอดกายอยู่ตรงหน้า เขาก็แทบจะไม่ปรายตามอง ยิ่งไปกว่านั้น กิตติศัพท์ความร้ายกาจและตามตื๊ออย่างน่ารำคาญของคุณหนูเซิ่นผู้นั้นก็โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง พระองค์เคยได้ยินมาว่าเซียวเหวินเย่รังเกียจนางจนแทบจะสั่งคนโยนทิ้งหน้าจวนเสียหลายครา แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้

“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร สตรีผู้นั้นวันๆ เอาแต่ตามหึงหวงเจ้าจนไร้ยางอาย ซ้ำยังมีข่าวลือเรื่องกิริยามารยาทที่ไม่งามนัก ข้าคิดว่าเจ้าเกลียดชังนางเสียอีก หากเจ้าต้องการสตรีที่เพียบพร้อม ข้าจะให้ฮองเฮาจัดงานคัดเลือกคุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่...”

“กระหม่อมต้องการเพียงนางพ่ะย่ะค่ะ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำแทรกขึ้นอย่างหนักแน่น ไร้ซึ่งความลังเล เซียวเหวินเย่เงยหน้าขึ้น สบพระเนตรกับผู้เป็นเชษฐาตรงๆ “นางอาจจะดูร้ายกาจในสายตาผู้อื่น แต่นางคือสตรีเพียงผู้เดียวที่กระหม่อมปรารถนาจะให้อยู่เคียงข้าง หากมิใช่นาง จวนชินอ๋องก็คงต้องปล่อยให้ร้างพระชายาไปตลอดกาล”

ถ้อยคำเด็ดขาดและท่าทีเอาจริงของพระอนุชาทำให้ฮ่องเต้ถึงกับพูดไม่ออก พระองค์ลอบถอนหายใจยาว ในเมื่อเจ้าตัวยืนกรานถึงเพียงนี้ ซ้ำเซียวเหวินเย่ยังมีความดีความชอบต่อแผ่นดินมากมาย การประทานสมรสให้ตามคำขอย่อมไม่ใช่เรื่องหนักหนาอันใด เพียงแต่มันน่าประหลาดใจเกินไปก็เท่านั้น

“เอาเถิด ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแน่วแน่ ข้าก็จะตามใจ” ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์เรียกขันทีคนสนิทเข้ามารับคำสั่ง “หวังจิ้นกงกง เตรียมร่างราชโองการ กำหนดวันมงคลให้เร็วที่สุดตามที่ชินอ๋องต้องการ”

เซียวเหวินเย่ลอบยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

จระเข้ตัวใหญ่ได้กางกรงเล็บออกแล้ว และคราวนี้ เขาจะไม่ยอมให้เหยื่อตัวน้อยมีโอกาสดิ้นหลุดมือไปได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว

ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ณ จวนอันผิงโหว

บรรยากาศภายในเรือนปีกตะวันออกเงียบสงบ เซิ่นหลิงซีกำลังเอนกายอยู่บนตั่งไม้บุเบาะนุ่ม มือข้างหนึ่งหยิบองุ่นลูกโตเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนมืออีกข้างถือพัดผ้าไหมโบกไปมาเบาๆ ขับไล่ความร้อน

หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่หอจุ้ยเยว่เมื่อวาน นางก็กลับมาตั้งหลักที่จวน คิดทบทวนถึงความผิดพลาดและหาวิธีรับมือกับบุรุษหน้าน้ำแข็งผู้นั้น นางรู้ดีว่าเซียวเหวินเย่กำลังสนใจในตัวนาง แต่ความสนใจของเขามันก็แค่ความอยากรู้อยากเห็นของสัตว์ร้ายที่เจอของเล่นชิ้นใหม่ ขอเพียงนางแกล้งทำตัวโง่งมต่อไปเรื่อยๆ ไม่นานเขาก็คงจะเบื่อและเลิกราไปเอง

ส่วนเรื่องระบบนิยายที่พังทลายลงชั่วคราว นางก็ถือโอกาสนี้กอบโกยความสุขให้เต็มที่ ไม่ต้องมาคอยปวดหัวจี๊ดๆ ทุกครั้งที่ทำผิดบทบาท ช่างเป็นชีวิตที่ประเสริฐแท้

“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้มีร้านผ้าไหมส่งตัวอย่างผ้าพับใหม่มาให้เลือก ท่านอยากจะตัดชุดกระโปรงสีใดเพิ่มหรือไม่เจ้าคะ” ชุนเถาที่กำลังคุกเข่าบีบนวดขาให้เจ้านายเอ่ยถามเสียงเจื้อยแจ้ว

“ไม่ต้องหรอก ในตู้ก็มีชุดเยอะจนใส่ไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ข้าขี้เกียจไปยืนให้ช่างวัดตัว” เซิ่นหลิงซีตอบพลางคายเมล็ดองุ่นลงในจานรอง

แต่ความสงบสุขมักจะอยู่กับคนเราได้ไม่นานนัก

“ฮูหยิน! คุณหนูใหญ่! แย่แล้วขอรับ!”

พ่อบ้านประจำจวนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในเรือน ใบหน้าแก่ชราเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อและตื่นตระหนก “ราชโองการ... มีขบวนราชโองการจากในวังมาถึงหน้าจวนแล้วขอรับ นายท่านสั่งให้ทุกคนรีบออกไปรับราชโองการที่ลานหน้าจวนเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”

เซิ่นหลิงซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบองุ่นลูกต่อไป นางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง ราชโองการอันใดกัน ในเนื้อเรื่องเดิมช่วงเวลานี้ยังไม่มีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องใช้ราชโองการนี่นา หรือว่าบิดาของนางที่เพิ่งไปออกรบชายแดนได้เลื่อนขั้น?

หญิงสาวลุกขึ้นยืน ปัดเศษขนมที่ร่วงหล่นบนกระโปรง “รู้หรือไม่ว่าเป็นราชโองการเรื่องอันใด”

พ่อบ้านส่ายหน้าหวือ “บ่าวไม่ทราบขอรับ แต่หวังจิ้นกงกง ขันทีคนสนิทของฝ่าบาทเป็นผู้นำมาด้วยตนเอง ดูท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่มากขอรับ”

ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้อง เซิ่นหลิงซีรีบเดินตามพ่อบ้านออกไปยังลานกว้างหน้าจวน ที่นั่น อันผิงโหวผู้เป็นบิดา ฮูหยินเอกมารดาของนาง และเหล่าบรรดาอนุภรรยาตลอดจนบ่าวไพร่ ล้วนคุกเข่ารออยู่อย่างพร้อมเพรียง

เซิ่นหลิงซีรีบเดินไปคุกเข่าลงข้างมารดา บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด หวังจิ้นกงกงยืนโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ในมือถือม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองที่สลักลายมังกรห้าเล็บอย่างประณีต ขันทีเฒ่ากวาดสายตามองทุกคนก่อนจะคลี่ม้วนราชโองการออก

“รับราชโองการ” เสียงแหลมสูงดังกังวานไปทั่วลาน

“ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี” ทุกคนในจวนประสานเสียงพร้อมกับก้มหน้าลงแนบพื้น

“ฟ้าประทานพร องค์ฮ่องเต้มีพระราชโองการ คุณหนูใหญ่ตระกูลเซิ่น เซิ่นหลิงซี เพียบพร้อมด้วยกิริยามารยาท งดงามหมดจด กตัญญูรู้คุณ เป็นสตรีที่หาได้ยากยิ่งนัก...”

เซิ่นหลิงซีขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม กิริยามารยาทเพียบพร้อม? งดงามหมดจด? ฮ่องเต้ทรงไปได้ยินเรื่องโกหกพรรค์นี้มาจากที่ใดกัน ทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้ดีว่านางเป็นสตรีร้ายกาจที่ชอบอาละวาดไม่ใช่หรือ

ขันทีเฒ่าอ่านเนื้อความต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “...จึงขอประทานสมรสให้แก่ เซียวเหวินเย่ ชินอ๋อง เพื่อผูกสัมพันธ์สองตระกูลให้แน่นแฟ้น กำหนดวันมงคลอภิเษกสมรสคือวันที่เจ็ดของเดือนหน้า... จบราชโองการ”

เปรี้ยง!

คำว่า ‘ประทานสมรส’ และ ‘เซียวเหวินเย่’ เหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางแสกหน้าของเซิ่นหลิงซี หูของนางอื้ออึงไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน นางเบิกตากว้าง จ้องมองพื้นกระเบื้องเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

ในนิยายต้นฉบับ นางถูกชินอ๋องขี้โรค(ที่แสดงแค่ฉากหน้าผู้คน) รังเกียจ จนนางเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ไปหารัชทายาทตัวร้าย ต่อมานางร้ายก็ถูกถอนหมั้นจนอับอายไปทั่วเมือง แล้วนางถึงจะเป็นฝ่ายไปคุกเข่าขอร้องให้ฮ่องเต้ประทานสมรสกับชินอ๋องขี้โรคแม้จะเป็นเพียงอนุอุ่นเตียงก็ยอม แต่นี่... รัชทายาทยังไม่ได้โผล่หัวมาถอนหมั้นนางด้วยซ้ำ แล้วทำไมจู่ๆ ราชโองการสายฟ้าที่ควรเป็นของนางเอกดอกบัวขาวถึงตกลงมาใส่หัวนางได้เล่า!

ที่สำคัญที่สุด กำหนดวันแต่งงานคือวันที่เจ็ดของเดือนหน้า นั่นมันอีกแค่สิบวันเองนะ! สิบวัน! ในเนื้อเรื่องเดิม คนที่ควรได้แต่งควรเป็นนางเอกของเรื่องด้วยซ้ำ แต่นี่อะไรกันทำไมงานมงคลนี้ถึงได้ตกถึงหัวนาง แถมจระเข้บ้าตัณหานั่นก็รวบรัดตัดตอนทุกอย่างเสียแล้ว

“อันผิงโหว รับราชโองการเถิด” หวังจิ้นกงกงม้วนผ้าไหมสีทองเก็บ แล้วยื่นส่งให้บิดาของเซิ่นหลิงซีที่ยังมีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน

“ขอบพระทัยฝ่าบาท เป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อตระกูลเซิ่นยิ่งนัก” อันผิงโหวรับราชโองการมาด้วยมือที่สั่นเทา แม้ในใจจะงุนงงว่าเหตุใดบุตรีจอมดื้อรั้นของตนถึงได้ไปเตะตาชินอ๋องได้ แต่การได้เกี่ยวดองกับผู้มีอำนาจล้นฟ้าเช่นนี้ก็ถือเป็นวาสนาที่ใครๆ ก็ต่างอิจฉา

เมื่อขบวนของขันทีกลับไปแล้ว เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นรอบทิศ บรรดาอนุภรรยาและน้องสาวต่างมารดาต่างพากันมองเซิ่นหลิงซีด้วยสายตาริษยาและหมั่นไส้

“คุณหนูใหญ่ช่างมีวาสนาจริงๆ ได้แต่งเป็นถึงพระชายาเอกของท่านอ๋อง” เสียงค่อนขอดของอนุสามดังขึ้นลอยๆ “เสียแต่ว่าท่านอ๋องผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมเย็นชา ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่จะทนรับใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งปานนั้นได้สักกี่น้ำ”

มารดาของเซิ่นหลิงซีหันไปถลึงตาใส่อนุสาม ก่อนจะหันมาประคองบุตรีที่ยังคงนั่งคุกเข่าตัวแข็งทื่ออยู่บนพื้น “หลิงซี เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดหน้าซีดเช่นนี้ ดีใจจนพูดไม่ออกเลยหรือ”

ดีใจบ้าอะไรล่ะ! ข้ากำลังจะบ้าตายอยู่แล้ว!

เซิ่นหลิงซีกรีดร้องอยู่ในใจ นางลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกจนชุนเถาต้องรีบเข้ามาช่วยพยุง

“ท่านแม่ ข้า... ข้าขอตัวกลับเรือนก่อน ข้ารู้สึกเวียนหัวยิ่งนัก” นางเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวกลับเรือนปีกตะวันออกโดยไม่สนใจเสียงเรียกของใครทั้งสิ้น

ปัง!

ประตูเรือนถูกปิดลงอย่างแรง เซิ่นหลิงซีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกมือขึ้นกุมขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ แม้จะไม่มีอาการปวดจากระบบบังคับ แต่นางก็กำลังปวดหัวกับสถานการณ์จริงที่กำลังเผชิญอยู่

แผนการมันพังพินาศไปหมดแล้ว เซียวเหวินเย่ไม่ได้แค่สนใจนางเล่นๆ แต่เขากำลังใช้กรงเล็บตะปบนางเข้าถ้ำอย่างเป็นทางการ การขอสมรสพระราชทานคือการมัดมือชกที่นางไม่อาจปฏิเสธได้ หากนางขัดขืนราชโองการ โทษทัณฑ์คือการประหารเจ็ดชั่วโคตร

นางไม่กลัวตาย แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกนางว่า การตกไปอยู่ในเงื้อมมือของบุรุษหน้าน้ำแข็งผู้นั้น น่ากลัวยิ่งกว่าความตายหลายเท่านัก เขารู้ความลับของนาง เขามองทะลุหน้ากากของนาง และที่สำคัญ เขามีอำนาจเหนือกว่านางทุกทาง

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านอ๋องช่างรักปักใจคุณหนูจริงๆ นะเจ้าคะ ถึงกับรีบเร่งขอสมรสพระราชทานเช่นนี้” ชุนเถาที่ยังคงจมอยู่ในโลกแห่งจินตนาการเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย “บ่าวบอกแล้วว่าแผนการแสร้งเมินเฉยของคุณหนูในงานชมจันทร์ต้องได้ผล ท่านอ๋องถึงกับทนไม่ไหว ต้องรีบคว้าตัวคุณหนูไว้ก่อนที่ชายอื่นจะมาแย่งไป”

“หุบปากไปเลยชุนเถา!” เซิ่นหลิงซีตวาดแหวด้วยความเหลืออด ทำเอาสาวใช้สะดุ้งโหยง รีบก้มหน้างุด

หญิงสาวผุดลุกขึ้นเดินวนไปวนมาในห้องราวกับหนูติดจั่น สมองแล่นจี๋หาทางออกอย่างบ้าคลั่ง เหลือเวลาอีกแค่สิบวัน นางจะทำอย่างไรดี จะหนีออกจากจวนตอนนี้เลยดีหรือไม่ ไม่ได้ ขืนหนีไปทั้งตระกูลต้องเดือดร้อนแน่ๆ

หากงานแต่งงานเกิดขึ้น โลกนิยายใบนี้จะต้องล่มสลายอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะพระเอกของเรื่องไม่ได้แต่งงานกับนางเอกดอกบัวขาว แต่ดันมาแต่งกับนางร้ายตัวประกอบแทน แต่การที่โลกนิยายพังลงไม่ได้หมายความว่านางจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของเซียวเหวินเย่

ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวของเซิ่นหลิงซี

ในนิยายต้นฉบับ มีฉากหนึ่งที่นางร้ายวางยาปลุกกำหนัดเพื่อหวังรวบหัวรวบหางพระเอก แต่กลับถูกพระเอกรู้ทันและตลบหลังจนนางต้องอับอายขายหน้า หากนางนำแผนการนั้นมาใช้ก่อนวันแต่งงานล่ะ นางจะวางยาเซียวเหวินเย่ แล้วจับเขาไปขังไว้ในห้องเดียวกับไป๋อวี้เหลียน!

ใช่แล้ว! ขอเพียงบุรุษผู้นั้นได้ลิ้มรสความหอมหวานของนางเอกตัวจริง เขาจะต้องตาสว่างและหันกลับไปรักดอกบัวขาวตามเนื้อเรื่องเดิมอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น ราชโองการอะไรนั่นเขาก็ย่อมต้องหาทางยกเลิกไปเอง!

ริมฝีปากบางที่เคยสั่นระริกค่อยๆ เหยียดยิ้มร้ายกาจออกมา นัยน์ตากลมโตทอประกายเจ้าเล่ห์เพทุบาย เซิ่นหลิงซีหยุดเดิน หันไปหาสาวใช้คนสนิทที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง

“ชุนเถา” น้ำเสียงของนางเยือกเย็นลงจนน่ากลัว

“จ...เจ้าคะคุณหนู”

“เตรียมตัวออกไปข้างนอก ข้าต้องการไปร้านขายยาสมุนไพรที่ลับตาคนที่สุดในเมืองหลวง” เซิ่นหลิงซีหรี่ตาลง แววตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น “ข้าต้องการยาชนิดหนึ่ง ยาที่ต่อให้เป็นเซียนเทวดาก็ไม่อาจต้านทานฤทธิ์ของมันได้... ข้าจะทำให้ไอ้จระเข้หน้าน้ำแข็งนั่นรู้ว่า การล้อเล่นกับคนอย่างข้า มันต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงแสนแพง!”

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามสายของเมืองหลวง พายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ แผนการที่นางร้ายคิดว่าแยบยลที่สุด กำลังจะนำพาตัวนางเองให้ถลำลึกลงไปในกับดักของหมาป่าจอมคลั่งรัก โดยที่นางไม่อาจหันหลังกลับได้อีกต่อไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel