บท
ตั้งค่า

บทที่ 4: เทียบเชิญสีทอง กับการบิดเบี้ยวของบทละคร

เทียบเชิญสีทองคำเปลวประทับตราพยัคฆ์เหินแห่งจวนชินอ๋อง ถูกวางลงบนโต๊ะหินอ่อนตรงหน้าเซิ่นหลิงซีราวกับเป็นราชโองการประหารชีวิต

แสงแดดยามบ่ายที่เคยอบอุ่นพลันดูหมองหม่นลงในสายตาของคุณหนูใหญ่จวนโหว นางจ้องมองแผ่นกระดาษแข็งสีทองอร่ามนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า สลับกับมองใบหน้าเรียบตึงของม่อไป๋ องครักษ์เงาคนสนิทของเซียวเหวินเย่ที่วันนี้ยอมปรากฏตัวกลางแจ้งเพื่อนำส่งสิ่งนี้ด้วยตนเอง

“ท่านอ๋องมีรับสั่งให้บ่าวนำเทียบเชิญงานชมจันทร์มามอบให้คุณหนูใหญ่เซิ่นขอรับ งานเลี้ยงจะจัดขึ้นในค่ำคืนพรุ่งนี้ หวังว่าคุณหนูจะให้เกียรติไปร่วมงาน” ม่อไป๋ประสานมือกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจกลับลอบสังเกตปฏิกิริยาของสตรีตรงหน้าอย่างละเอียด

เซิ่นหลิงซีมุมปากกระตุก นางอยากจะหยิบเทียบเชิญแผ่นนั้นขึ้นมาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วโยนใส่หน้าองครักษ์หนุ่มเสียเดี๋ยวนี้ ร้อยวันพันปีจระเข้หน้าน้ำแข็งนั่นไม่เคยคิดจะจัดงานสังสรรค์ แล้วจู่ๆ ผีสางเทวดาองค์ใดดลใจให้เขาลุกขึ้นมาจัดงานชมจันทร์ ซ้ำยังเจาะจงส่งคนมาเชิญนางถึงจวน

“รบกวนองครักษ์ม่อกลับไปเรียนท่านอ๋องว่า ช่วงนี้ร่างกายของข้าอ่อนแอยิ่งนัก เกรงว่าลมเย็นยามค่ำคืนจะทำให้ล้มหมป่วยไข้ คงไม่อาจไปร่วม...”

จี๊ด…

คำปฏิเสธยังไม่ทันจบประโยค อาการปวดแปลบราวกับมีเข็มเหล็กทิ่มแทงทะลุขมับก็แล่นริ้วขึ้นมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าครั้งใดๆ เซิ่นหลิงซีหน้าซีดเผือด นางต้องใช้มือยึดขอบโต๊ะหินอ่อนไว้แน่นเพื่อไม่ให้ฟุบลงไป ระบบบัดซบของโลกนิยายกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างเกรี้ยวกราด บทบาทนางร้ายผู้คลั่งรักไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำเชิญของบุรุษอันเป็นที่รัก

ม่อไป๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของนางที่จู่ๆ ก็ซีดขาวสลับเขียวคล้ำ “คุณหนูเซิ่น ไม่สบายตรงที่ใดหรือขอรับ”

“ข้า...” เซิ่นหลิงซีกัดฟันกรอด พยายามฝืนยิ้มที่ดูเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ออกมา “ข้าหมายความว่า แม้ร่างกายจะอ่อนแอเพียงใด แต่ในเมื่อเป็นความกรุณาของท่านอ๋อง ข้าย่อมต้องไปร่วมงานอย่างแน่นอน ฝากกราบทูลท่านอ๋องด้วยว่า ข้าดีใจจนแทบเนื้อเต้นเลยทีเดียว”

สิ้นคำตอบรับที่ฝืนธรรมชาติ อาการปวดหัวก็ปลาสนาการหายไปเป็นปลิดทิ้ง ทิ้งไว้เพียงหยาดเหงื่อเย็นเยียบที่ซึมตามไรผมของหญิงสาว

ม่อไป๋มองรอยยิ้มบิดเบี้ยวของนางแล้วลอบนึกขันในใจ สิ่งที่ท่านอ๋องคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน สตรีผู้นี้ไม่ได้อยากไปร่วมงานเลยแม้แต่น้อย ท่าทางกล้ำกลืนฝืนทนของนางช่างดูน่าเวทนาและน่าขบขันในคราวเดียวกัน

“บ่าวจะนำคำตอบไปเรียนท่านอ๋องขอรับ เช่นนั้นบ่าวขอตัว”

องครักษ์เงาค้อมศีรษะก่อนจะใช้วิชาตัวเบาเร้นกายหายไปจากจวนอันผิงโหว ทิ้งให้เซิ่นหลิงซีนั่งทึ้งผมตนเองอยู่เงียบๆ ท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจของชุนเถาที่กำลังวาดฝันถึงชุดกระโปรงตัวใหม่ที่จะให้เจ้านายสวมใส่ไปประชันโฉมในค่ำคืนพรุ่งนี้

ค่ำคืนถัดมา ณ จวนชินอ๋อง

โคมไฟกระดาษสีแดงและสีทองถูกแขวนประดับประดาไปตามระเบียงทางเดินและกิ่งไม้ใหญ่ ส่องแสงสว่างไสวขับเน้นความโอ่อ่าของจวนอ๋องให้ดูงดงามราวกับวังบาดาล ลมเย็นแห่งเหมันตฤดูพัดโชยพากลิ่นดอกเหมยหลบหนาวหอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อที่ได้รับเชิญล้วนเป็นคุณหนูคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ พวกเขาจับกลุ่มสนทนากันอยู่ที่ลานหินอ่อนริมสระบัวขนาดใหญ่ สะท้อนเงาจันทร์กระจ่างฟ้าบนผิวน้ำ

เซิ่นหลิงซีก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม วันนี้นางถูกระบบบังคับให้สวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิง ปักลายนกยูงรำแพนหางด้วยดิ้นทองอร่าม บนศีรษะประดับปิ่นระย้าหยกแดงที่ขยับไหวส่งเสียงกรุ๋งกริ่งทุกจังหวะการก้าวเดิน เป็นการแต่งกายที่ตะโกนบอกทุกคนในงานว่า ‘ข้าคือนางร้ายผู้ร่ำรวยและมีอำนาจ’

หญิงสาวกวาดสายตามองบรรยากาศรอบกายด้วยความเบื่อหน่าย นางพยายามเดินเลี่ยงไปยังมุมอับสายตา หวังจะหาขนมกินเงียบๆ เพื่อรอให้พระนางของเรื่องเขาทำฉากหวานซึ้งกันให้จบๆ ไป

แต่โลกนิยายไม่เคยปรานีผู้ใด

ไม่ไกลออกไปตรงศาลาริมน้ำ ไป๋อวี้เหลียนในชุดสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาเดินดินกำลังยืนชมจันทร์อยู่เงียบๆ ใบหน้างดงามด้านข้างที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์ชวนให้ผู้มองต้องมนต์สะกด เหล่าคุณชายหลายคนต่างทอดสายตามองนางด้วยความหลงใหล แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปทักทาย ด้วยรู้ดีว่าสตรีผู้นี้คือคนที่ชินอ๋องเคยออกหน้าปกป้องอยู่หลายครา

และในจังหวะนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีนิลประดับลายเมฆาของเซียวเหวินเย่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ทางเดินฝั่งตรงข้าม เขาก้าวเดินด้วยท่วงท่าองอาจแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์จนผู้คนต้องหลีกทางให้ ทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไปคือศาลาริมน้ำที่ไป๋อวี้เหลียนยืนอยู่

จี๊ด…

ความปวดแปลบที่คุ้นเคยแล่นเข้าจู่โจมขมับของเซิ่นหลิงซีทันที

ได้เวลาทำงานอีกแล้ว

เซิ่นหลิงซีสูดลมหายใจเข้าลึก ปั้นหน้าเชิดรั้นและแววตามาดร้ายขึ้นมาประดับบนใบหน้า นางสะบัดชายแขนเสื้อ ก้าวเดินฉับๆ ตรงดิ่งเข้าไปขวางทางระหว่างเซียวเหวินเย่และศาลาริมน้ำ ตามบทบาทแล้ว นางจะต้องเข้าไปแผดเสียงหึงหวงและต่อว่าไป๋อวี้เหลียนที่กล้ามาอ่อยบุรุษของนางในงานเลี้ยงเช่นนี้

“ท่านอ๋อง!”

เซิ่นหลิงซีส่งเสียงเรียกหวานหยดพร้อมกับก้าวออกไปยืนขวางหน้าเขา ร่างบางจงใจเบียดบังทัศนวิสัยไม่ให้เขามองเห็นดอกบัวขาวที่ยืนอยู่ด้านหลัง นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ริมฝีปากบางขยับเตรียมจะพ่นประโยคคลาสสิกของนางร้ายออกไป

‘ท่านอ๋อง ท่านนัดข้ามาชมจันทร์ แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้สตรีไร้ยางอายผู้นั้นมายืนเสนอหน้าอยู่ที่นี่ได้เพคะ’

นั่นคือสิ่งที่นางเตรียมจะพูด แต่ยังไม่ทันที่เปล่งเสียงแรกออกมา เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เซียวเหวินเย่ไม่ได้แสดงสีหน้ารำคาญใจหรือสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปหานางเอกของเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น กลับกัน ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง นัยน์ตาสีดำที่เคยมืดมิดและเย็นชาบัดนี้กลับทอประกายบางอย่างที่เซิ่นหลิงซีอ่านไม่ออก มันดูคล้ายกับความขบขันระคนหยอกล้อ

บุรุษหน้าน้ำแข็งก้มหน้าลงมาใกล้จนนางได้กลิ่นอำพันทะเลที่กรุ่นออกมาจากเสื้อคลุมของเขา ระยะห่างที่ถูกร่นเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้เซิ่นหลิงซีเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ สมองที่กำลังประมวลผลบทละครพังทลายลงในพริบตา

“คุณหนูเซิ่น” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อนางอย่างเชื่องช้า มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ทำเอาสตรีทั้งงานแทบจะหยุดหายใจ “ข้านึกว่าลมเย็นยามค่ำคืนจะทำให้เจ้าล้มหมอนนอนเสื่อจนมาไม่ได้เสียแล้ว”

เซิ่นหลิงซีกระพริบตาปริบๆ สมองรวนไปหมด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ตามเนื้อเรื่องเขาต้องตวาดไล่นางสิ แล้วรอยยิ้มกระชากวิญญาณนี่มันคืออะไร เขาโดนผีสางตนใดเข้าสิงหรืออย่างไร

“ข้า... ข้าย่อมต้องมาเพคะ” นางตะกุกตะกักตอบ พยายามดึงสติกลับมาและทำตามบท “ท่านอ๋อง ข้ามีเรื่องอยากจะกล่าวกับท่าน สตรีผู้นั้นนาง...”

“มาก็ดีแล้ว ข้ามีสิ่งหนึ่งอยากให้เจ้าดู”

เซียวเหวินเย่พูดแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย เขาไม่ได้ปลายตามองไป๋อวี้เหลียนที่ยืนทำหน้าน่าสงสารอยู่ด้านหลังเลยแม้แต่นิดเดียว ชายหนุ่มยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ม่อไป๋ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เดินถือกล่องไม้จันทน์หอมเข้ามาใกล้และเปิดฝาออก

ภายในกล่องไม้บุผ้ากำมะหยี่ ไม่ใช่เครื่องประดับล้ำค่า ไม่ใช่หยกหายาก แต่กลับเป็น... ซาลาเปาไส้หมูสับลูกกลมโตที่ยังคงส่งควันกรุ่นไอร้อนออกมาบางๆ

เซิ่นหลิงซีอ้าปากค้าง มองซาลาเปาในกล่องสลับกับใบหน้าหล่อเหลาของชินอ๋อง ความสับสนตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย

“ข้าเห็นว่าช่วงนี้คุณหนูเซิ่นชื่นชอบซาลาเปาเป็นพิเศษ ถึงขนาดยอมนั่งยองๆ กลางถนนเพื่อมอบมันให้ผู้อื่น ข้าจึงสั่งให้พ่อครัวประจำจวนทำสิ่งนี้ขึ้นมา หวังว่าคงจะถูกปากเจ้า”

คำพูดของเขาแฝงนัยยะลึกล้ำ ทุกถ้อยคำตอกย้ำว่าเขารู้เห็นเหตุการณ์ที่ตลาดตะวันออกทั้งหมด เซิ่นหลิงซีรู้สึกเสียวสันหลังวาบ รอยยิ้มที่ฝืนปั้นไว้บนใบหน้าค่อยๆ แตกร้าว

“ท่านอ๋องล้อข้าเล่นแล้ว ข้าเป็นคุณหนูในห้องหอ จะไปทำเรื่องเสื่อมเสียกิริยาเช่นนั้นได้อย่างไรเพคะ” นางพยายามปฏิเสธเสียงแข็ง แสร้งทำหัวเราะกลบเกลื่อน

เซียวเหวินเย่โน้มใบหน้าลงมาใกล้กว่าเดิม จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดที่ข้างแก้มของนาง เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน

“งั้นหรือ แต่พี่สาวเทพธิดาหน้าดุผู้นั้น ช่างมีใบหน้าละม้ายคล้ายเจ้าเสียเหลือเกินนะ โดยเฉพาะเวลาที่นางด่าทอผู้อื่นลับหลัง”

หัวใจของเซิ่นหลิงซีหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารู้! จระเข้ตัวนี้รู้ทุกอย่าง! นางเบิกตากว้างมองเขาด้วยความตื่นตระหนก ความคิดที่จะแสร้งทำเป็นหึงหวงไป๋อวี้เหลียนถูกโยนทิ้งออกไปจากสมองจนหมดสิ้น ตอนนี้นางอยากจะขุดอุโมงค์หนีออกจากจวนอ๋องให้รู้แล้วรู้รอด

ในขณะเดียวกัน ทางด้านไป๋อวี้เหลียนที่ถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบก็ยืนหน้าซีดเผือด นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนข้อขาว นิยายควรจะดำเนินไปในทิศทางที่ชินอ๋องต้องเข้ามาปกป้องนางจากนางร้ายมิใช่หรือ เหตุใดเขากลับไปยืนพูดคุยหยอกล้อกับเซิ่นหลิงซีอย่างสนิทสนม ซ้ำยังมอบของขวัญประหลาดๆ ให้นางอีก

และสิ่งประหลาดที่สุดคือ ระบบของโลกนิยาย

เซิ่นหลิงซีที่ยืนตัวแข็งทื่อรอรับบทลงโทษจากความเจ็บปวดที่ไม่ได้พูดบทหึงหวงตามสคริปต์ กลับพบว่า... หัวของนางโล่งโปร่งสบาย ไม่มีอาการปวดแปลบ ไม่มีเข็มทิ่มแทง ราวกับว่าระบบไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ หรือบางที ระบบอาจจะกำลังรวนเพราะตัวแปรสำคัญอย่างพระเอกของเรื่อง ไม่ยอมเล่นตามบทบาทของตนเอง

“รับไปสิ หรือจะให้ข้าป้อนเจ้าต่อหน้าผู้คน”

เซียวเหวินเย่เอ่ยทวงถามเมื่อเห็นสตรีตรงหน้าเอาแต่มองหน้าเขาอย่างโง่งม เขาพยักพเยิดหน้าไปทางกล่องซาลาเปา

เซิ่นหลิงซีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางยื่นมือที่สั่นเล็กน้อยออกไปหยิบซาลาเปาลูกนั้นมาถือไว้ สัมผัสอุ่นร้อนจากแป้งนุ่มนิ่มทำให้ความรู้สึกปั่นป่วนในอกยิ่งทวีความรุนแรง

“ขอบพระทัยท่านอ๋องเพคะ” นางกัดฟันตอบ ย่อตัวทำความเคารพอย่างลวกๆ “ข้า... ข้าขอตัวไปรับลมทางด้านโน้นก่อน”

พูดจบนางก็หมุนตัวหันหลังเตรียมจะหนีเอาตัวรอด แต่เพิ่งก้าวเท้าออกไปได้เพียงหนึ่งก้าว เสียงทุ้มราบเรียบก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

“ช้าก่อน” เซียวเหวินเย่คว้าข้อมือเล็กของนางไว้หลวมๆ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาทำเอาเซิ่นหลิงซีสะดุ้งโหยง

เขาหันไปมองแขกเหรื่อรอบกายที่กำลังมองมาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานที่ได้ยินชัดเจนกันถ้วนทั่ว

“คืนนี้แสงจันทร์งดงามนัก คุณหนูเซิ่นอุตส่าห์ฝืนร่างกายที่อ่อนแอมาร่วมงาน ข้าในฐานะเจ้าบ้านย่อมต้องดูแลให้ดี... ไปเดินชมจันทร์เป็นเพื่อนข้าที่อุทยานด้านในเถิด”

ไม่รอให้นางเอ่ยปากปฏิเสธ หรือรอให้ระบบนิยายได้ตั้งตัว บุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าก็ออกแรงดึงข้อมือของสตรีชุดแดงให้เดินตามเขาเข้าไปในเขตหวงห้ามของอุทยานชั้นใน ทิ้งให้ไป๋อวี้เหลียนและแขกเหรื่อทั้งงานยืนอ้าปากค้างอยู่ริมสระบัว

เซิ่นหลิงซีถูกลากถูลู่ถูกังเดินตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างมึนงง ในมือยังคงกำซาลาเปาไส้หมูสับแน่น เสียงความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด

นางมั่นใจแล้วว่าโลกใบนี้มันพังพินาศไปแล้วจริงๆ และต้นเหตุก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบุรุษจอมเผด็จการที่กำลังจับมือนางอยู่นี่แหละ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel