บทที่ 2: เบื้องหลังฉากงิ้ว และสายลับเงา
เงาสะท้อนบนกระจกทองเหลืองบานนั้นยังคงติดตาเซียวเหวินเย่ รอยยิ้มหยันที่มุมปากของเขาเลือนหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของสตรีอีกคนทางด้านหลัง
ไป๋อวี้เหลียนก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาคู่สวยยังคงฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตา นางช้อนตามองบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยท่าทีน่าทนุถนอม หวังเพียงให้เขาเอ่ยคำปลอบประโลมจิตใจที่เพิ่งถูกกลั่นแกล้งเมื่อครู่ แต่สิ่งที่นางได้รับกลับเป็นเพียงสายตาเย็นเยียบที่ตวัดมองมาราวกับมองอากาศธาตุ
“ท่านอ๋อง คุณหนูเซิ่นนาง”
“เรื่องของสตรี ข้าไม่สอดมือ” น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดและไร้เยื่อใย ไม่เหลือเค้าความอ่อนโยนใดๆ ที่บุรุษพึงมีต่อสตรีผู้งดงาม ร่างสูงใหญ่สะบัดชายเสื้อเดินจากไปทันที ทิ้งให้ไป๋อวี้เหลียนยืนเค้งคว้างอยู่ริมศาลาด้วยความงุนงงสับสน เหตุใดท่าทีของเขาจึงห่างเหินเพียงนี้ ทั้งที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกันด้วยดีอยู่แท้ๆ
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเซิ่นหลิงซีที่สับเท้าหนีออกมาจากฉากงิ้วสะเทือนอารมณ์ ก็ลอบมาหลบมุมอยู่หลังพุ่มไม้ดัดในศาลาพักผ่อนอีกฝั่งหนึ่งของอุทยาน หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อนอย่างหมดสภาพ ยกมือขึ้นนวดขมับที่เคยปวดตุบๆ ซึ่งบานนี้ผ่อนคลายลงจนเป็นปกติแล้ว
รอดไปได้อีกหนึ่งวัน
นางถอนหายใจยาว พลางเอื้อมมือไปหยิบขนมเปี๊ยะกุหลาบชิ้นโตจากโต๊ะข้างๆ เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ รสชาติหวานหอมที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้นช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำจากการต้องฝืนแสดงละครน้ำเน่าได้เป็นอย่างดี
การใช้ชีวิตในโลกนิยายบ้าบอแห่งนี้ก็เหมือนกับการเป็นลูกจ้างร้านอาหาร หากทำตามหน้าที่เสร็จสิ้น ระบบก็จะปล่อยให้นางมีเวลาว่างไปพักผ่อนตามอัธยาศัย แต่หากคิดจะอู้หรือนอกลู่เมื่อใด บทลงโทษก็จะตามมาเล่นงานอย่างไม่ปรานี
เมื่อไหร่กันนะที่เนื้อเรื่องจะดำเนินไปถึงจุดจบ จุดที่เซียวเหวินเย่แต่งงานกับไป๋อวี้เหลียน และนางร้ายอย่างนางถูกเนรเทศหรือแกล้งตายเพื่อหนีไปใช้ชีวิตที่อื่น นางจะไปเปิดร้านขายขนม หรือไม่ก็เป็นเศรษฐีนีที่ดิน นอนกอดเงินทองให้สบายใจเฉิบไปเลย
“คุณหนู! ที่แท้ก็มาหลบอยู่นี่เอง บ่าวตามหาเสียทั่ว”
เสียงหอบเหนื่อยของชุนเถาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสาวใช้คนสนิท ชุนเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นผู้เป็นนายกำลังนั่งเคี้ยวขนมจนแก้มตุ่ย คราบแป้งยังติดอยู่ที่มุมปาก สาวใช้ก็เบิกตากว้างก่อนจะรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับให้อย่างเบามือ
“โธ่ คุณหนูของบ่าว ท่านคงเสียใจมากใช่หรือไม่เจ้าคะถึงได้มากินประชดความเศร้าเช่นนี้” ชุนเถาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “บ่าวเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว ท่านอ๋องช่างใจร้ายนัก ไม่ยอมปกป้องท่านแถมยังเดินหนีไปอีก คุณหนูอย่าได้ร้องไห้ไปเลยนะเจ้าคะ กลับจวนไปบ่าวจะต้มรังนกให้ท่านทานเยอะๆ”
เซิ่นหลิงซีกลืนขนมลงคอ กระพริบตาปริบๆ มองสาวใช้จอมมโนของตนเอง ร้องไห้ที่ไหนกัน นางกำลังมีความสุขกับขนมเปี๊ยะกุหลาบต่างหาก แต่เอาเถอะ ในเมื่อชุนเถาอยากจะเข้าใจเช่นนั้น นางก็คร้านจะอธิบาย หญิงสาวจึงเพียงแค่พยักหน้ารับส่งๆ
“อืม กลับจวนกันเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว”
นางลุกขึ้นยืน บิดร่างกายไล่ความเมื่อยขบเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำสาวใช้กลับไปขึ้นรถม้า ทิ้งเรื่องราววุ่นวายในงานเลี้ยงไว้เบื้องหลัง โดยไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมแปลกประหลาดของนางได้จุดประกายความสงสัยในใจของจระเข้ตัวใหญ่เข้าให้แล้ว
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) ณ จวนชินอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องหนังสือเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจ แสงเทียนสว่างไสวสะท้อนให้เห็นร่างสูงของเซียวเหวินเย่ที่กำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง มือหนาถือพู่กันจรดหมึกลงบนกระดาษ แต่สายตากลับเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง นิ้วชี้อีกข้างเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า
ใบหน้าของสตรีชุดแดงที่เบ้ปากและกลอกตาด้วยความเอือมระอายังคงวนเวียนอยู่ในหัว
เซิ่นหลิงซีที่เขารู้จักคือสตรีหน้าหนาที่คอยตามตื๊อเขาไม่เลิกรา วันๆ เอาแต่หึงหวงและทำตัวไร้สาระ แต่สตรีที่เขาเห็นผ่านกระจกบานนั้นกลับมีแววตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญใจ คล้ายกับว่าการรั้งอยู่ข้างกายเขาเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดเสียเต็มประดานั่นเป็นเพียงการแสร้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือที่ผ่านมานางจงใจสวมหน้ากากหลอกลวงผู้คนกันแน่
“ม่อไป๋”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกเพียงแผ่วเบา แต่ชั่วพริบตาเดียว ร่างในชุดดำสนิทขององครักษ์เงาก็ปรากฏกายขึ้นกลางห้องราวกับภูตผี ม่อไป๋คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก้มหน้าประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
“ส่งคนไปจับตาดูคุณหนูใหญ่จวนอันผิงโหว” เซียวเหวินเย่ออกคำสั่งเสียงเรียบ “ข้าอยากรู้ความเคลื่อนไหวของนางทุกฝีก้าว ไม่ว่านางจะทำอะไร พบเจอผู้ใด หรือแม้แต่ตอนอยู่ในห้องส่วนตัวก็ตาม สังเกตพฤติกรรมของนางให้ละเอียด หากมีสิ่งใดผิดปกติให้รีบมารายงานข้าทันที”
ม่อไป๋ชะงักไปชั่วครู่ แม้ใบหน้าจะราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความตกตะลึง ท่านอ๋องที่รังเกียจคุณหนูเซิ่นยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือน เหตุใดจู่ๆ ถึงได้สั่งให้ส่งคนไปสอดแนมนาง แถมยังให้จับตาดูทุกฝีก้าวราวกับนางเป็นสายลับแคว้นศัตรูเช่นนี้ หรือว่าคุณหนูเซิ่นไปก่อเรื่องใหญ่โตอันใดไว้จนท่านอ๋องทนไม่ไหว เตรียมจะหาหลักฐานมาจัดการถอนรากถอนโคนตระกูลเซิ่น
แม้อยากจะถามเหตุผล แต่ฐานะองครักษ์เงาไม่อนุญาตให้สอดรู้สอดเห็น ม่อไป๋จึงรับคำสั่งอย่างแข็งขัน
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมายังเรือนปีกตะวันออกของจวนอันผิงโหว
บนหลังคากระเบื้องสีเขียวหยก ร่างของม่อไป๋เร้นกายกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอย่างแนบเนียน องครักษ์หนุ่มเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวเบื้องล่างด้วยใจจดจ่อ เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นสตรีร้ายกาจกำลังวางแผนชั่วร้าย สั่งโบยสาวใช้ หรือไม่ก็กำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าเพื่อเตรียมนำไปมอบให้ท่านอ๋อง
แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ม่อไป๋แทบจะพลัดตกจากหลังคา
เบื้องล่างนั้น เซิ่นหลิงซีในชุดกระโปรงตัวหลวมสบายกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ใต้ต้นกุ้ยฮวา ขาข้างหนึ่งพาดไขว่ห้างกระดิกไปมาอย่างไม่สงวนกิริยา มือข้างซ้ายถือหนังสือนิทานประโลมโลกบังแดด มือข้างขวาหยิบเมล็ดแตงโมเข้าปาก กัดเปลือกดังเป๊าะแล้วบ้วนทิ้งลงจานกระเบื้องอย่างชำนาญ
ไม่มีคราบของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ไม่มีร่องรอยของสตรีที่กำลังอกหักช้ำรัก มีเพียงหญิงสาวจอมขี้เกียจที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวล
“เมื่อไหร่นิยายเรื่องนี้จะจบสักทีนะ” เสียงบ่นพึมพำดังแว่วมาจากริมฝีปากบาง “ไอ้จระเข้หน้าน้ำแข็งนั่นมัวลีลาอะไรอยู่ รีบๆ ไปตกหลุมรักแม่ดอกบัวขาวแล้วแต่งงานกันไปให้พ้นๆ ข้าจะได้เกษียณตัวเองไปปลูกผักเสียที อยู่ที่นี่วันๆ ต้องมานั่งเล่นละครจนขอบตาดำหมดแล้ว”
ม่อไป๋ขมวดคิ้วมุ่น นิยายอันใด จระเข้หน้าน้ำแข็ง ดอกบัวขาว ศัพท์ประหลาดพวกนี้หมายความว่าอย่างไร แล้วเหตุใดนางถึงแช่งให้ท่านอ๋องแต่งงานกับสตรีอื่น ทั้งที่ปกติแล้วหากมีสตรีใดเข้าใกล้ท่านอ๋องแม้แต่ก้าวเดียว นางจะต้องตามไปฉีกทึ้งจนเรือนพัง
องครักษ์เงาหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากอกเสื้อ จรดพู่กันบันทึกพฤติกรรมและคำพูดประหลาดเหล่านั้นลงไปอย่างละเอียด ไม่กล้าตกหล่นแม้แต่คำเดียว
ชั่วครู่ต่อมา ชุนเถาก็เดินถือถาดใส่น้ำชาและขนมเข้ามาในลานกว้าง สาวใช้มองท่าทางของเจ้านายแล้วถอนหายใจ
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้คุณชายรองตระกูลกู้ส่งเทียบเชิญมาเชิญท่านไปร่วมงานประมูลของล้ำค่าที่หอการค้าจินอวี้ ท่านจะรับไว้หรือไม่เจ้าคะ”
เซิ่นหลิงซีลดหนังสือนิทานลง คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย กู้สวิน สหายตัวแสบของเซียวเหวินเย่น่ะหรือ บุรุษผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก ในเนื้อเรื่องเดิมเขามักจะชอบโผล่มาแหย่นางให้โมโหเล่นอยู่เสมอ ขืนไปยุ่งด้วยก็มีแต่จะนำความปวดหัวมาให้
“เอาไปเผาทิ้งเสีย” นางตอบกลับเสียงเรียบ พลางหยิบขนมเข้าปาก “บอกคนส่งเทียบไปว่าข้าป่วยหนัก ลุกจากเตียงไม่ไหว ช่วงนี้งดรับแขกทุกกรณี หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายอย่าได้มาเรียกข้า”
“แต่คุณหนูเจ้าคะ คุณชายกู้เป็นสหายสนิทของท่านอ๋อง หากท่านไปงานประมูล อาจจะมีโอกาสได้พบท่านอ๋องก็ได้นะเจ้าคะ” ชุนเถาพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี
เซิ่นหลิงซีกลอกตาบนอีกครั้ง “ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อวานว่าเหนื่อย เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ ไปๆ เอาเทียบเชิญไปจัดการซะ ข้าจะนอนพักผ่อน ใครมารบกวนข้าจะสั่งหักเงินเดือนเจ้า”
สาวใช้รับคำหน้าม่อยก่อนจะเดินคอตกออกไป เซิ่นหลิงซีปรับท่านอนให้สบายขึ้น หลับตาลงรับลมเย็นที่พัดโชยมา ความสงบสุขเช่นนี้แหละที่นางปรารถนา
ส่วนม่อไป๋ที่ซุ่มอยู่บนหลังคาได้แต่อ้าปากค้าง นี่คือคุณหนูเซิ่นผู้คลั่งรักท่านอ๋องจริงๆ หรือ นางปฏิเสธโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดเขาอย่างไม่ไยดี แถมยังสั่งเผาเทียบเชิญทิ้งราวกับเป็นขยะ
เขาปิดสมุดบันทึกในมือลงด้วยความรู้สึกสับสน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน หน้าเนื้อใจเสือคงใช้ไม่ได้กับสตรีผู้นี้ ควรจะเรียกว่าหน้าเป็นหงส์แต่ใจเป็นแมวขี้เกียจเสียมากกว่า ม่อไป๋เร้นกายหายลับไปกับสายลม เตรียมนำรายงานที่เต็มไปด้วยความพิลึกพิลั่นนี้กลับไปมอบให้เจ้านาย
ตกดึกของวันเดียวกัน
เซียวเหวินเย่รับสมุดบันทึกเล่มเล็กมาจากมือของม่อไป๋ นัยน์ตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน คิ้วกระบี่ก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ
พฤติกรรมไร้กิริยา คำพูดประหลาดๆ ที่แฝงความหมายแช่งชักหักกระดูก และการปฏิเสธเทียบเชิญของกู้สวินอย่างไร้เยื่อใย ทุกอย่างล้วนขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของเซิ่นหลิงซีที่ทุกคนรู้จักอย่างสิ้นเชิง
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้จับตาดูคนผิดตัว” เซียวเหวินเย่เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความประหลาดใจ
“บ่าวรับรองด้วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะคุณหนูเซิ่นนอนแทะเมล็ดแตงโมอยู่บนเก้าอี้โยกทั้งวันจริงๆ ไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนเลยแม้แต่ก้าวเดียว” ม่อไป๋รายงานตามความจริงทุกประการ แม้จะรู้ว่ามันฟังดูเหลือเชื่อก็ตาม
ริมฝีปากหยักของชินอ๋องกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาวางสมุดบันทึกลงบนโต๊ะ ปลายนิ้วลูบไล้ขอบกระดาษเบาๆ ในหัวจินตนาการถึงภาพสตรีที่มักจะแต่งกายหรูหราเต็มยศ กำลังนอนกระดิกเท้าแทะเมล็ดแตงโมอย่างเกียจคร้าน ช่างเป็นภาพที่ขัดตาแต่กลับให้ความรู้สึกสมจริงอย่างประหลาด
ที่แท้นางก็แค่สวมหน้ากาก
เซียวเหวินเย่หลับตาลง นึกถึงคำพูดที่ม่อไป๋จดบันทึกมา ‘เมื่อไหร่ไอ้จระเข้หน้าน้ำแข็งนั่นจะแต่งงานไปให้พ้นๆ ข้าจะได้เกษียณตัวเองเสียที’
นางเปรียบเขาเป็นจระเข้หน้าน้ำแข็งอย่างนั้นหรือ ช่างกล้าหาญนัก แล้วไอ้การเกษียณตัวเองเพื่อไปปลูกผักมันคือความมุ่งมาดปรารถนาอันใดของสตรีจวนโหวกัน
“น่าสนใจยิ่งนัก”
เสียงทุ้มต่ำพึมพำแผ่วเบา แววตาเย็นชาที่เคยมืดมิดราวกับบ่อน้ำลึกบัดนี้กลับมีประกายความสนุกสนานวาบผ่าน เขารู้สึกเหมือนเพิ่งค้นพบของเล่นชิ้นใหม่ที่ซุกซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ใต้ท่าทีโง่งม
“ม่อไป๋ จับตาดูนางต่อไป อย่าให้คลาดสายตา ข้าอยากจะรู้นักว่านางงิ้วผู้นี้จะทนแสดงละครไปได้อีกนานแค่ไหน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มุมปากยกยิ้มร้ายกาจ ในเมื่อนางอยากจะเล่นละครนัก เขาก็จะช่วยสงเคราะห์เป็นผู้ชมที่ดีให้ แต่หากวันใดที่ความจริงเปิดเผย นางจะต้องชดใช้ข้อหาที่กล้ามาหลอกลวงคนอย่างเขา
เส้นทางของความคลั่งรักที่บิดเบี้ยว กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความไม่รู้ตัวของสตรีผู้ปรารถนาเพียงความสงบสุขในชีวิต
