บทที่ 1: กฎเหล็กแห่งโลกนิยาย และสตรีผู้ถูกกำหนดให้ตาย
กลิ่นกำยานหอมกรุ่นที่ลอยอวลอยู่ในอากาศไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกปวดร้าวในหัวของเซิ่นหลิงซีทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ จ้องมองม่านมุ้งสีแดงสดที่ปักลายวิหคคู่ด้วยสายตาว่างเปล่า
นี่เข้าสู่วันที่สามแล้วนับตั้งแต่นางลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในยุคปัจจุบันอีกต่อไป แต่กลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของ ‘เซิ่นหลิงซี’ บุตรีสายตรงแห่งจวนอันผิงโหว นางร้ายอันดับหนึ่งในนิยายยอดฮิตที่นางเคยอ่านผ่านตาเมื่อชาติก่อน
หากเป็นสตรีอื่นที่ได้ทะลุมิติมาเกิดใหม่เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ มีเงินทองกองท่วมหัว มีสาวใช้คอยปรนนิบัติพัดวี คงจะรีบวางแผนพลิกชะตาชีวิต เปลี่ยนบทบาทจากนางร้ายให้กลายเป็นนางเอก หรือไม่ก็หาทางหลีกหนีจากความวุ่นวายไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แต่นั่นไม่ใช่กับโลกนิยายบ้าบอใบนี้
“อึก”
เซิ่นหลิงซียกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายของนางบิดเกร็งเล็กน้อยเมื่อความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาเยือนอีกครั้ง มันไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางกาย แต่มันคือ ‘การลงโทษ’ จากกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น
ในวันแรกที่นางรู้ตัวว่าเข้ามาอยู่ในร่างนางร้ายที่มีจุดจบคือการถูกวางยาพิษจนตายอย่างอเนจอนาถ เซิ่นหลิงซีตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเก็บเสื้อผ้าและเงินทองหนีออกจากจวนโหวเพื่อไปตั้งรกรากที่เมืองอื่น แต่เพียงแค่สองเท้าของนางก้าวพ้นธรณีประตูจวน ความเจ็บปวดราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงลงบนสมองก็โจมตีเข้าอย่างจังจนนางหมดสติไป
เมื่อฟื้นขึ้นมา นางจึงได้เรียนรู้ความจริงอันโหดร้าย โลกใบนี้มี ‘กฎเหล็ก’ ที่คอยบงการชีวิตของนางอยู่ กฎที่บังคับให้นางต้องเดินตามเส้นเรื่องเดิมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นางต้องเป็นเซิ่นหลิงซีผู้หยิ่งยโส ร้ายกาจ และที่สำคัญที่สุด นางต้อง ‘คลั่งรัก’ บุรุษธงดำผู้นั้น ชินอ๋องเซียวเหวินเย่
หากนางคิดจะเปลี่ยนบทบาท ปฏิเสธการเข้าร่วมเหตุการณ์สำคัญ หรือแม้แต่แสดงออกว่าหมดรักในตัวชินอ๋อง อาการปวดหัวอย่างรุนแรงจะเข้าจู่โจมร่างกายของนางทันที ราวกับระบบของโลกใบนี้กำลังบังคับเฟืองที่หลุดร่อนให้กลับเข้าที่เข้าทางของมัน
“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
เสียงใสแจ๋วของชุนเถาสาวใช้คนสนิทดังขึ้นพร้อมกับเสียงผลักบานประตู หญิงรับใช้ร่างเล็กเดินถืออ่างทองเหลืองใส่น้ำอุ่นเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง
“วันนี้เป็นวันงานเลี้ยงชมบุปผาที่จวนองค์หญิงใหญ่ คุณหนูต้องรีบลุกขึ้นมาแต่งตัวนะเจ้าคะ บ่าวได้เตรียมชุดกระโปรงสีแดงเข้มตัวใหม่ที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จไว้ให้แล้ว รับรองว่าหากท่านสวมใส่ จะต้องงดงามโดดเด่นกว่าคุณหนูจวนใดในงาน และท่านอ๋องจะต้องมองคุณหนูเพียงผู้เดียวแน่นอนเจ้าค่ะ”
เซิ่นหลิงซีถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ปล่อยให้ชุนเถาเข้ามาปรนนิบัติเช็ดหน้าเช็ดตา
มองข้าเพียงผู้เดียวน่ะสิแปลก นางค่อนขอดในใจ หากสายตาของเซียวเหวินเย่เป็นคมดาบ ร่างกายของข้าคงถูกฟันจนขาดเป็นสองท่อนไปนานแล้ว
ตามเนื้อเรื่องเดิม เซียวเหวินเย่คือชินอ๋องผู้กุมอำนาจทางการทหารทั่วยุทธภพ เขาเป็นบุรุษที่หล่อเหลาสง่างามแต่เย็นชาและโหดเหี้ยม เขาไม่เคยเห็นเซิ่นหลิงซีอยู่ในสายตา ไม่ว่านางจะพยายามทำดีด้วยหรือตามหึงหวงสตรีทุกคนที่เข้าใกล้เขามากเพียงใด สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงแววตารังเกียจและคำพูดเชือดเฉือนใจ
และในงานเลี้ยงชมบุปผาวันนี้ คือฉากสำคัญที่โลกนิยายกำหนดให้นางต้องไปอาละวาดหึงหวงเขาต่อหน้าธารกำนัล เมื่อเห็นเขาพูดคุยอย่างสนิทสนมกับ ‘ไป๋อวี้เหลียน’ นางเอกตัวจริงของเรื่อง ซึ่งเหตุการณ์นี้จะทำให้ชินอ๋องยิ่งรังเกียจนาง และเป็นการปูทางให้ความสัมพันธ์ของพระนางเริ่มผลิบาน
“เอาเถอะ เจ้าอยากให้ข้าใส่อะไรก็เอามาเถิด”
เซิ่นหลิงซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ผิดกับวิสัยปกติที่มักจะพิถีพิถันเรื่องการแต่งกาย ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย แต่ด้วยความที่เป็นสาวใช้ผู้มีจินตนาการล้ำเลิศ นางจึงตีความท่าทีเฉยเมยของผู้เป็นนายไปในทิศทางของตนเอง
“คุณหนูคงกำลังคิดแผนการที่จะดึงดูดความสนใจของท่านอ๋องอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ” ชุนเถายิ้มกรุ้มกริ่มขณะหยิบหวีไม้หอมขึ้นมาสางผมยาวสลวยของนางเอก “บ่าวเข้าใจเจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูจะต้องแย่งชิงพื้นที่ข้างกายท่านอ๋องมาจากสตรีแพศยาพวกนั้นให้ได้นะเจ้าคะ”
เซิ่นหลิงซีได้แต่กลอกตาในใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ นางขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายให้ชุนเถาฟังว่า นางไม่ได้อยากได้พื้นที่ข้างกายท่านอ๋องอะไรนั่นเลยสักนิด นางแค่อยากมีชีวิตรอด นางอยากนอนโง่ๆ กินขนมอร่อยๆ และไม่ต้องคอยปั้นหน้าเป็นสตรีไร้สมองที่วิ่งตามผู้ชายไปวันๆ
แต่ในเมื่อสวรรค์ไม่เป็นใจ ขีดเส้นทางให้นางต้องรับบทนางร้าย นางก็จะเป็นนักแสดงที่คว้าสองรางวัลออสการ์สาขาตีบทแตกให้โลกใบนี้ได้ประจักษ์เอง
ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าประจำตระกูลอันผิงโหวก็แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนองค์หญิงใหญ่ เซิ่นหลิงซีในชุดกระโปรงหรูหราสีแดงเพลิงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้างดงามที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตเชิดขึ้นเล็กน้อยตามแบบฉบับของคุณหนูผู้หยิ่งยโส
ภายในสวนอุทยานของจวนองค์หญิงใหญ่คลาคล่ำไปด้วยเหล่าคุณหนูคุณชายจากตระกูลขุนนาง เสียงพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกดังแว่วมาเป็นระยะ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการจับคู่ดูตัวและประชันความงาม
เซิ่นหลิงซีกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ ไม่ได้สนใจสายตาหลายคู่ที่ลอบมองมาด้วยความริษยาและหมั่นไส้ นางกำลังมองหาเป้าหมายสำคัญของงานนี้ต่างหาก
ทันใดนั้นเอง อาการปวดแปลบที่ขมับก็แล่นริ้วขึ้นมาเบาๆ ราวกับเป็นการแจ้งเตือนจากระบบ
มาแล้ว... สัญญาณบอกว่าเป้าหมายอยู่ในระยะทำการ
เซิ่นหลิงซีสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้กลายเป็นสตรีผู้ลุ่มหลงในความรัก นางเดินเยื้องย่างไปตามทางเดินหินอ่อน ทะลุผ่านซุ้มประตูรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว เข้าสู่ลานกว้างริมสระบัว
และที่นั่นเอง นางก็เห็นเขา
เซียวเหวินเย่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาที่ถูกสลักเสลาขึ้นราวกับผลงานชิ้นเอกของสวรรค์ดูเรียบเฉย เย็นชา ร่างกายสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์ด้วยดิ้นเงินแผ่กลิ่นอายกดดันจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เกินระยะสามก้าว เว้นเสียแต่สตรีร่างบอบบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังยืนส่งยิ้มเอียงอายอยู่เบื้องหน้าเขา
ไป๋อวี้เหลียน... ดอกบัวขาวตัวเอกของเรื่อง
ความปวดที่ขมับของเซิ่นหลิงซีเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นการบีบบังคับให้นางต้องเข้าไปแทรกแซงบทสนทนานั้นเดี๋ยวนี้
“เอาล่ะ หลิงซี ได้เวลาทำงานแล้ว” นางพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
มือเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกเบื่อหน่าย หญิงสาวคลี่ยิ้มหวานหยดย้อยที่ฝึกฝนมาอย่างดีหน้าคันฉ่อง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งเข้าไปหาบุรุษผู้สวมชุดดำด้วยจริตของนางร้ายที่โลกนิยายต้องการ
“ท่านอ๋องเพคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานที่ดัดจนเกือบจะเป็นเสียงที่แปดดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของคนทั้งสอง เซิ่นหลิงซีเดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างเซียวเหวินเย่และไป๋อวี้เหลียนอย่างจงใจ ไหล่บางเบียดสตรีชุดขาวให้ถอยร่นไปด้านหลังเล็กน้อยอย่างแนบเนียน
“ข้าตามหาท่านอ๋องเสียนาน ที่แท้ก็มาหลบมุมคุยกับสตรีผู้นี้อยู่ที่นี่เอง” นางปรายตามองไป๋อวี้เหลียนตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยามตามบทบาทที่ได้รับ
ไป๋อวี้เหลียนมีสีหน้าตื่นตระหนก ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาทันที “คุณหนูเซิ่น ข้าเพียงแค่บังเอิญพบท่านอ๋อง จึงได้เข้ามาทักทายเพียงเท่านั้น ท่านอย่าได้เข้าใจผิด”
“ข้าถามเจ้าหรือ” เซิ่นหลิงซีตวัดเสียงใส่ ทำเอาสตรีชุดขาวสะดุ้งโหยงและก้มหน้างุด
เซิ่นหลิงซีลอบถอนหายใจในความมืดมิดของจิตใจตนเอง ให้ตายเถอะ ร้องไห้เก่งขนาดนี้ น้ำตาคงจะสั่งได้ดั่งใจนึกสินะ นางคิดอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ภายนอกกลับต้องแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราดหึงหวง
นางหันกลับมามองเซียวเหวินเย่ ช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความตัดพ้อ “ท่านอ๋อง ท่านก็รู้ว่าข้าคิดเช่นไรกับท่าน เหตุใดท่านจึงปล่อยให้สตรีอื่นเข้ามาใกล้ชิดเช่นนี้ ท่านทำร้ายจิตใจข้ายิ่งนัก”
บทละครน้ำเน่าหลุดออกจากริมฝีปากบางอย่างลื่นไหล เซิ่นหลิงซีแทบจะอยากยกมือขึ้นมาตบหน้าตัวเองสักฉาดที่ต้องพูดประโยคชวนขนลุกพวกนี้ออกไป แต่นางก็ต้องทน เพราะทันทีที่นางพูดจบ อาการปวดหัวที่ทรมานก็ปลาสนาการหายไปเป็นปลิดทิ้ง ราวกับระบบพอใจในผลงานการแสดงของนางแล้ว
เซียวเหวินเย่ก้มลงมองสตรีที่ยืนขวางหน้าเขาด้วยแววตาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเผยให้เห็นถึงความรำคาญใจที่ปิดไม่มิด
“หลีกไป”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบหลุดออกจากริมฝีปากหยัก เป็นเพียงสองคำสั้นๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจและเส้นแบ่งระยะห่างที่ชัดเจน
หากเป็นเซิ่นหลิงซีคนเดิมคงจะน้ำตาร่วงและเริ่มโวยวายอาละวาดหนักกว่าเก่า แต่สำหรับเซิ่นหลิงซีคนใหม่ที่วิญญาณข้างในคือสตรีสู้ชีวิตจากยุคปัจจุบัน นางแทบจะจุดพลุฉลองในใจที่เขาไล่นางเสียที
แต่บทบาทของการเป็นนางร้ายที่ทุ่มเทความรักจนหมดใจไม่อนุญาตให้นางถอยกลับง่ายๆ เซิ่นหลิงซีต้องแสร้งทำหน้าสลด ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตาที่ไม่มีน้ำตาสักหยด
“ท่านอ๋อง... ท่านช่างใจร้ายกับข้านัก ข้ารักท่านถึงเพียงนี้ ทำไมท่านถึงมองไม่เห็นความดีของข้าบ้าง”
นางคร่ำครวญตามสคริปต์เป๊ะๆ ทุกถ้อยคำ ทุกจังหวะการหายใจ ล้วนเป็นสิ่งที่นางซ้อมมาเพื่อเอาตัวรอดจากกฎบ้าๆ ของโลกนิยายใบนี้ นางไม่ได้คาดหวังให้เขาตอบกลับ ไม่ได้หวังให้เขามองมาด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่นางรอคอยคือจังหวะที่เขาจะสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไป เพื่อที่นางจะได้เลิกงานและกลับไปกินขนมที่จวนเสียที
เซียวเหวินเย่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เขามองนางด้วยหางตาเพียงแวบเดียว ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อสีดำสนิท หันหลังเตรียมจะเดินจากไปโดยไม่ใส่ใจที่จะรักษาน้ำใจของสตรีตรงหน้าแม้แต่น้อย
และนั่นคือวินาทีที่เซิ่นหลิงซีรอคอย
ทันทีที่แผ่นหลังกว้างของชินอ๋องหันขวับไป ร่างกายที่เคยสั่นเทาด้วยความเสียใจก็หยุดนิ่ง ใบหน้าที่แสร้งบีบน้ำตาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเบื่อหน่ายขั้นสุด เซิ่นหลิงซีถอนหายใจยาวเหยียด นางเบ้ปากจนมุมปากแทบจะจรดใบหู ก่อนจะกลอกตาขึ้นมองบนฟ้าอย่างเหลืออด
หลงตัวเองสิ้นดี ใครเขารักท่านกันเล่า ไอ้จระเข้หน้าเหม็น!
นางสบถในใจอย่างหยาบคาย หมุนตัวเตรียมจะเดินแยกไปอีกทางเพื่อหาของว่างกินในงานเลี้ยง โดยไม่ได้สนใจสตรีดอกบัวขาวที่ยืนทำหน้างงอยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย
แต่ในจังหวะที่นางหันหลังกลับไปนั้นเอง เซิ่นหลิงซีหารู้ไม่ว่า การกระทำทั้งหมดของนางตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การบีบน้ำตาไปจนถึงการเบ้ปากกลอกตาอย่างหมดความอดทน ได้ตกอยู่ในสายตาคมกริบของใครบางคนอย่างครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว
เซียวเหวินเย่ที่เดินจากไปเพียงไม่กี่ก้าว บังเอิญเหลือบสายตามองเงาสะท้อนจากกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ประดับตกแต่งอยู่ริมศาลาใกล้เคียง
ฝีเท้าของชินอ๋องชะงักงัน
ดวงตาคมดุจเหยี่ยวหรี่แคบลงเล็กน้อย ขณะจ้องมองภาพสะท้อนของสตรีชุดแดงที่กำลังเดินสับเท้าออกไปจากบริเวณนั้นด้วยท่วงท่าที่ไม่ได้มีความเสียใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว แตกต่างจากสตรีที่เพิ่งคร่ำครวญจะเป็นจะตายเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นคนละคน
มุมปากหยักที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอ ค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่หากใครได้เห็นคงต้องหนาวสั่นไปถึงกระดูก
น่าสนใจ... ดูเหมือนคุณหนูใหญ่จวนอันผิงโหวผู้นี้ จะมีความลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่ใต้หน้ากากสตรีโง่งมสินะ
