ตอนที่ 4: ผู้ชมในเงามืดและราชโองการชี้ชะตา
แผ่นหลังบอบบางที่ตั้งตรงสง่างามของมู่หวั่นชิงค่อยๆ กลืนหายไปกับฝูงชน ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นแห่งการซุบซิบนินทาที่ยังคงกระเพื่อมไหวอยู่ในอุทยานหลวง ทว่าสิ่งที่คุณหนูใหญ่มู่ไม่ทันได้สังเกตเห็นก็คือ บนหอเก๋งชมวิวชั้นสามที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำของนางตั้งแต่ต้นจนจบ
บุรุษผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้มปักลายพยัคฆ์เหินด้วยดิ้นทองคำ บ่งบอกถึงฐานะ ‘ผู้คุมตราประทับกรมหลวง’ หัวหน้าขันทีผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่สุดในราชสำนัก ‘เผยยวน’ ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมระเบียง สายลมพัดชายเสื้อของเขาปลิวไสว ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยและเย็นชาดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความสนใจและคาดเดาไม่ได้
“นายท่านขอรับ ละครฉากเมื่อครู่สนุกยิ่งนัก” ‘สืออี’ ขันทีหนุ่มคนสนิทที่ยืนอยู่เบื้องหลังชะโงกหน้ามองลงไปยังสระบัวพลางหัวเราะคิกคัก “คุณหนูใหญ่มู่ผู้นี้ ช่างแตกต่างจากข่าวลือที่ว่านางเป็นเพียงดอกไม้ในเรือนกระจกที่อ่อนหวานและหัวอ่อนเสียจริง ท่วงท่าการหลบหลีกเมื่อครู่เด็ดขาดนัก ซ้ำฝีปากยังคมกริบเสียจนองค์รัชทายาทหน้าหงาย ช่างเป็นสตรีที่หน้าหนาและใจกล้าหาญเสียจริงขอรับ!”
เผยยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนหยกมันแพะเคาะลงบนราวระเบียงเบาๆ เป็นจังหวะ ภาพการกระทำที่แนบเนียนและเด็ดขาดของมู่หวั่นชิงยังคงติดตาเขา
“สตรีที่เคยเป็นเพียงลูกแกะน้อย ย่อมไม่มีทางกลายร่างเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ได้เพียงชั่วข้ามคืน หากมิใช่เพราะนางถูกต้อนให้จนตรอก ก็คงเป็นเพราะนางซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้มาตลอด” เผยยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าแววตากลับทอประกายล้ำลึก “การกระทำของนางเมื่อครู่ ไม่เพียงแต่ตัดไฟแต่ต้นลม แต่ยังเป็นการยืมมือคนทั้งอุทยานหลวงมาตบหน้ารัชทายาท น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ”
“แล้วนายท่านจะทรงทำอย่างไรต่อไปขอรับ? เรื่องฉาวโฉ่ขององค์รัชทายาทกับบุตรีอนุภรรยาจวนอัครเสนาบดี ป่านนี้คงรู้ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้แล้ว”
เผยยวนแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้น “ละครฉากใหญ่นี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ข้าก็อยากจะรู้นักว่าจิ้งจอกน้อยตัวนั้นจะรับมือกับพายุที่นางเป็นคนก่อขึ้นอย่างไร... สืออี ไปเตรียมตัว ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสียหน่อย”
ณ ตำหนักหยางซิน ห้องทรงอักษรของโอรสสวรรค์
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนน่าอึดอัด บรรดาขันทีและนางกำนัลต่างก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเอง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ‘ฮ่องเต้’ ในชุดคลุมมังกรสีเหลืองทองประทับอยู่บนพระที่นั่ง มังกรเจ้าเล่ห์ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนกำลังขมวดพระขนมงเข้าหากันแน่น พระพักตร์ถมึงทึงด้วยความกริ้ว
เบื้องหน้าพระพักตร์คือ ‘เซียวจิ้งเซวียน’ องค์รัชทายาทที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อน ชุดที่เปียกปอนถูกเปลี่ยนเป็นชุดใหม่แล้ว ทว่าใบหน้าของเขายังคงซีดเซียวและเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ปัง!” ฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงอักษรอย่างแรงจนพู่กันและแท่นฝนหมึกสะดุ้งกระดอน “เจ้าทำบ้าอะไรลงไปจิ้งเซวียน! งานชุมนุมบัณฑิตที่มีขุนนางและลูกหลานตระกูลใหญ่รวมตัวกันนับร้อย เจ้ากลับกระโดดลงน้ำไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับสตรีที่เป็นเพียงบุตรีอนุภรรยา ซ้ำยังปล่อยให้คนเขานินทาว่าเจ้ามีความสัมพันธ์ลับๆ กับนาง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว เจ้าเอาสมองส่วนไหนคิด!”
เซียวจิ้งเซวียนก้มหน้าลงต่ำ รีบโขกศีรษะลงกับพื้น “เสด็จพ่อโปรดระงับโทสะ! ลูกเพียงแต่เห็นคนกำลังจะจมน้ำตายต่อหน้าต่อตา ในฐานะรัชทายาท ลูกจะทนดูประชาชนของตนสิ้นใจไปต่อหน้าได้อย่างไร ลูกไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินคุณหนูรองมู่เลยแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ออ้างฟังไม่ขึ้น!” ฮ่องเต้ตวาดเสียงกร้าว “อุทยานหลวงมีองครักษ์และขันทีมากมาย เจ้าเป็นถึงองค์รัชทายาท จำเป็นต้องลดตัวลงไปทำเรื่องเช่นนั้นด้วยตนเองหรือ? หรือที่ชาวบ้านเขาลือกันว่าเจ้าลอบคบหากับนางเป็นเรื่องจริง!”
“ไม่จริง พ่ะย่ะค่ะ!” เซียวจิ้งเซวียนรีบปฏิเสธเสียงหลง เขาไม่ยอมรับความจริงเด็ดขาด เพราะหากยอมรับ เขาจะต้องถูกบีบให้แต่งงานกับมู่ชิงเหลียนอย่างแน่นอน “ลูกไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งใดๆ กับคุณหนูรองมู่ เป้าหมายของลูก... คือการสานสัมพันธ์กับคุณหนูใหญ่มู่หวั่นชิง เพื่อดึงอำนาจของอัครเสนาบดีมู่และกองทัพตระกูลฝั่งมารดาของนางมาสนับสนุนราชบัลลังก์ต่างหาก การที่ลูกต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสียงในวันนี้ ก็เพราะคุณหนูใหญ่ใจจืดใจดำ ยืนดูน้องสาวตกน้ำโดยไม่คิดช่วยเหลือ ลูกจึงต้องออกโรงเองพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ้งเซวียนปัดความรับผิดชอบและโยนความผิดให้มู่หวั่นชิงอย่างหน้าไม่อาย ในสายตาของเขา มู่ชิงเหลียนเป็นเพียงดอกไม้ริมทางที่เขาใช้เชยชมยามเบื่อหน่าย แต่สตรีที่จะมาเป็นสะพานให้เขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างมั่นคงคือมู่หวั่นชิง เขาไม่มีวันยอมรับบุตรีอนุภรรยามาเป็นชายาเอกเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียการสนับสนุนจากตระกูลหลัก
ฮ่องเต้หรี่พระเนตรมองโอรสของตน พระองค์เป็นผู้ช่ำชองเกมการเมือง มีหรือจะมองไม่ออกว่ารัชทายาทกำลังคิดสิ่งใด ฮ่องเต้แค่นเสียงในลำคอ “เจ้าคิดว่าตัวเจ้าฉลาดนักหรือจิ้งเซวียน? การกระทำที่โง่เขลาของเจ้าในวันนี้ ทำให้จวนอัครเสนาบดีเสื่อมเสียเกียรติยศ หากอัครเสนาบดีมู่ไม่พอใจและถอนตัวจากการสนับสนุนเจ้า เจ้าจะเอาสิ่งใดไปสู้กับองค์ชายองค์อื่น!”
“ลูก... ลูกขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ ลูกจะหาทางแก้ไขเรื่องนี้เอง”
“แก้ไขอย่างไร? แต่งบุตรีอนุเข้าจวนรัชทายาทหรือ?” ฮ่องเต้ถามหยันๆ
“ลูกทำเช่นนั้นไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ตำแหน่งชายาเอกของลูกต้องเป็นคุณหนูใหญ่เท่านั้น ลูกไม่มีทางรับคุณหนูรองมาเป็นชายาเด็ดขาด อย่างมากนางก็เป็นได้แค่อนุภรรยา!”
“ไร้สาระ!” ฮ่องเต้ตวาดซ้ำ “เจ้าทำลายชื่อเสียงของนางต่อหน้าธารกำนัล แล้วจะลดเกียรตินางให้เป็นแค่อนุ เจ้าคิดว่าอัครเสนาบดีมู่จะยอมให้คนในตระกูลถูกหยามเกียรติถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถ่ายทอดราชโองการ เรียกตัวอัครเสนาบดีมู่เข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะชำระความเรื่องนี้ให้กระจ่าง”
ณ จวนอัครเสนาบดี
บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ อัครเสนาบดีมู่เดินวนไปวนมาด้วยใบหน้าดำคร่ำเครียด ข่าวลือเรื่องบุตรสาวคนรองตกน้ำและถูกองค์รัชทายาทกอดรัดต่อหน้าผู้คนถูกส่งมาถึงจวนอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
มู่ชิงเหลียนคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางห้องโถง เสื้อผ้าของนางยังเปียกชื้น มีฮูหยินรองมารดาของนางคอยลูบหลังปลอบประโลม
“ท่านพ่อ... เหลียนเอ๋อร์ถูกใส่ร้าย เหลียนเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจจะทำเรื่องเสื่อมเสียนะเจ้าคะ เป็นเพราะพี่หญิง... พี่หญิงผลักชุ่ยผิงจนมาชนเหลียนเอ๋อร์ตกน้ำ แล้วพี่หญิงยังยืนดูดาย ปล่อยให้องค์รัชทายาทต้องลงมาช่วยเหลียนเอ๋อร์เอง ท่านพ่อต้องทวงความเป็นธรรมให้เหลียนเอ๋อร์นะเจ้าคะ!” มู่ชิงเหลียนฟ้องร้องด้วยน้ำตานองหน้า
มู่หวั่นชิงที่นั่งจิบชาอยู่อย่างสงบข้างๆ ฮูหยินใหญ่ (มารดาของนาง) วางถ้วยชาลงเสียงดังกรก นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าน้องสาวต่างมารดา แววตาของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“น้องรอง เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าจงใจทำร้ายเจ้ากลางอุทยานหลวงงั้นหรือ?” มู่หวั่นชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “พยานนับร้อยในงานเห็นชัดเจนว่าเจ้าเดินสะดุดจนชุ่ยผิงชนเจ้าตกน้ำ ซ้ำเจ้ายังปล่อยตัวปล่อยใจให้องค์รัชทายาทโอบกอดโดยไม่ขัดขืน ไม่รักนวลสงวนตัว ข้าเป็นพี่สาว ยังอับอายแทนเจ้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่เจ้ากลับมาโยนความผิดให้ข้าหน้าตาเฉย ช่างเป็นบุตรีที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเสียนี่กระไร!”
“เจ้า!” ฮูหยินรองถลึงตาใส่มู่หวั่นชิง “คุณหนูใหญ่ ท่านอย่ามารังแกเหลียนเอ๋อร์นะ นางกำลังเสียขวัญ”
“หุบปากทั้งคู่นั่นแหละ!” อัครเสนาบดีมู่ตวาดลั่นจนทั้งห้องเงียบกริบ “ชื่อเสียงของจวนอัครเสนาบดีป่นปี้หมดแล้ว ชิงเหลียน เจ้าทำตัวเหลวไหล หากองค์รัชทายาทไม่รับผิดชอบแต่งเจ้าเข้าจวน เจ้าก็เตรียมตัวโกนหัวบวชชีเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิตเสียเถิด!”
มู่ชิงเหลียนหน้าซีดเผือด นางไม่อยากบวชชี นางอยากเป็นชายารัชทายาท
ทันใดนั้น เสียงประกาศของกงกงจากวังหลวงก็ดังขึ้นหน้าประตูจวน “รับราชโองการ! ฝ่าบาทมีรับสั่งให้อัครเสนาบดีมู่เข้าเฝ้าเป็นการด่วน!”
อัครเสนาบดีมู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมาถึง
มู่หวั่นชิงก้าวออกมายืนเคียงข้างบิดา “ท่านพ่อ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของจวนเรา ลูกในฐานะคุณหนูใหญ่และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ขอติดตามท่านพ่อไปเข้าเฝ้าเพื่อชี้แจงความจริงด้วยเจ้าค่ะ ลูกจะไม่ยอมให้ใครมาสาดโคลนใส่ตระกูลเราเป็นอันขาด”
อัครเสนาบดีมู่มองแววตาที่เด็ดเดี่ยวของบุตรสาวคนโตแล้วพยักหน้า “ดี เจ้าไปกับพ่อ”
มู่ชิงเหลียนเห็นดังนั้นก็รีบคลานเข่าเข้ามาเกาะขาบิดา “ท่านพ่อ! เหลียนเอ๋อร์ก็ขอไปด้วยเจ้าค่ะ เหลียนเอ๋อร์เป็นผู้เสียหาย เหลียนเอ๋อร์ต้องไปอธิบายให้ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทเข้าใจนะเจ้าคะ” นางกลัวว่ามู่หวั่นชิงจะไปยุยงฮ่องเต้จนนางไม่ได้แต่งงานกับรัชทายาท
อัครเสนาบดีมู่สะบัดขาออกด้วยความรำคาญ แต่เมื่อคิดว่านางเป็นต้นเรื่อง จึงจำใจพยักหน้า “ไปเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย แล้วตามข้าเข้าวัง!”
ณ ห้องทรงอักษร ตำหนักหยางซิน
อัครเสนาบดีมู่ มู่หวั่นชิง และมู่ชิงเหลียน คุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้ เซียวจิ้งเซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างมองมาที่มู่หวั่นชิงด้วยสายตาขุ่นเคือง ในขณะที่มู่ชิงเหลียนเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้กระซิกๆ
“อัครเสนาบดีมู่ เรื่องวุ่นวายในอุทยานหลวงวันนี้ ท่านจะว่าอย่างไร?” ฮ่องเต้ตรัสถามเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความกดดัน
“ทูลฝ่าบาท เป็นเพราะกระหม่อมสั่งสอนบุตรสาวไม่ดี ทำให้เกิดเรื่องเสื่อมเสีย กระหม่อมขอยอมรับผิดพ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีมู่ตอบอย่างระมัดระวัง
ฮ่องเต้หันไปมองมู่ชิงเหลียน “คุณหนูรองมู่ รัชทายาทบอกว่าเขาเพียงแต่ช่วยชีวิตเจ้า ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกิน และเขาไม่อาจรับบุตรีอนุภรรยาเป็นชายาเอกได้ เจ้าจะยอมรับตำแหน่งอนุภรรยาเพื่อล้างมลทินหรือไม่?”
คำตรัสของฮ่องเต้เหมือนมีดที่แทงทะลุหัวใจของมู่ชิงเหลียน ตำแหน่งอนุ นางทุ่มเทวางแผนมาตั้งนาน เพื่อเป็นแค่อนุอย่างนั้นหรือ นางเงยหน้าขึ้นมองเซียวจิ้งเซวียนด้วยแววตาตัดพ้อ หวังให้เขาพูดแก้ต่างให้นาง แต่รัชทายาทกลับเบือนหน้าหนี ไม่แม้แต่จะสบตานาง
“ฝ่าบาท...” มู่ชิงเหลียนเสียงสั่น “หม่อมฉัน... หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเจ้าค่ะ เป็นพี่หญิง... พี่หญิงวางแผนผลักหม่อมฉันตกน้ำ เพื่อทำลายชื่อเสียงของหม่อมฉัน หม่อมฉันบริสุทธิ์นะเจ้าคะ”
นางตัดสินใจโยนความผิดให้มู่หวั่นชิงอย่างหน้าด้านๆ หวังให้ฮ่องเต้ลงโทษพี่สาว และประทานความยุติธรรม(ตำแหน่งชายา) ให้แก่นาง
“บังอาจ!” อัครเสนาบดีมู่ตวาดลูกสาวคนรอง “ต่อหน้าพระพักตร์ยังกล้าพูดจาเหลวไหล!”
มู่หวั่นชิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาของนางนิ่งสงบไร้ซึ่งความตื่นตระหนก นางกราบทูลด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “ทูลฝ่าบาท สิ่งที่น้องรองกล่าวอ้างล้วนเป็นความเท็จ พยานนับร้อยในอุทยานหลวงเห็นตรงกันว่าสาวใช้ของนางเป็นผู้ทำนางตกน้ำ ซ้ำหม่อมฉันยังเป็นผู้ร้องขอให้คนช่วย แต่องค์รัชทายาทกลับรีบร้อนกระโดดลงไปช่วยนางด้วยพระองค์เอง หม่อมฉันในฐานะพี่สาว แม้จะอับอายที่น้องสาวไม่รักนวลสงวนตัว แต่ก็ต้องขอบพระทัยในพระเมตตาขององค์รัชทายาท ที่ทรงทุ่มเท ช่วยเหลือนางอย่างใกล้ชิด... ถึงเพียงนั้น”
คำพูดของมู่หวั่นชิงเป็นการตอกย้ำให้ฮ่องเต้เห็นว่า รัชทายาทต่างหากที่เป็นฝ่ายกระตือรือร้นเกินเหตุ และมู่ชิงเหลียนก็เป็นสตรีที่ไร้ยางอาย
เซียวจิ้งเซวียนโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “มู่หวั่นชิง! เจ้าอย่ามาบิดเบือนความจริง ข้าช่วยชีวิตน้องสาวเจ้า เจ้าไม่ขอบคุณข้า ซ้ำยังมาพูดจาประชดประชันข้าอีกงั้นหรือ ข้าขอบอกไว้ตรงนี้เลย ว่าข้าไม่มีทางรับมู่ชิงเหลียนเข้าจวนเด็ดขาด ข้าจะไม่ยอมให้สตรีที่มีมารยาเช่นนี้มาแปดเปื้อนจวนรัชทายาท!”
คำประกาศกร้าวของรัชทายาททำเอามู่ชิงเหลียนแทบจะล้มทั้งยืน ชายที่นางรักและยอมมอบกายมอบใจให้ ลับหลังบอกว่ารักนางนักหนา แต่ต่อหน้าผู้คนกลับปฏิเสธนางอย่างเยื่อใย
“ฝ่าบาท...”
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทรงอักษร ทุกสายตาหันไปมองโดยพร้อมเพรียง
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีแดงเข้มก้าวเข้ามาในห้องอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น ‘เผยยวน’ หัวหน้าขันทีผู้คุมตราประทับกรมหลวง ในมือของเขาถือปัดหางม้าสีขาวสะอาดตา ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
มู่หวั่นชิงเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นเขา บุรุษผู้นี้คือเป้าหมายที่นางวางแผนจะเกาะเกี่ยวในอนาคต เหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้?
เผยยวนประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้อย่างนอบน้อม “กระหม่อมนำชาปี้หลัวชุนที่ฝ่าบาทโปรดปรานมาถวาย พ่ะย่ะค่ะ เห็นว่าบรรยากาศในห้องทรงอักษรค่อนข้างตึงเครียด จึงหวังว่าชาถ้วยนี้จะช่วยดับกระหายและคลายโทสะลงได้บ้าง”
ฮ่องเต้พยักหน้าเล็กน้อย ท่าทีที่เกรี้ยวกราดเมื่อครู่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานและความไว้วางใจที่โอรสสวรรค์มีต่อขันทีผู้นี้ “เข้ามาเถิดเผยยวน ข้ากำลังปวดหัวกับเรื่องไร้สาระของพวกเด็กๆ อยู่พอดี”
เผยยวนรับถ้วยชาจากสืออีแล้วนำไปวางบนโต๊ะทรงอักษร ก่อนจะหันมามองกลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น สายตาของเขาปะทะเข้ากับดวงตากลมโตที่เยือกเย็นของมู่หวั่นชิงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะปรายตามองไปยังองค์รัชทายาทด้วยแววตาหยามหยัน
“กระหม่อมได้ยินเรื่องวุ่นวายในอุทยานหลวงแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” เผยยวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังกังวาน “ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ยอมกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยชีวิตบุตรีอนุภรรยา แต่พอกลับมาถึงวัง กลับปฏิเสธความรับผิดชอบและรังเกียจนางราวกับเป็นกิ้งกือไส้เดือน หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ประชาชนคงจะสรรเสริญใน ความรับผิดชอบของว่าที่โอรสสวรรค์กันอย่างแซ่ซ้องเป็นแน่”
คำพูดที่ดูเหมือนจะราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความประชดประชันและเสียดสีอย่างรุนแรงของเผยยวน ทำเอาเซียวจิ้งเซวียนหน้าชาไปทั้งแถบ รัชทายาทหนุ่มกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น แต่ไม่อาจปริปากด่าทอขันทีคนโปรดของบิดาได้
“เผยยวน! เจ้าอย่ามากำเริบสิบสาน!” เซียวจิ้งเซวียนกัดฟันกรอด
“กระหม่อมเพียงแต่พูดตามความเป็นจริงพ่ะย่ะค่ะ” เผยยวนตอบกลับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “สตรีถูกบุรุษกอดรัดต่อหน้าธารกำนัล ร่างกายแนบชิดจนแทบจะหลอมรวมกัน ชื่อเสียงของนางป่นปี้ไปแล้ว หากองค์รัชทายาทไม่รับนางเข้าจวน แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด? หรือองค์รัชทายาทคิดว่า การทำลายชีวิตสตรีผู้หนึ่ง เป็นเพียงเรื่องล้อเล่นสนุกๆ?”
คำพูดของเผยยวนต้อนเซียวจิ้งเซวียนให้จนมุมอย่างสมบูรณ์แบบ ฮ่องเต้ที่นั่งฟังอยู่ก็เริ่มเห็นด้วย พระองค์ไม่อาจปล่อยให้รัชทายาทมีมลทินเรื่องความไร้ความรับผิดชอบได้
มู่หวั่นชิงลอบมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษในชุดแดงด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดว่าหัวหน้าขันทีผู้โหดเหี้ยม จะออกโรงพูดจาบีบบังคับรัชทายาท ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการช่วยเหลือนางทางอ้อม ทำให้รัชทายาทไม่อาจปฏิเสธมู่ชิงเหลียนได้อีกต่อไป
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว ตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาด “พอได้แล้ว! จิ้งเซวียน ในเมื่อเจ้าทำให้คุณหนูรองมู่เสื่อมเสีย เจ้าก็ต้องรับผิดชอบ ข้าจะออกราชโองการประทานสมรส ให้คุณหนูรองมู่ชิงเหลียนแต่งเข้าจวนรัชทายาท... ในฐานะ ‘อนุภรรยาขั้นรอง’!”
“ฝ่าบาท!” มู่ชิงเหลียนกรีดร้องเสียงหลง ร่างของนางทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับไร้กระดูก อนุภรรยาขั้นรอง ตำแหน่งที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขรับใช้ในจวนเสียอีก นี่มันต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น
เซียวจิ้งเซวียนหน้าซีดเผือด แต่ก็ไม่อาจขัดราชโองการได้ เขาจำใจโขกศีรษะรับคำสั่ง “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ... พ่ะย่ะค่ะ”
มู่หวั่นชิงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ละครฉากแรกจบลงอย่างงดงาม นางสามารถผลักน้องสาวทรยศลงสู่นรกขุมแรกได้สำเร็จ และยังทำให้รัชทายาทต้องกลืนเลือดตัวเอง
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะลุกขึ้น เผยยวนกลับเดินผ่านร่างของมู่หวั่นชิงไปอย่างเชื่องช้า สายลมพัดพากลิ่นหอมเย็นยะเยือกของไม้จันทน์จากตัวเขามาแตะจมูกนาง เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน...
“จิ้งจอกน้อย ละครฉากนี้ของเจ้า... สนุกดีนี่”
มู่หวั่นชิงสะดุ้งเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความนัยของเผยยวน หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ บุรุษผู้นี้... อันตรายยิ่งกว่าที่นางคิดไว้เสียอีก