บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3: หักวาสนาด้ายแดง

ล้อรถม้าของจวนอัครเสนาบดีบดลงบนแผ่นหินปูถนน เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง มุ่งหน้าสู่อุทยานหลวงริมทะเลสาบไท่หู สถานที่จัดงานชุมนุมบัณฑิตและงานชมบุปผาประจำปี

ภายในรถม้า มู่หวั่นชิงนั่งหลับตาพริ้มรับลมเย็นที่พัดผ่านม่านหน้าต่าง ทว่าในหัวของนางกลับฉายภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติซ้ำไปซ้ำมาอย่างแจ่มชัด งานชุมนุมบัณฑิตในวันนั้น... คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่กลืนกินชีวิตของทุกคนในตระกูล

ในชาติก่อน ด้วยความหูเบาและหลงเชื่อคำหวานของน้องสาวแสนดี นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูบานเย็นปักลายนกยูงฟู่ฟ่า ประโคมเครื่องประดับทองคำเต็มศีรษะ แต่งหน้าทาปากสีแดงสดราวกับนางงิ้วที่กำลังจะขึ้นแสดงบนเวที ทันทีที่นางก้าวลงจากรถม้า เสียงหัวเราะเยาะและสายตาเหยียดหยามจากเหล่าคุณหนูตระกูลผู้ดีและบัณฑิตทั้งหลายก็พุ่งเป้ามาที่นาง ตำแหน่ง ‘หญิงงามอันดับหนึ่ง’ ถูกแทนที่ด้วยคำว่า ‘ตัวตลกแห่งเมืองหลวง’

แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่ากับเหตุการณ์ที่สะพานศิลาข้ามสระบัว มู่ชิงเหลียนหลอกล่อให้นางเดินไปที่ริมขอบสะพานที่มีตะไคร่น้ำจับตัวลื่น แล้วแสร้งทำเป็นสะดุดล้ม ผลักร่างของนางตกลงไปในน้ำเย็นเฉียบ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คน ‘เซียวจิ้งเซวียน’ องค์รัชทายาทผู้สง่างามได้กระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมา

เสื้อผ้าที่เปียกลู่แนบติดร่างกายเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน การสัมผัสเนื้อตัวต่อหน้าธารกำนัลทำให้ชื่อเสียงของนางป่นปี้ ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องรับราชโองการหมั้นหมายกับองค์รัชทายาทเพื่อรักษาหน้าของตระกูล

ตอนนั้น นางยังเป็นเพียงเด็กสาวที่อ่อนต่อโลก นางคิดว่าบุรุษที่กระโดดลงน้ำมาช่วยชีวิตตนคือวีรบุรุษ คิดว่ามันคือวาสนาด้ายแดงที่สวรรค์ประทานให้ ใครจะไปรู้เล่า... ว่าด้ายแดงเส้นนั้น แท้จริงแล้วคือเชือกผูกคอที่นางหยิบยื่นให้คนทั้งตระกูลเดินลงสู่นรกอเวจี

มู่หวั่นชิงลืมตาขึ้น แววตาของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มหยัน

“คุณหนู ถึงอุทยานหลวงแล้วเจ้าค่ะ” เสียงของชุนเถาดังขึ้นจากด้านนอกพร้อมกับม่านรถม้าที่ถูกเลิกขึ้น

มู่หวั่นชิงก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ทันทีที่ปลายเท้าของนางแตะพื้น เสียงพูดคุยจอแจบริเวณหน้าทางเข้าอุทยานก็เงียบเสียงลงแทบจะในทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ดรุณีแรกรุ่นผู้ก้าวลงมาจากรถม้าจวนอัครเสนาบดีราวกับถูกมนต์สะกด

วันนี้มู่หวั่นชิงสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเหลือบมุก ปักลายดาราจรัสแสงด้วยดิ้นเงินบริสุทธิ์ ชายกระโปรงพริ้วไหวตามแรงลมราวกับเกลียวคลื่นบนผิวน้ำ เรือนผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะ ปักเพียงปิ่นหยกขาวเรียบง่ายแต่ล้ำค่า ใบหน้างดงามหมดจดแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบา ขับเน้นผิวพรรณที่ขาวผ่องดุจหิมะแรกแรก นางงดงาม สูงศักดิ์ และบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับเทพธิดาที่เดินหลงลงมาบนโลกมนุษย์

ไม่มีคราบของนางงิ้ว ไม่มีสีสันฉูดฉาด มีเพียงความสง่างามที่ทำให้เหล่าคุณชายและบัณฑิตทั้งหลายต้องลอบกลืนน้ำลายและมองตาไม่กะพริบ

“นั่นคุณหนูใหญ่มู่ใช่หรือไม่... งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ” “ราวกับนางเซียนตกสวรรค์ ข้าไม่เคยเห็นสตรีใดแต่งกายเรียบง่ายแต่กลับดูสูงส่งเพียงนี้มาก่อน”

เสียงซุบซิบชื่นชมดังแว่วมาเข้าหู มู่หวั่นชิงเพียงแค่ยิ้มบางๆ อย่างสงวนท่าที นางเดินผ่านฝูงชนเข้าไปในอุทยาน มุ่งหน้าไปยังศาลาริมน้ำซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง

เมื่อก้าวเข้ามาถึงบริเวณศาลา สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับร่างของบุรุษในชุดคลุมสีขาวปักลายมังกรทองสี่เล็บ ‘เซียวจิ้งเซวียน’ องค์รัชทายาทกำลังยืนส่งยิ้มอบอุ่น สนทนากับเหล่าบัณฑิตอยู่ริมสระบัว ท่าทางสุภาพอ่อนโยนและมีเมตตาของเขา ทำให้ผู้คนต่างชื่นชมว่าเขาคือโอรสสวรรค์ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม

ทว่าในสายตาของมู่หวั่นชิง รอยยิ้มนั้นช่างจอมปลอมและน่าสะอิดสะเอียนจนนางแทบอยากจะอาเจียน นางต้องจิกเล็บลงบนฝ่ามือของตนเองอย่างแรงเพื่อข่มความเกลียดชังและแรงกระตุ้นที่อยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอเขาให้ตายคามือ

“พี่หญิง! ท่านมาแล้ว”

เสียงเรียกหวานใสแต่น่ารำคาญดังขึ้น มู่ชิงเหลียนในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์เดินปรี่เข้ามาหา ใต้ตาของนางมีรอยคล้ำจางๆ ที่แม้แต่แป้งหนาเตอะก็ไม่อาจปกปิดได้มิด ผลจากการถูกบังคับให้คัดกฎระเบียบตระกูลหนึ่งร้อยจบเมื่อคืนทำให้นางแทบไม่ได้นอน แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังพยายามฉีกยิ้มแสร้งทำเป็นน้องสาวที่น่ารัก

มู่ชิงเหลียนมองการแต่งกายของพี่สาวแล้วแทบจะกัดฟันกรอดด้วยความริษยา แผนการที่นางให้ชุ่ยผิงเอาชุดสีบานเย็นไปให้ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ซ้ำวันนี้มู่หวั่นชิงยังแต่งกายได้งดงามจนแย่งซีนนางไปจนหมดสิ้น รัศมีของดอกบัวขาวที่นางพยายามสร้างขึ้นมาหมองลงไปถนัดตาเมื่อยืนอยู่ข้างรัศมีจันทร์เพ็ญของมู่หวั่นชิง

“พี่หญิง ท่านแต่งตัวได้งดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ” มู่ชิงเหลียนฝืนยิ้มชม “ตรงโน้นมีดอกบัวสายพันธุ์ใหม่เพิ่งบาน พวกเราไปเดินชมริมสระน้ำตรงสะพานศิลากันเถิดเจ้าค่ะ องค์รัชทายาทก็ประทับอยู่แถวนั้นด้วย”

มู่หวั่นชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก มาแล้วสินะ... ลิเกฉากใหญ่ที่เจ้าเตรียมไว้

“เอาสิ น้องรองอุตส่าห์ชวน ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร” มู่หวั่นชิงตอบรับอย่างง่ายดาย

ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินหินที่ทอดยาวไปสู่สะพานศิลาข้ามสระบัวขนาดใหญ่ บริเวณนั้นไม่มีรั้วกั้น ซ้ำยังมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ประปราย ทำให้พื้นค่อนข้างลื่น ยิ่งเดินเข้าใกล้รัชทายาทมากเท่าไหร่ มู่ชิงเหลียนก็ยิ่งลอบส่งสัญญาณทางสายตาให้ชุ่ยผิง สาวใช้ของนางที่เดินตามมาด้านหลัง

มู่หวั่นชิงรับรู้ทุกการเคลื่อนไหว สัมผัสทั้งห้าของนางเปิดกว้าง นางก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ถ่ายเทน้ำหนักลงบนปลายเท้าอย่างมั่นคง ผิดกับมู่ชิงเหลียนที่มัวแต่จดจ่ออยู่กับแผนการจนไม่ได้สังเกตท่าทีของพี่สาว

เมื่อเดินมาถึงจุดที่ใกล้กับองค์รัชทายาทมากที่สุด มู่ชิงเหลียนก็เริ่มแสดงละคร นางแสร้งทำเป็นสะดุดก้อนหิน ร่างกายโงนเงนทำท่าจะล้ม “ว้าย!”

ตามแผนที่วางไว้ ชุ่ยผิงจะแสร้งทำเป็นวิ่งเข้ามาพยุงแต่กลับผลักมู่หวั่นชิงจากด้านหลัง ส่วนมู่ชิงเหลียนก็จะคว้าแขนเสื้อของพี่สาวแล้วเหวี่ยงร่างของนางให้ตกลงไปในสระบัวต่อหน้าองค์รัชทายาท

ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ชุ่ยผิงพุ่งตัวเข้ามาผลัก และมือของมู่ชิงเหลียนกำลังจะคว้าจับแขนเสื้อของนางนั้น

มู่หวั่นชิงหมุนตัวหลบด้วยท่วงท่าที่พริ้วไหวราวกับใบหลิวลู่ลม นางเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างแนบเนียน พร้อมกับตวัดชายแขนเสื้อที่ทิ้งตัวยาวไปปัดโดนข้อมือของมู่ชิงเหลียนเบาๆ แต่แฝงไปด้วยแรงส่งที่แม่นยำ

เมื่อชุ่ยผิงผลักพลาดเป้า ร่างของสาวใช้ก็ถลำไปชนแผ่นหลังของมู่ชิงเหลียนเข้าอย่างจัง!

“กรี๊ดดดดด!”

เสียงกรีดร้องสยดสยองดังลั่นอุทยาน มู่ชิงเหลียนที่เสียหลักอยู่แล้วถูกสาวใช้ของตนเองกระแทกซ้ำ ร่างบอบบางในชุดสีขาวปลิวว่อนละลิ่วตกลงไปในสระบัวที่เย็นเฉียบ

ตูม!!

น้ำในสระแตกกระจายเป็นวงกว้าง ดอกบัวและใบบัวฉีกขาดลอยล่อง มู่ชิงเหลียนตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำเย็นจัด สูดสำลักน้ำโคลนเข้าไปเต็มปอด เครื่องสำอางบนใบหน้าที่พอกไว้หนาเตอะหลุดลอกออก เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาและใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับศพตกน้ำ

“ช่วยด้วย! แค่กๆ... ช... ช่วยข้าด้วย! พี่หญิง... ท่านผลักข้าทำไม!” มู่ชิงเหลียนตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมกับรีบโยนความผิดให้พี่สาวตามสัญชาตญาณความตอแหลที่ฝังรากลึก

เหล่าบัณฑิตและคุณหนูที่อยู่รอบบริเวณต่างหันมามองด้วยความตกตะลึง ทว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นกลับเป็นภาพของคุณหนูใหญ่มู่หวั่นชิงที่ยืนเอามือทาบอกด้วยความตกใจสุดขีด ใบหน้างดงามซีดเผือดราวกับคนทำอะไรไม่ถูก

“น้องรอง! เจ้าพูดอะไรของเจ้า ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เป็นสาวใช้ของเจ้าต่างหากที่เดินสะดุดแล้วล้มไปชนเจ้าจนตกน้ำ” มู่หวั่นชิงโต้ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ดังฟังชัดกังวานไปทั่วบริเวณ นางรีบก้าวถอยหลังออกห่างจากขอบสระชี้มือไปที่ชุ่ยผิงที่กำลังนั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าตรงนี้ตะไคร่น้ำมันเยอะ พื้นมันลื่น เหตุใดเจ้าถึงไม่ระวังตัวเล่า!”

ชุ่ยผิงหน้าซีดเป็นไก่ต้ม “บ... บ่าวไม่ได้ตั้งใจ... บ่าวสะดุด...”

“ตายจริง! น้องรองว่ายน้ำไม่เป็นนี่นา ใครก็ได้ ช่วยน้องสาวข้าที!” มู่หวั่นชิงแสร้งร้องขอความช่วยเหลือด้วยท่าทีร้อนรน แต่สองเท้ากลับยืนนิ่งสนิทอยู่บนสะพาน ไม่คิดจะยื่นมือลงไปช่วยแม้แต่น้อย

เสียงเอะอะโวยวายทำให้เซียวจิ้งเซวียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลต้องหันมามอง เมื่อเขาเห็นว่าสตรีที่กำลังจมน้ำตะเกียกตะกายอยู่คือ ‘เหลียนเอ๋อร์’ หญิงที่เขารักและลอบคบหากันอย่างลับๆ ดวงตาของรัชทายาทหนุ่มก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เขาไม่สนใจรักษาภาพลักษณ์หรือสอบถามต้นสายปลายเหตุใดๆ ร่างสูงโปร่งในชุดมังกรขาวกระโจนลงไปในสระบัวทันที

ตูม!

“องค์ชาย! / องค์รัชทายาท!”

เสียงเหล่าองครักษ์และขันทีร้องระงมไปทั่วอุทยาน องครักษ์เงาอย่างจ้าวคังทำท่าจะกระโดดตามลงไปแต่เซียวจิ้งเซวียนได้ว่ายเข้าไปประคองร่างของมู่ชิงเหลียนเอาไว้ได้แล้ว

“เหลียนเอ๋อร์! ไม่เป็นไรแล้ว ข้าอยู่นี่!” เซียวจิ้งเซวียนกระซิบเรียกชื่อนางอย่างลืมตัว วงแขนแกร่งโอบรัดร่างที่สั่นเทาของมู่ชิงเหลียนไว้แน่น ก่อนจะพยุงพานางว่ายเข้าหาฝั่ง

เมื่อทั้งสองตะเกียกตะกายขึ้นมาบนพื้นหญ้าริมสระ ภาพที่ปรากฏต่อหน้าธารกำนัลนับร้อยชีวิตคือภาพที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก

มู่ชิงเหลียนสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ ชุดกระโปรงสีขาวบางเบาของนางเมื่อเปียกน้ำก็ลู่แนบติดร่างกาย จนเห็นสัดส่วนโค้งเว้าและเอี๊ยมสีดอกท้อด้านในอย่างชัดเจน ซ้ำร้าย อ้อมแขนของรัชทายาทที่โอบกอดเอวบางของนางไว้แน่นแนบชิดชนิดที่ว่าไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ยิ่งทำให้ภาพการช่วยเหลือกลายเป็นภาพการกอดรัดฟัดเหวี่ยงของหนุ่มสาวที่ดูเกินเลยกว่าความจำเป็น

เสียงซุบซิบนินทาดังกระหึ่มขึ้นทันที

“สวรรค์! หญิงชายไม่ควรใกล้ชิดกัน องค์รัชทายาทกอดคุณหนูรองมู่แน่นถึงเพียงนั้น...”

“ชุดของคุณหนูรองก็บางเสียจนเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เสื่อมเสียเกียรติยศสตรีตระกูลใหญ่เสียจริง!”

“เมื่อครู่ข้าได้ยินองค์รัชทายาทเรียกคุณหนูรองอย่างสนิทสนมว่าเหลียนเอ๋อร์ด้วยล่ะ หรือว่าพวกเขาสองคน...”

มู่หวั่นชิงยืนมองผลงานของตนเองจากบนสะพานศิลา นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก แสร้งทำเป็นตกตะลึงและตกใจกลัวจนต้องถอยหลังไปซบไหล่ชุนเถา

“สวรรค์... น้องรอง... เหตุใดเจ้าถึงปล่อยตัวให้องค์รัชทายาทโอบกอดต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้!” มู่หวั่นชิงอุทานด้วยน้ำเสียงที่ดังพอจะให้บัณฑิตแถวหน้าได้ยินชัดเจน “ถึงแม้ฝ่าบาทจะมีพระเมตตาลงไปช่วยชีวิตเจ้า แต่เจ้าก็เป็นถึงบุตรีตระกูลขุนนางใหญ่ การสัมผัสเนื้อตัวแนบชิดและเปิดเผย ร่างกายเช่นนี้... ชื่อเสียงของตระกูลมู่เราป่นปี้หมดแล้ว”

คำพูดของมู่หวั่นชิงเปรียบเสมือนการสาดน้ำมันลงบนกองไฟ นางไม่ได้ชี้ว่ารัชทายาทลวนลาม แต่ชี้ให้เห็นถึงความใจแตกและไม่รู้จักสงวนท่าทีของมู่ชิงเหลียน เป็นการประทับตราความเสื่อมเสียลงบนหน้าผากของน้องสาวอย่างเลือดเย็น

เซียวจิ้งเซวียนเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองแสดงออกมากเกินไป เขารีบปล่อยมือจากเอวของมู่ชิงเหลียน แต่ภาพความสัมพันธ์ที่เกินเลยได้ถูกสลักลงในสายตาของคนทั้งเมืองหลวงไปเสียแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดำทะมึนด้วยความโกรธและอับอาย เขาเงยหน้าขึ้นมองมู่หวั่นชิงที่ยืนอยู่บนสะพานด้วยสายตาขุ่นเคือง

“องค์รัชทายาททรงปลอดภัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีคนสนิทวิ่งกระหืดกระหอบนำผ้าคลุมมาคลุมทับร่างของเซียวจิ้งเซวียนและมู่ชิงเหลียนอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่เป็นไร!” เซียวจิ้งเซวียนตวาดลั่น เขาหันไปมองมู่ชิงเหลียนที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ก่อนจะหันมาตวัดสายตาใส่มู่หวั่นชิง “คุณหนูใหญ่มู่ เจ้าเห็นน้องสาวตกน้ำ เหตุใดจึงยืนนิ่งดูดาย ไม่เรียกให้องครักษ์หรือสาวใช้ที่มีกำลังลงไปช่วย ปล่อยให้นางเกือบจมน้ำตายได้อย่างไร จิตใจเจ้าทำด้วยอะไรกัน!”

มู่หวั่นชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยสบตากับบุรุษที่นางเคยรักจนหมดหัวใจในอดีตชาติอย่างไม่สะทกสะท้าน นางย่อตัวทำความเคารพอย่างชดช้อยและถูกต้องตามธรรมเนียมทุกประการ

“ทูลองค์รัชทายาท หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ร่างกายอ่อนแอ ซ้ำยังว่ายน้ำไม่เป็น หากหม่อมฉันกระโดดลงไปช่วยก็คงมีแต่จะพากันจมน้ำตายทั้งคู่ ส่วนองครักษ์และบ่าวไพร่แถวนี้ก็ล้วนแต่เป็นบุรุษ หากให้พวกเขาสัมผัสเนื้อตัวน้องรอง ชื่อเสียงของนางย่อมต้องมัวหมอง”

มู่หวั่นชิงเว้นจังหวะเล็กน้อย ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นชาที่เซียวจิ้งเซวียนไม่เคยเห็นมาก่อน “หม่อมฉันกำลังจะสั่งให้สาวใช้เอาไม้ยาวมาให้นางเกาะ แต่ฝ่าบาทกลับมีพระเมตตาล้นเหลือ กระโดดลงไปอุ้มประคองนางขึ้นมาด้วยพระองค์เองเสียก่อน... การที่โอรสสวรรค์ผู้สูงศักดิ์ยอมสละภาพลักษณ์ลงไปแช่น้ำโคลนเพื่อช่วยบุตรีอนุภรรยาตระกูลขุนนาง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ตระกูลมู่ต้องจารึกไว้จริงๆ ถือว่าน้องรองของหม่อมฉันมีวาสนายิ่งนักที่ได้รับการสัมผัสอย่างใกล้ชิดจากฝ่าบาท”

คำพูดของนางฟังดูเหมือนเป็นการสรรเสริญ แต่แท้จริงแล้วคือการตบหน้ารัชทายาทฉาดใหญ่กลางที่สาธารณะ

นางกำลังตอกย้ำให้ทุกคนรู้ว่า เซียวจิ้งเซวียนผู้สูงศักดิ์ ลดตัวลงไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับบุตรีอนุภรรยาอย่างลืมตัว และเน้นย้ำคำว่าวาสนาเพื่อบีบบังคับให้เซียวจิ้งเซวียนต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสื่อมเสียของมู่ชิงเหลียน

เซียวจิ้งเซวียนหน้าชาไปครึ่งแถบ เขาไม่คิดว่าสตรีที่เคยหัวอ่อนและมองเขาด้วยสายตาเทิดทูนอย่างมู่หวั่นชิง จะมีฝีปากกล้าและคำพูดเชือดเฉือนได้ถึงเพียงนี้

มู่ชิงเหลียนที่ถูกผ้าคลุมปิดบังร่างกายนั่งร้องไห้เงียบๆ ด้วยความแค้นสุมอก นางรู้ดีว่าแผนการพังพินาศไม่เป็นท่า แทนที่จะได้ทำลายชื่อเสียงของพี่สาว กลับกลายเป็นตัวนางเองที่ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน และการที่นางถูกกอดรัดโดยรัชทายาทต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ หากรัชทายาทไม่รับนางเป็นชายา นางก็คงไม่มีหน้าไปแต่งงานกับชายอื่นได้อีก แต่ด้วยฐานะบุตรีอนุภรรยา อย่างมากนางก็คงได้เป็นแค่อนุ

นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ! นางต้องการตำแหน่งชายาเอก

“ในเมื่อน้องรองปลอดภัยแล้ว และอยู่ในความดูแลขององค์รัชทายาทอย่างใกล้ชิด หม่อมฉันก็หมดห่วง” มู่หวั่นชิงเอ่ยตัดบทอย่างหมดจด นางไม่รอให้เซียวจิ้งเซวียนได้แก้ตัวหรือหาเรื่องเอาผิดนางอีก “ชุนเถา ไปเตรียมรถม้า น้องรองเสื้อผ้าเปียกปอน ดูท่าคงไม่เหมาะจะร่วมงานกวีต่อ ข้าจะพานางกลับจวนไปรับโทษทัณฑ์จากท่านพ่อเรื่องที่ทำตัวเสื่อมเสียเกียรติยศ หม่อมฉันทูลลา”

มู่หวั่นชิงสะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม หันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวแล ทิ้งให้องค์รัชทายาทและมู่ชิงเหลียนต้องเผชิญหน้ากับสายตาเหยียดหยามและเสียงซุบซิบนินทาของคนทั้งอุทยานหลวงเพียงลำพัง

ด้ายแดงแห่งความตายเส้นนั้น นางได้ตัดมันจนขาดสะบั้นด้วยมือของนางเองแล้ว นับจากนี้ไป เส้นทางสู่นรกอเวจี พวกเจ้าจงจูงมือกันเดินลงไปเองเถิด
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel