ตอนที่ 2: น้ำตาแห่งการเกิดใหม่และรอยยิ้มที่หายไป
“เฮือก!”
มู่หวั่นชิงสะดุ้งสุดตัว ทะลึ่งพรวดขึ้นนั่งบนเตียงกว้างพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ สองมือบางกำผ้าห่มไหมปักลายผีเสื้อแน่น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มกรอบหน้า นางหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตายังคงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ความรู้สึกแสบร้อนจากการถูกกรอกยาพิษยังคงติดตาตรึงใจ นางรีบยกมือขึ้นคลำลำคอของตนเอง ไม่มีเลือดสีดำไม่มี ความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อครู่ก็ไม่มี!
เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา นางจึงเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานดอกมู่หลานลอยแตะจมูก แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลายดอกเหมยเข้ามาในห้อง ผ้าม่านมุ้งสีชมพูอ่อน เครื่องเรือนไม้หอมหรูหรา นี่มันห้องนอนของนางในจวนอัครเสนาบดี
“คุณหนู คุณหนูใหญ่ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ตามมาด้วยร่างเล็กๆ ของ ‘ชุนเถา’ สาวใช้คนสนิทที่วิ่งเข้ามาหา มู่หวั่นชิงหันขวับไปมองแล้วเบิกตากว้าง ชุนเถายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีรอยเฆี่ยนตี ไม่มีเลือดอาบแผ่นหลังเหมือนในความทรงจำสุดท้าย
“ชุนเถา... วันนี้วันที่เท่าไหร่ ปีใด?” มู่หวั่นชิงถามเสียงสั่นพร่า รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี
“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ วันนี้คือวันที่สิบห้า เดือนสาม ปีเจี้ยนอันที่สิบห้า พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันงานเลี้ยงชมบุปผาของวังหลวงแล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะ คุณหนูตื่นเต้นจนลืมวันลืมคืนไปแล้วหรือ” ชุนเถายิ้มแป้น หยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดหน้าให้เจ้านายอย่างเบามือ
ปีเจี้ยนอันที่สิบห้า... ก่อนวันงานเลี้ยงชมบุปผา
มู่หวั่นชิงหลับตาลง หยาดน้ำตาแห่งความปีติไหลรินอาบสองแก้ม สวรรค์มีตา สวรรค์ได้ยินคำสาบานของนางและส่งนางกลับมาจริงๆ นางย้อนเวลากลับมาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ก่อนที่นางจะได้พบกับเซียวจิ้งเซวียนอย่างเป็นทางการ และก่อนที่ครอบครัวของนางจะถูกดึงลงสู่นรกอเวจี
นางสะบัดผ้าห่มออก ไม่สนใจชุนเถาที่ร้องห้าม นางก้าวเท้าเปล่าลงบนพื้นไม้กระดานเย็นเฉียบ วิ่งพรวดพราดออกจากห้องนอนไปอย่างไม่คิดชีวิต
“คุณหนู! คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ ยังไม่ได้สวมรองเท้าเลย” ชุนเถาร้องเสียงหลง รีบคว้ารองเท้าปักลายดอกบัววิ่งตามเจ้านายไปติดๆ
มู่หวั่นชิงวิ่งผ่านระเบียงทางเดินที่ทอดยาว ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานรับฤดูใบไม้ผลิ สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า ทุกอย่างรอบกายช่างงดงามและมีชีวิตชีวา แตกต่างจากคุกใต้ดินที่มืดมิดและหนาวเหน็บอย่างสิ้นเชิง นางวิ่งตรงไปยัง ‘เรือนโซ่วคัง’ ซึ่งเป็นเรือนหลักของจวน สถานที่ที่สมาชิกตระกูลมู่ทุกคนมักจะมารวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารเช้า
เมื่อนางผลักบานประตูไม้บานใหญ่ออก ภาพตรงหน้าก็ทำให้นางก้าวขาไม่ออก ราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับพื้น
ภายในห้องโถงกว้างขวาง โต๊ะอาหารไม้จันทน์แดงตัวใหญ่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสควันฉุย สมาชิกครอบครัวของนางนั่งอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ตรงตำแหน่งประธานคือ ‘ท่านปู่’ อดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นที่แม้จะชราแต่ยังมีใบหน้าดุดันน่าเกรงขาม ข้างกายคือ ‘ท่านย่า’ ผู้มีรอยยิ้มเมตตา ถัดมาคือ ‘ท่านพ่อ’ อัครเสนาบดีมู่ผู้สง่างามและ ‘ท่านแม่’ มารดาบังเกิดเกล้าของนางที่กำลังคีบกับข้าวใส่ชามให้สามีอย่างเอาใจใส่ ฝั่งตรงข้ามคือ ‘ท่านอา’ น้องชายของบิดาที่กำลังหัวเราะร่วนกับ ‘ท่านป้าสะใภ้’ และบนตักของท่านอาก็มี ‘หลินเอ๋อร์’ ลูกชายวัยห้าขวบของพวกเขาที่กำลังเคี้ยวขนมกุ้ยฮวาจนแก้มตุ่ย
ทุกคน... ทุกคนยังอยู่ครบ
ภาพลานประหารหน้าประตูเมืองที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ภาพศีรษะของท่านปู่และท่านพ่อที่หลุดกระเด็น ภาพท่านแม่และท่านย่าที่ผูกคอตาย ภาพของหลินเอ๋อร์ที่ถูกทหารโยนลงหลุมศพอนาถาทั้งที่ยังร้องไห้จ้า... ภาพความตายของคนสามร้อยหกสิบชีวิตในจวนตระกูลมู่ซ้อนทับขึ้นมาในหัวของนาง
“หวั่นชิง? หลานเป็นอะไรไป ทำไมถึงวิ่งหน้าตาตื่นมาเช่นนั้น รองเท้าก็ไม่ใส่” ท่านย่าเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นหลานสาวคนโปรด หญิงชรารีบวางตะเกียบลงด้วยความตกใจ
มู่หวั่นชิงไม่อาจกลั้นทำนบน้ำตาได้อีกต่อไป ร่างบางทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังระงมไปทั่วห้องโถง นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ร้องไห้ให้กับความโง่เขลาในอดีตชาติ ร้องไห้ให้กับความเจ็บปวดที่ทุกคนต้องเผชิญเพราะนาง และร้องไห้ด้วยความขอบคุณที่สวรรค์เมตตาให้นางได้กลับมาเห็นหน้าพวกเขาอีกครั้ง
“ชิงเอ๋อร์ ลูกเป็นอะไร” ท่านแม่รีบลุกจากเก้าอี้ถลันเข้ามากอดร่างที่สั่นเทาของบุตรสาวไว้แน่น ท่านพ่อและท่านปู่ต่างก็ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ ท่านอาและท่านป้าสะใภ้รีบเข้ามาดูอาการหลานสาวด้วยความเป็นห่วง แม้แต่หลินเอ๋อร์ตัวน้อยยังหยุดกินขนมแล้วมองพี่สาวด้วยดวงตากลมโต
“ท่านแม่... ท่านพ่อ... ท่านปู่... ท่านย่า...” มู่หวั่นชิงสะอื้น กอดมารดาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ สตรีตรงหน้าจะสลายกลายเป็นควัน นางเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของบิดา สัมผัสความอบอุ่นจากร่างกายของทุกคนเพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน “ข้า... ข้าฝันร้ายเจ้าค่ะ ข้าฝันเห็นจวนของเราถูกไฟไหม้ ฝันว่าทุกคน... ทุกคนทิ้งข้าไป ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ”
คำโกหกที่กลั่นออกมาจากความจริงในอดีตชาติทำให้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความหวาดผวาอย่างแท้จริง
ท่านย่าดึงหลานสาวเข้ามากอดลูบศีรษะอย่างปลอบโยน “โธ่ เด็กโง่ มันก็แค่ความฝัน ปู่กับย่า พ่อกับแม่ของเจ้า และทุกคนในจวนก็ยังอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทิ้งเจ้าไปไหนทั้งนั้น ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปงานเลี้ยงชมบุปผาจะไม่สวยเอานะ”
“นั่นสิหลานรัก” ท่านปู่หัวเราะเสียงดังเพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียด “มีปู่ที่เป็นถึงอดีตแม่ทัพใหญ่อยู่ทั้งคน ใครหน้าไหนมันจะกล้ามาเผาจวนของเรากัน เอาล่ะๆ เลิกร้องไห้ได้แล้ว มานั่งกินข้าวกับพวกเรามา ชุนเถา! ไปเอารองเท้ามาสวมให้คุณหนูของเจ้าเดี๋ยวนี้”
มู่หวั่นชิงพยักหน้าช้าๆ นางปาดน้ำตาออกจากแก้ม ชุนเถารีบวิ่งเข้ามาสวมรองเท้าให้เจ้านายอย่างรู้ความ มู่หวั่นชิงถูกพยุงให้ไปนั่งที่เก้าอี้ประจำของตนข้างๆ มารดา
อาหารมื้อนั้นดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่น ท่านแม่คอยคีบเนื้อปลาที่แกะก้างออกแล้วให้ ท่านพ่อรินน้ำชาให้ ท่านอาและท่านป้าสะใภ้เล่าเรื่องตลกให้ฟัง ส่วนหลินเอ๋อร์ก็ปีนลงจากตักบิดามาขอแบ่งขนมให้พี่สาว มู่หวั่นชิงเคี้ยวอาหารทั้งน้ำตา มันเป็นน้ำตาแห่งความสุขที่นางไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัสอีกครั้ง
ในใจของนางลอบสบถสาบานต่อฟ้าดิน ‘ชาตินี้ ข้าจะใช้ชีวิตของข้าเป็นเดิมพัน ข้าจะปกป้องรอยยิ้มของทุกคน ข้าจะรักษาชีวิตของคนตระกูลมู่เอาไว้ให้ได้ แม้ว่าข้าจะต้องมือเปื้อนเลือด แม้ว่าข้าจะต้องกลายเป็นปีศาจ ข้าก็จะไม่มีวันยอมให้ตระกูลมู่ต้องเดินซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด!’
ในขณะที่บรรยากาศกำลังชื่นมื่น บานประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ไร้ลวดลาย ใบหน้างดงามดูซีดเซียวเล็กน้อยราวกับดอกไม้ที่บอบช้ำจากพายุฝน
‘มู่ชิงเหลียน’ น้องสาวต่างมารดา บุตรีของอนุภรรยาที่บิดาโปรดปราน ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับ ‘ชุ่ยผิง’ สาวใช้คนสนิท
ทันทีที่เห็นหน้ามู่ชิงเหลียน บรรยากาศรอบตัวมู่หวั่นชิงก็เย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ความอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไป สัญชาตญาณการฆ่าฟันที่ถูกหล่อหลอมจากความตายในคุกใต้ดินแผ่ซ่านออกมาจนชุนเถาที่ยืนอยู่ด้านหลังยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
ในอดีตชาติ ทุกครั้งที่มู่ชิงเหลียนปรากฏตัวในสภาพอ่อนแอเช่นนี้ มู่หวั่นชิงผู้ใจดีและขี้สงสารจะรีบลุกขึ้นไปพยุง ประคองน้องสาวมานั่งข้างๆ สั่งให้บ่าวไพร่ยกอาหารชุดใหม่มาให้ และคอยเอาอกเอาใจสารพัดเพราะคิดว่าน้องสาวร่างกายอ่อนแอและถูกรังแก
แต่วันนี้... ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“คารวะท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ใหญ่ ท่านอา และท่านป้าสะใภ้เจ้าค่ะ” มู่ชิงเหลียนย่อตัวทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยงดงาม น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยราวกับคนกำลังกลั้นน้ำตา “เหลียนเอ๋อร์มาสาย ขอทุกคนโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ เมื่อคืนเหลียนเอ๋อร์ไอหนักจนแทบไม่ได้นอน พอตื่นขึ้นมาก็รีบมาที่เรือนหลักทันที แต่เห็นทุกคนกำลังทานอาหารกันอย่างมีความสุข เหลียนเอ๋อร์... เหลียนเอ๋อร์ไม่อยากเข้ามาขัดจังหวะ จึงยืนรออยู่หน้าประตูอยู่นานเจ้าค่ะ”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของนาง แฝงไปด้วยยาพิษที่เคลือบน้ำตาล ชี้ให้เห็นว่านางป่วยหนักแต่ไม่มีใครสนใจ ซ้ำยังบอกเป็นนัยว่าครอบครัวหลักตั้งใจทานข้าวโดยไม่รอนาง ทิ้งให้นางยืนหนาวอยู่หน้าประตูอย่างน่าสงสาร
ท่านพ่อผู้มีจิตใจเมตตาต่อบุตรสาวคนรองขมวดคิ้วเล็กน้อย “ป่วยหนักเหตุใดไม่ตามหมอ? แล้วพวกบ่าวไพร่ทำไมไม่รีบเข้ามาแจ้ง ปล่อยให้คุณหนูรองยืนตากลมอยู่หน้าประตูได้อย่างไร มาเถิดเหลียนเอ๋อร์ มานั่งลงกินข้าวด้วยกัน”
มู่ชิงเหลียนช้อนตามองบิดาด้วยความซาบซึ้งใจ เตรียมจะก้าวเท้าเข้าไปหาที่นั่ง ทว่า...
ปัง!
เสียงตะเกียบไม้จันทน์แดงถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนถ้วยชากระเบื้องเคลือบสั่นสะเทือน ทุกสายตาหันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว
มู่หวั่นชิงนั่งหลังตรงสง่างาม ใบหน้างดงามที่เคยเปื้อนรอยยิ้มบัดนี้เรียบเฉยและเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว แววตาที่มองตรงไปยังน้องสาวต่างมารดาไม่มีความสงสารหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความคมกริบที่พร้อมจะเชือดเฉือนให้ทะลุถึงกระดูก
“ท่านพ่อเจ้าคะ” มู่หวั่นชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ “จวนอัครเสนาบดีของเรา ปกครองบ่าวไพร่ด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดมาตั้งแต่สมัยท่านปู่ ทุกคนในจวนล้วนรู้ดีว่าเวลาอาหารเช้าที่เรือนโช่วคังคือยามเฉิน (07.00-08.59 น.) หากผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจมาร่วมโต๊ะได้ ต้องให้สาวใช้มาแจ้งล่วงหน้าครึ่งชั่วยามเพื่อที่โรงครัวจะได้จัดอาหารแยกไปให้ที่เรือน”
มู่หวั่นชิงปรายตามองมู่ชิงเหลียนตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่นี่อะไรกัน น้องรองป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น แต่กลับมีแรงแต่งหน้าทาปากสวมชุดขาวราวกับจะไปไว้ทุกข์ให้ใครแต่เช้าตรู่ ซ้ำยังปล่อยให้สาวใช้ยืนบื้อไม่ยอมมาแจ้งข่าว ปล่อยให้ผู้อาวุโสทั้งท่านปู่ ท่านย่า และท่านพ่อท่านแม่ต้องมารอเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้า นี่ถือเป็นการอกตัญญูและไร้มารยาทอย่างยิ่ง”
มู่ชิงเหลียนชะงักกึก ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นซีดเซียวบัดนี้ซีดเผือดลงจริงๆ นางไม่เคยเห็นพี่สาวผู้แสนดีตวาดใส่ตนเองเช่นนี้มาก่อน
“พี่หญิง... ข้า...” มู่ชิงเหลียนพยายามบีบน้ำตาให้ไหลร่วงหล่นเผาะๆ “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้ผู้อาวุโสต้องรอ ข้าเพียงแต่เกรงใจ ไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของทุกคน ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ พี่หญิงอย่าโกรธข้าเลยนะเจ้าคะ”
“เกรงใจ?” มู่หวั่นชิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นเสียดแทงจนคนฟังขนลุก “ความเกรงใจของเจ้าคือการมายืนทำหน้าตาน่าสงสารอยู่หน้าประตู เพื่อให้คนอื่นมองว่าพวกเราครอบครัวหลักรังแกบุตรสาวอนุภรรยาเช่นนั้นหรือ? หากเจ้ารู้จักคำว่าเกรงใจจริงๆ เจ้าควรจะสำนึกได้ว่า โต๊ะอาหารตัวนี้คือที่สำหรับผู้อาวุโสและสายเลือดภรรยาเอก เท่านั้น การที่ท่านพ่ออนุญาตให้เจ้ามาร่วมโต๊ะถือเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ แต่เจ้ากลับทำลายความเมตตานั้นด้วยการมาสายและพูดจาให้ร้ายผู้อื่นเป็นนัยๆ!”
“ชิงเอ๋อร์...” ท่านพ่อเอ่ยเรียกชื่อบุตรสาวคนโตด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยเห็นนางเข้มงวดและกางกรงเล็บปกป้องศักดิ์ศรีของครอบครัวหลักเช่นนี้มาก่อน ทว่าสิ่งที่นางพูดมาทั้งหมดล้วนอ้างอิงจากกฎระเบียบของจวนอย่างถูกต้องจนเขาไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้
“ท่านพ่อ ท่านปู่ ท่านย่า” มู่หวั่นชิงหันไปประสานมือคารวะผู้อาวุโส “จวนอัครเสนาบดีเป็นหน้าเป็นตาของราชสำนัก หากเราหละหลวมเรื่องกฎระเบียบภายในบ้าน ปล่อยให้บุตรสาวอนุไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วันข้างหน้าหากออกไปนอกจวนแล้วทำกิริยาเช่นนี้ให้ผู้อื่นเห็น คนเขาจะครหาได้ว่าตระกูลมู่ของเราไร้การอบรมสั่งสอนนะเจ้าคะ”
คำพูดของมู่หวั่นชิงแทงทะลุใจดำของท่านปู่ที่เป็นคนเจ้าระเบียบที่สุด อดีตแม่ทัพใหญ่พยักหน้าเห็นด้วยทันที “ที่หวั่นชิงพูดมาถูกต้อง กฎต้องเป็นกฎ การที่อนุและลูกอนุได้มาร่วมโต๊ะกับภรรยาเอกก็ถือว่าขัดธรรมเนียมมากพอแล้ว หากยังไม่รู้จักรักษาเวลาและมารยาท ก็ไม่สมควรได้รับสิทธิ์นั้นอีก”
คำพิพากษาของท่านปู่เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางศีรษะของมู่ชิงเหลียน นางเบิกตากว้าง หันไปมองบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่บิดาที่เคยปกป้องนางกลับหลบสายตา ไม่กล้าโต้แย้งคำบิดาของตนเอง
“น้องรอง” มู่หวั่นชิงหันกลับมามองมู่ชิงเหลียนด้วยสายตาผู้ชนะ “ในเมื่อเจ้าป่วยหนัก ก็กลับเรือนของเจ้าไปพักผ่อนเสียเถิด อ้อ... และเพื่อเป็นการลงโทษที่เจ้าละเมิดกฎของจวนและเสียมารยาทต่อผู้อาวุโส วันนี้จงคัด ‘กฎระเบียบสตรีตระกูลมู่’ มาให้ข้าหนึ่งร้อยจบ หากคัดไม่เสร็จ พรุ่งนี้เจ้าก็ไม่ต้องไปร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาที่วังหลวง!”
มู่ชิงเหลียนแทบจะกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด ดวงตาที่เคยแสร้งทำเป็นอ่อนแอและน่าสงสาร บัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความเคียดแค้นและริษยาอย่างปิดไม่มิด นางกำหมัดแน่นซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อยาวจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
แผนการที่นางตั้งใจจะมาบีบน้ำตาเรียกร้องความสนใจและขอเครื่องประดับชุดใหม่จากบิดาสำหรับงานเลี้ยงพรุ่งนี้พังทลายไม่เป็นท่า ซ้ำยังถูกฉีกหน้าและลงโทษต่อหน้าทุกคนในจวน
“ข... ขอบคุณพี่หญิงที่สั่งสอน ขอบคุณท่านปู่ที่ชี้แนะเจ้าค่ะ” มู่ชิงเหลียนฝืนบีบเสียงลอดไรฟัน ย่อตัวทำความเคารพอย่างแข็งทื่อ ก่อนจะหันหลังเดินกระทืบเท้าตึงตังออกไปจากห้องโถงพร้อมกับสาวใช้คนสนิท
แผ่นหลังของมู่ชิงเหลียนสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้น นางสาบานในใจว่าความอัปยศในวันนี้ นางจะต้องให้มู่หวั่นชิงชดใช้คืนเป็นร้อยเท่าพันทวี!