ตอนที่ 1: รุ่งอรุณแห่งหนี้เลือด
ความมืดมิดในคุกหลวงใต้ดินหนาวเหน็บเสียจนบาดลึกเข้าไปถึงกระดูก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นเหม็นอับของฟางชื้นและซากหนูตายลอยอวลอยู่แทบทุกอณูอากาศ สถานที่แห่งนี้คือขุมนรกบนดินที่แสงตะวันไม่อาจสาดส่องถึง และเป็นสถานที่ที่ ‘มู่หวั่นชิง’ อดีตคุณหนูใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี สตรีผู้เคยงดงามและเพียบพร้อมที่สุดในเมืองหลวง กำลังนับถอยหลังรอคอยลมหายใจสุดท้ายของตนเอง
ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างกาย บาดแผลจากการถูกทัณฑ์ทรมานนับไม่ถ้วนตลอดหลายสิบวันทำให้ชุดนักโทษสีขาวที่นางสวมใส่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ข้อมือและข้อเท้าของนางถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา น้ำหนักของมันถ่วงจนกระดูกแทบแหลกสลาย ผิวหนังที่เคยขาวผ่องดุจหยกสลักบัดนี้เต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนตี รอยจี้ด้วยเหล็กเผาไฟ และบาดแผลเหวอะหวะที่ไม่มีใครเหลียวแล
มู่หวั่นชิงพิงศีรษะที่หนักอึ้งเข้ากับกำแพงหินเย็นเยียบ เส้นผมที่เคยดำขลับเงางามบัดนี้ยุ่งเหยิงและจับตัวเป็นก้อนด้วยเลือดแห้งกรัง นางหอบหายใจรวยริน ริมฝีปากแห้งผากแตกเป็นขุย
ในหัวของนางฉายภาพความทรงจำในอดีตซ้ำไปซ้ำมาราวกับมีดที่กรีดลงบนแผลเดิม นางจำได้ดีถึงวันที่นางตัดสินใจมอบหัวใจและชีวิตให้กับ ‘เซียวจิ้งเซวียน’ องค์รัชทายาทผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิ วันนั้นนางยอมขัดใจบิดา ยอมทิ้งความหยิ่งยโสของคุณหนูใหญ่จวนอัครเสนาบดี เพื่อก้าวเข้าสู่จวนรัชทายาทในฐานะชายา
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา นางทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลักดันเขาขึ้นสู่บัลลังก์มังกร นางจำได้ว่าตนเองต้องอดหลับอดนอนเย็บชุดกันหนาวให้กับทหารในกองทัพของเขาจนนิ้วมือพุพองและมีเลือดซึม นางจำได้ว่านางยอมสละสินเดิมทั้งหมดที่เป็นสมบัติของมารดาเพื่อนำเงินไปซื้อเสบียงและติดสินบนขุนนางให้มาเป็นพวกของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ในวันที่เซียวจิ้งเซวียนถูกลอบสังหาร นางเป็นคนกระโดดเอาตัวเข้าขวางคมดาบแทนเขาจนเกือบสิ้นใจ รอยแผลเป็นน่าเกลียดพาดผ่านหน้าอกของนางเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักที่นางมีให้เขา นางยอมคุกเข่าอยู่กลางพายุหิมะถึงสามวันสามคืนหน้าจวนท่านตาของนาง เพื่ออ้อนวอนให้ตระกูลฝั่งมารดาซึ่งกุมอำนาจทางการทหารยอมมอบป้ายอาญาสิทธิ์เพื่อสนับสนุนเซียวจิ้งเซวียน
นางทำทุกอย่าง... ทุกอย่างจริงๆ เพื่อให้ผู้ชายที่นางรักได้ครอบครองแผ่นดินนี้
ทว่าผลตอบแทนที่นางได้รับ กลับกลายเป็นข้อหากบฏที่ร่วงหล่นลงมาใส่หัวตระกูลมู่ราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่สม่ำเสมอดังสะท้อนก้องมาตามทางเดินศิลา ปลุกมู่หวั่นชิงให้ตื่นจากภวังค์ แสงสว่างจากโคมไฟในมือของขันทีหลายคนสาดส่องเข้ามากระทบดวงตาที่พร่ามัวของนางจนต้องหยีตาลง กลิ่นหอมของกำยานอำพันมังกรอันสูงศักดิ์ลอยกลบกลิ่นคาวเลือดในคุกใต้ดิน
เมื่อสายตาเริ่มปรับให้คุ้นชินกับแสงสว่าง ภาพตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของมู่หวั่นชิงกระตุกวูบ
เบื้องหน้าของนางคือบุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม สวมชุดคลุมมังกรสีเหลืองทองอร่ามที่ตัดเย็บอย่างประณีต มงกุฎบนศีรษะบ่งบอกถึงสถานะโอรสสวรรค์ผู้กุมชะตาคนทั้งแผ่นดิน ‘เซียวจิ้งเซวียน’ ชายที่นางรักสุดหัวใจ บัดนี้เขาได้ก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ทว่าแววตาที่เขามองลงมาที่นางกลับไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาและรังเกียจราวกับกำลังมองดูเศษสวะที่ไร้ค่า
และข้างกายของเขา สตรีผู้สวมชุดหงส์สีแดงสดปักดิ้นทองประดับมุกระย้า สวมมงกุฎหงส์เก้าก้าวที่บ่งบอกถึงตำแหน่งมารดาของแผ่นดิน ‘มู่ชิงเหลียน’ น้องสาวต่างมารดาที่นางเคยรักและถนอมราวกับน้องสาวร่วมอุทร สตรีที่มักจะซ่อนตัวอยู่หลังแผ่นหลังของนางเสมอ ทำตัวอ่อนแอเจ้าน้ำตา เรียกร้องความสงสารจากผู้คน บัดนี้กำลังยืนส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้ ทว่ามุมปากกลับแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและสะใจอย่างปิดไม่มิด
“พี่หญิง... ท่านเจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ?” มู่ชิงเหลียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานใส ทว่าดวงตากลับทอประกายเหี้ยมเกรียม นางก้าวเข้ามายืนตรงหน้าลูกกรงเหล็ก กวาดสายตามองสภาพอันน่าสมเพชของพี่สาวตนเองตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ฝ่าบาท ได้เวลาประหารนักโทษสกุลมู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีคนสนิทของเซียวจิ้งเซวียนรายงานขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบงัน
เซียวจิ้งเซวียนพยักหน้าเล็กน้อย แววตาของเขายังคงนิ่งสนิท “อ่านราชโองการ”
ขันทีชราก้าวออกมากางม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองออก ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน “รับราชโองการ ตระกูลมู่ซ่องสุมกำลังพล คิดคดทรยศ แอบลักลอบติดต่อกับแคว้นศัตรูเพื่อก่อกบฏ มีความผิดมหันต์ยากจะอภัยโทษ เบื้องบนโปรดให้ประหารล้างโคตรตระกูลมู่ทั้งสามร้อยหกสิบชีวิต ตัดหัวเสียบประจานหน้าประตูเมือง ส่วนมู่หวั่นชิง อดีตชายาเอกผู้สมรู้ร่วมคิด ประทานสุราพิษให้ตายตกไปตามกัน จบราชโองการ!”
คำประกาศนั้นราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หวั่นชิง ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาที่บวมช้ำเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า โซ่ตรวนกระทบกันเสียงดังลั่นเมื่อนางพยายามตะเกียกตะกายเข้าไปเกาะลูกกรงเหล็ก
“เซียวจิ้งเซวียน!” นางเค้นเสียงแหบพร่าดุจวิญญาณอาฆาตออกจากลำคอที่แห้งผาก เลือดสีคล้ำซึมออกมาตามมุมปาก “ตระกูลมู่ก่อกบฏอย่างนั้นหรือ ลักลอบติดต่อแคว้นศัตรูอย่างนั้นหรือ ข้อหาบ้าบออันใดกัน ท่านรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตระกูลมู่ภักดีต่อท่านเพียงใด ท่านรู้ดีว่าบิดาของข้าและท่านตาของข้าใช้เลือดเนื้อปูทางให้ท่านก้าวขึ้นสู่บัลลังก์นี้”
ฮ่องเต้หนุ่มแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขาสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แล้วอย่างไร? ความดีความชอบของตระกูลมู่สูงเทียมฟ้าจนสั่นคลอนบัลลังก์ของข้า การปล่อยให้เสืออย่างอัครเสนาบดีมู่และแม่ทัพเจ้าเล่ห์มีชีวิตอยู่ ข้าจะนอนหลับอย่างเป็นสุขได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาสามารถยกบัลลังก์ให้ข้าได้ วันหน้าพวกเขาก็ย่อมสามารถ แย่งชิงบัลลังก์นี้ไปจากข้าได้เช่นกัน!”
มู่หวั่นชิงส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา บุรุษที่แสนดีในวันวาน บัดนี้กลายเป็นปีศาจเลือดเย็นไปแล้วหรือ?
“ข้าทุ่มเททุกอย่างเพื่อท่าน...” น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลรินอาบสองแก้มที่เปื้อนฝุ่นและคราบเลือด “ข้ายอมสละความสุขทั้งชีวิต ยอมเอาตัวรับดาบแทนท่าน ข้าทำเพื่อท่านขนาดนี้ ทำไม... ทำไมท่านถึงหักหลังข้า!”
“เจ้ามันก็แค่หมากกระดานหนึ่งที่ข้าหลอกใช้เพื่อปีนป่ายขึ้นสู่บัลลังก์เท่านั้น มู่หวั่นชิง” เซียวจิ้งเซวียนเอ่ยอย่างเลือดเย็น ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ “ข้าไม่เคยรักเจ้า ที่ข้ายอมแต่งงานกับเจ้า ก็เพราะอำนาจของตระกูลมู่ต่างหาก ผู้หญิงจืดชืดและน่าเบื่ออย่างเจ้า มีสิ่งใดให้ข้าหลงใหลได้? สตรีที่ข้ารักและคู่ควรกับตำแหน่งฮองเฮาคู่บัลลังก์ มีเพียงเหลียนเอ๋อร์คนเดียวเท่านั้น”
พูดจบ เขาก็โอบเอวมู่ชิงเหลียนเข้ามาแนบชิด แสดงความรักใคร่ต่อหน้าสตรีที่กำลังจะตายอย่างไม่แยแส
มู่ชิงเหลียนหัวเราะคิกคัก นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากแสร้งทำท่าทีเอียงอาย ก่อนจะหันมามองพี่สาวด้วยแววตาริษยาที่ซุกซ่อนมานานนับสิบปี “พี่หญิง ท่านคงไม่รู้กระมัง ว่าแท้จริงแล้วข้ากับฝ่าบาทเรารักกันมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะหมั้นหมายกับฝ่าบาทเสียอีก แต่เพราะท่านเป็นบุตรสายภรรยาเอก เป็นคุณหนูใหญ่ที่เชิดหน้าชูตา มีอำนาจหนุนหลัง ฝ่าบาทจึงจำใจต้องเลือกท่าน”
มู่ชิงเหลียนก้าวเข้ามาชิดลูกกรงอีกนิด ลดเสียงลงกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสามคน “ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าเกลียดชังท่านมาตลอด ข้าเกลียดที่ต้องทนกินของเหลือจากท่าน เกลียดที่ต้องใส่เสื้อผ้าสีสันที่ท่านไม่เลือก เกลียดที่ทุกคนเอาแต่ชื่นชมท่าน ทั้งๆ ที่ข้าเองก็เป็นสายเลือดตระกูลมู่เหมือนกัน ทำไมข้าถึงต้องเป็นแค่เงาของท่าน”
“เจ้า...” มู่หวั่นชิงกัดฟันกรอด “นังงูพิษ ข้ารักและเมตตาเจ้าเหมือนน้องสาวร่วมอุทร มีสิ่งใดที่ดีข้าล้วนแบ่งปันให้เจ้า เจ้ากลับสมคบคิดกับเขาทำลายตระกูลของเราเองงั้นหรือ บิดาของเราก็ถูกประหารด้วย เจ้ามันเนรคุณ”
“บิดาหรือ?” มู่ชิงเหลียนเลิกคิ้วเย้ยหยัน “ตาเจ้าเล่ห์นั่นไม่เคยมองข้าเป็นลูกอยู่แล้ว ในสายตาของเขามีแค่ลูกเมียหลวงอย่างท่าน ตายไปเสียได้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยก้มหน้าทำความเคารพคนพวกนั้นอีก อ้อ... พี่หญิง ข้ามีเรื่องดีๆ จะบอกท่านเป็นครั้งสุดท้าย...”
มู่ชิงเหลียนยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด รอยยิ้มนั้นงดงามแต่กลับดูวิปริตในสายตาของมู่หวั่นชิง “เมื่อเช้านี้ ลานประหารหน้าประตูเมืองอู่เหมินเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ท่านพ่อ ท่านตา และคนในตระกูลมู่ทั้งสามร้อยหกสิบชีวิต รวมทั้งบ่าวไพร่และเด็กทารก... ถูกบั่นคอจนหมดสิ้นแล้ว ศพของพวกเขาถูกโยนทิ้งในป่าช้าอนาถา ไร้โลงศพ ไร้ป้ายวิญญาณ พี่หญิง... พวกเขากำลังรอท่านอยู่ในปรโลก ท่านอย่ามัวชักช้าอยู่เลย รีบตามพวกเขาไปเถิด”
เปรี้ยง!
เหมือนมีฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของมู่หวั่นชิง โลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า หูของนางอื้ออึงไปหมด ภาพของบิดาผู้ใจดี ภาพของท่านตาที่เคยอุ้มนางตอนเด็ก ภาพของเด็กๆ ในจวนที่วิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข ทุกคนตายหมดแล้ว ตระกูลมู่ล่มสลายไปแล้วจริงๆ
“อ๊ากกกกกก!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดุจสัตว์ป่าที่บาดเจ็บสาหัสระเบิดออกมาจากลำคอของมู่หวั่นชิง มันเป็นเสียงแห่งความร้าวรานและความแค้นที่อัดอั้นจนถึงขีดสุด นางพุ่งตัวเข้าชนลูกกรงเหล็กอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจโซ่ตรวนที่บาดข้อมือจนเลือดสาด ไม่สนใจความเจ็บปวดใดๆ อีกต่อไป
“พวกสารเลว พวกเดรัจฉาน ข้าจะฆ่าพวกเจ้า ข้าจะสับพวกเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้น!” มู่หวั่นชิงด่าทอสาปแช่ง ดวงตาของนางแดงก่ำราวกับมีสายเลือดแตกซ่านอยู่ภายใน จ้องมองชายหญิงตรงหน้าด้วยความอาฆาตแค้นสุดแสน
เซียวจิ้งเซวียนขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ เขาสะบัดมือเป็นเชิงสั่งการ “นางเสียสติไปแล้ว จัดการกรอกสุราพิษให้นางเสีย ข้าไม่อยากทนฟังเสียงรบกวนหูอีก”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำสั่ง ขันทีร่างกำยำสองคนก็เปิดประตูลูกกรงแล้วพุ่งตัวเข้ามากระชากร่างของมู่หวั่นชิงล้มลงกับพื้นฟางสกปรก คนหนึ่งใช้เข่ากดทับหน้าอกของนางเอาไว้ ส่วนอีกคนบีบปลายคางของนางอย่างแรงจนกระดูกแทบหัก บังคับให้ปากของนางเปิดออก
“ปล่อยข้า ปล่อย พวกเดรัจฉาน” นางดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าเรี่ยวแรงของสตรีที่บาดเจ็บสาหัสหรือจะสู้แรงของบุรุษสองคนได้
ขันทีชราเดินเข้ามาใกล้ ในมือถือจอกสุราพิษสีดำข้นที่ส่งกลิ่นฉุนกึก เขาเทของเหลวในจอกนั้นกรอกลงไปในลำคอของมู่หวั่นชิงอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี
อึก... อึก...
มู่หวั่นชิงสำลัก ของเหลวสีดำไหลทะลักออกจากมุมปาก แต่ส่วนใหญ่ถูกบังคับให้กลืนลงไปในกระเพาะ เมื่อขันทีปล่อยมือ นางก็ล้มกลิ้งลงไปกับพื้น เอามือกุมลำคอตัวเองด้วยความทรมานแสนสาหัส
ความแสบร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์แผดเผาตั้งแต่ลำคอลงไปถึงอวัยวะภายใน พิษร้ายกำลังกัดกร่อนและฉีกทึ้งทุกอย่างในร่างกายของนางอย่างโหดเหี้ยม นางดิ้นทุรนทุรายไปมาบนพื้นฟาง เลือดสีดำคล้ำสำรอกออกจากปากและจมูกไม่หยุดหย่อน ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะทนรับได้
มู่ชิงเหลียนก้าวถอยหลังไปซบไหล่ฮ่องเต้ แสร้งทำหน้าหวาดกลัว “ฝ่าบาทดูพี่หญิงสิเจ้าคะ น่าสงสารเหลือเกิน”
เซียวจิ้งเซวียนยกแขนขึ้นโอบกอดนาง “อย่ามองเลยเหลียนเอ๋อร์ เดี๋ยวเจ้าจะเก็บไปฝันร้าย เรากลับตำหนักกันเถิด”
ชายหญิงโฉดชั่วคู่นั้นหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้มู่หวั่นชิงนอนจมกองเลือดและดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่เบื้องหลัง เสียงหัวเราะต่อกระซิกของพวกเขาดังแว่วมาตามทางเดิน ยิ่งตอกย้ำความโง่เขลาและความพ่ายแพ้ของนางให้บาดลึกลงไปในจิตวิญญาณ
ลมหายใจของมู่หวั่นชิงเริ่มขาดห้วง ดวงตาที่เบิกโพลงของนางจับจ้องไปยังแผ่นหลังของคนทั้งสองที่ค่อยๆ กลืนหายไปในความมืด ความเจ็บปวดทางกายไม่อาจเทียบได้กับเพลิงแค้นที่แผดเผาอยู่ในใจ
หากการเป็นคนดี ต้องแลกมาด้วยความพินาศของครอบครัว หากการเสียสละ ต้องแลกมาด้วยการถูกหักหลังและเหยียบย่ำ สวรรค์... เหตุใดท่านจึงตาบอดนัก
หยาดน้ำตาสายสุดท้ายไหลรินปะปนกับเลือดสีดำ นิ้วมือของนางจิกเกร็งลงบนพื้นหินจนเล็บฉีกขาด นางรวบรวมลมหายใจเฮือกสุดท้าย เปล่งคำสาบานด้วยจิตวิญญาณที่แตกสลายและอาฆาตแค้นที่สุด
‘หากสวรรค์มีตา หากชาติหน้ามีจริง ข้ามู่หวั่นชิงขอสาบาน... ข้าจะไม่มีวันเป็นคนโง่งมให้พวกเจ้าหลอกใช้สับโขกอีก... ข้าจะลากพวกเจ้าลงนรก... จะทวงหนี้เลือดของสกุลมู่คืนให้สาสม... แม้ต้องตกนรกหมกไหม้... ข้าก็จะไม่ละเว้นพวกเจ้า...!!’
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและมืดดับลง เสียงสะท้อนในคุกใต้ดินเงียบสนิท
ความหนาวเหน็บเข้าเกาะกุมหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างบอบช้ำบนพื้นฟางจะกระตุกเกร็งและแน่นิ่งไปในที่สุด
ดวงตาของนางเบิกค้าง จ้องมองไปในความมืดมิด ไม่ยอมหลับตาแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต.