บทที่ 5: ผู้มาเยือนที่ไร้ยางอายและรอยช้ำใต้แป้งหนา
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษเข้ามาในห้องหอ หลินซี ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความสดชื่นอย่างน่าประหลาด แม้เมื่อคืนจะนอนเบียดเสียดกับ กู้หานเจิง บนเตียงแคบๆ แต่พลังจากน้ำพุวิเศษทำให้เธอหลับสนิทและตื่นมาพร้อมพลังงานเต็มเปี่ยม
เธอลอบมองชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างกาย กู้หานเจิงยังคงหลับสนิท คิ้วเข้มที่มักขมวดมุ่นด้วยความเจ็บปวดในยามหลับ วันนี้กลับดูผ่อนคลายลง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าแผลที่ขาของเขาได้รับการบรรเทาอย่างดีเยี่ยม
"อื้ม" กู้หานเจิงขยับตัวตื่น เขาเบิกตาโพลงเมื่อพบว่าภรรยาตัวน้อยกำลังจ้องหน้าเขาอยู่ ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีระเรื่อทันที
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ ขาเป็นยังไงบ้าง?" หลินซีถามยิ้มๆ
กู้หานเจิงลองขยับขาซ้าย ความประหลาดใจฉายชัดในแววตา "แปลกมาก ไม่ปวดตุบๆ เหมือนทุกวันแล้ว รู้สึกเบาขึ้นเยอะ ยาของคุณ วิเศษมากจริงๆ"
"บอกแล้วไงคะว่าเป็นสูตรลับ" หลินซียิ้มตาหยี ลุกขึ้นเก็บที่นอน "รีบลุกเถอะค่ะ วันนี้เรามีศึกหนักต้องเตรียมตัว"
ไม่ทันขาดคำ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน
"กู้เว่ยกั๋ว! ออกมารับคำสั่ง!"
เสียงตะโกนห้าวห้วนทำให้บรรยากาศอบอุ่นในบ้านมลายหายไปสิ้น พ่อแม่กู้หน้าซีดเผือด รีบเดินออกไปที่ลานบ้าน กู้หานเจิงคว้าไม้ค้ำยันพยุงตัวตามออกไป หลินซีเดินประกบข้างกายสามีไม่ห่าง
เจ้าหน้าที่จากคอมมูนสามนายยืนทำหน้าถมึงทึง ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กู้เว่ยกั๋ว "คำสั่งลงมาแล้ว ครอบครัวพวกแกถูกจัดให้อยู่ในประเภท 'พวกทุนนิยมและปัญญาชนหัวเก่า' ต้องถูกส่งไปดัดนิสัยที่ฟาร์มปศุสัตว์หมายเลข 7 ทางตอนเหนือ ให้เวลาเก็บของวันนี้ พรุ่งนี้เช้าต้องออกเดินทางทันที!"
ฟาร์มหมายเลข 7 ดินแดนน้ำแข็งที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายและกันดารที่สุด ใครถูกส่งไปที่นั่นแทบจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา
"พรุ่งนี้เลยเหรอ? เร็วเกินไปไหม!" กู้เจี๋ย โพล่งขึ้นด้วยความโมโห
"หุบปาก! จะไปดีๆ หรือจะให้จับมัดไป!" เจ้าหน้าที่ตวาดลั่น ก่อนจะสะบัดก้นเดินจากไป ทิ้งความสิ้นหวังไว้ให้ครอบครัวกู้
หลี่เหมยเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ร้องไห้โฮ "ฟาร์มหมายเลข 7 หนาวขนาดนั้น พ่อแกจะทนไหวได้ยังไง แล้วขาของอาเจิงอีก"
"แม่คะ อย่าร้องไห้เลยค่ะ เก็บแรงไว้เถอะ" หลินซีเข้าไปประคองแม่สามี แววตามุ่งมั่น "ที่นั่นอาจจะกันดาร แต่ก็ดีตรงที่ไกลหูไกลตาคน เราอยู่กันเงียบๆ หาปลาล่าสัตว์กิน อาจจะสบายใจกว่าอยู่ที่นี่ให้คนโขกสับนะคะ"
คำพูดปลอบโยนที่แปลกประหลาดของหลินซีทำให้ทุกคนชะงัก "เอาล่ะค่ะ แยกย้ายกันเก็บของ อะไรไม่จำเป็นทิ้งไป เอาไปแต่ของที่ใช้ประทังชีวิต เสื้อผ้าหนาๆ เมล็ดพันธุ์ แล้วก็หม้อไห"
หลินซีสวมบทบาทผู้นำโดยไม่รู้ตัว เธอสั่งการอย่างคล่องแคล่ว แล้วรีบแยกตัวไปจัดการเสบียง เธอแอบเอาข้าวสารชั้นดีและแป้งขาวจากมิติ มาผสมกับรำข้าวและแป้งข้าวโพดหยาบๆ เพื่อตบตาคนภายนอก บรรจุใส่ถุงผ้าเก่าๆ แต่ข้างในอัดแน่นด้วยคุณภาพ นอกจากนี้เธอยังแอบยัดเนื้อหมูตากแห้ง ที่เร่งเวลาทำในมิติ ลงไปที่ก้นถุงข้าวด้วย
ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการเก็บของ เสียงกริ่งจักรยานที่คุ้นหูก็ดังขึ้นที่หน้าบ้านอีกครั้ง
กริ๊ง กริ๊ง
รถจักรยานเฟิ่งหวงคันงามวาววับจอดเทียบท่า พร้อมกับร่างท้วมของ หวังต้าฟู่ และ หลินเจียว ที่นั่งซ้อนท้ายมา
วันนี้หลินเจียวสวมเสื้อนวมตัวใหม่สีแดงสดที่ดูราคาแพง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ คิ้วเขียนโก่งดั่งคันศร ปากทาสีแดงจัดจ้าน ดูเป็นคุณนายบ้านรวยที่โดดเด่นตัดกับสภาพบ้านดินซอมซ่อของตระกูลกู้
"อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่รองกับครอบครัวสามีนี่เอง" หลินเจียวจีบปากจีบคอพูด พลางก้าวลงจากรถด้วยท่าทางกรีดกราย "ได้ข่าวว่าจะต้องระเห็จไปนอนคอกวัวที่ชายแดนเหนือแล้วเหรอ? น่าสงสารจังเลยนะ"
หวังต้าฟู่หัวเราะร่าโชว์ฟันเหลือง "สหายกู้ น่าเสียดายนะ เป็นถึงอดีตนายพัน แต่ต้องไปขุดขี้วัวแทน แต่ก็นะ สมัยนี้คนเก่งสู้คนมีเงินไม่ได้หรอก"
กู้หานเจิงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ แต่เขาพยายามข่มอารมณ์เพราะไม่อยากมีเรื่องก่อนเดินทาง
หลินซีเดินออกมาจากในครัว ปัดฝุ่นแป้งออกจากมือ เธอมองสองผัวเมียตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย "ลมอะไรหอบคุณนายหวังมาถึงที่นี่ล่ะ? หรือว่ากลัวฉันจะลืมหน้า?"
"ฮึ! ฉันแค่จะเอาของเหลือๆ มาแบ่งให้ทาน" หลินเจียวหยิบห่อกระดาษมันเยิ้มออกมาจากตะกร้าหน้ารถ ข้างในมีซาลาเปาไส้หมูที่เย็นชืดแล้วสองลูกกับกระดูกหมูที่แทบไม่ติดเนื้อ "นี่ของเหลือจากงานเลี้ยงเมื่อวาน เอาไปกินสิ เดินทางไกลๆ จะได้มีแรง หมาที่บ้านฉันยังกินดีกว่านี้เลยนะ แต่สำหรับพวกพี่คงถือเป็นอาหารเหลาแล้วมั้ง"
กู้เจี๋ยทำท่าจะพุ่งเข้าไปอาละวาด แต่หลินซีคว้าแขนไว้ เธอเดินเข้าไปหาหลินเจียวช้าๆ จ้องมองหน้าน้องสาวฝาแฝดในระยะประชิด
"ขอบใจนะหลินเจียว แต่เก็บไว้กินเองเถอะ ดูท่าทางเธอจะ จำเป็นต้องใช้พลังงานเยอะ" หลินซีเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตาคมกริบไล่สำรวจใบหน้าของน้องสาว
แม้หลินเจียวจะโปะแป้งหนาเตอะ แต่ภายใต้แสงแดดจ้า รอยสีม่วงคล้ำจางๆ ที่โหนกแก้มขวาและมุมปากที่บวมเป่งเล็กน้อยก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของหลินซีไปได้
หลินซียกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้หลินเจียวรู้สึกหนาวสันหลัง "ว่าแต่น้องเล็ก ทำไมวันนี้ทาแป้งหนาจัง? แถมแก้มข้างขวาก็ดูบวมๆ นะ ไปโดนอะไรมาเหรอ? หรือว่าเมื่อคืน เข้าหอ 'หนักหน่วง' ไปหน่อย?"
คำว่า 'หนักหน่วง' ของหลินซีมีความนัยลึกซึ้ง หลินเจียวสะดุ้งเฮือก ยกมือขึ้นจับแก้มตัวเองโดยอัตโนมัติ แววตาที่เคยมั่นใจวูบไหวด้วยความหวาดกลัวชั่วขณะ
ใช่ เมื่อคืนคือนรกแตก หวังต้าฟู่ที่ภายนอกดูใจดี พอเหล้าเข้าปากก็เปลี่ยนเป็นสัตว์ป่า เขาไม่พอใจที่เธอขัดใจเรื่องเล็กน้อย จึงตบหน้าเธอฉาดใหญ่จนแก้มบวมช้ำ แถมยังร่วมหลับนอนด้วยความรุนแรงป่าเถื่อน เธอต้องตื่นมาโปะแป้งหนาๆ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย เพราะไม่อยากเสียหน้า
"พะ.. พูดบ้าอะไรของพี่!" หลินเจียวเสียงสั่น "ฉันสบายดี! พี่หวังเขาดูแลฉันดีจะตาย ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม!"
"งั้นเหรอ?" หลินซีเลิกคิ้ว มองเลยไปที่หวังต้าฟู่ที่กำลังยืนแคะขี้ฟันอยู่อย่างไม่สำรวม "ดูจากสายตาของคุณหวังแล้ว ดูเหมือนเขาจะ 'รัก' เธอมากจริงๆ นะ รักจน มือหนักไปหน่อยหรือเปล่า?"
หวังต้าฟู่ชักสีหน้า "นังนี่! ปากดีนักนะ ผัวแกขาเป๋จนทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะสิ ถึงได้อิจฉาเมียผม!"
"พอเถอะ!" กู้หานเจิงก้าวเข้ามาขวางหน้าหลินซี ร่างสูงใหญ่แม้จะยืนด้วยไม้ค้ำยันแต่ก็แผ่รังสีอำมหิตจนหวังต้าฟู่ผงะถอยหลัง "พวกคุณกลับไปซะ ที่นี่ไม่ต้อนรับ เก็บความหวังดีจอมปลอมของพวกคุณกลับไปพร้อมกับซาลาเปาเน่าๆ นั่นเถอะ"
"ใช่! ไสหัวไป!" กู้เจี๋ยตะโกนไล่ หยิบไม้กวาดขึ้นมาทำท่าจะฟาด
หลินเจียวรีบหลบหลังสามี เธอกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่มาเยาะเย้ยไม่สำเร็จ แถมยังถูกหลินซีจี้จุดแทงใจดำอีก "ไปเถอะพี่หวัง! อย่าไปเสวนากับพวกคนชั้นต่ำเลย ปล่อยให้มันไปอดตายที่ชายแดนเถอะ!"
หวังต้าฟู่ถ่มน้ำลายลงพื้น "ถุย! ซวยชะมัด ไปกันเถอะเจียวเจียว"
สองผัวเมียรีบขึ้นจักรยานปั่นออกไปอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของกู้เจี๋ย แต่หลินซีไม่ได้หัวเราะ เธอมองตามหลังหลินเจียวไปด้วยแววตาสมเพช
ในชาติที่แล้ว หลินซีทนทุกข์ทรมานกับหวังต้าฟู่มานานหลายปี รู้ดีว่าผู้ชายคนนี้เวลาโมโหร้ายกาจแค่ไหน รอยช้ำบนหน้าหลินเจียวนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้น เส้นทางนรกของน้องสาวเพิ่งจะเปิดฉากขึ้นเท่านั้น
"คุณเห็นอะไรหรือเปล่า?" กู้หานเจิงถามเสียงเบา เขาสังเกตเห็นปฏิกิริยาของภรรยา
"เห็นค่ะ รอยตบ" หลินซีตอบตามตรง "น้องสาวฉันเลือกทางนี้เอง เธอคงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน"
เธอหันกลับมายิ้มให้ครอบครัวกู้ "เอาล่ะค่ะ อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา เรามาเตรียมตัวเดินทางสู่อนาคตของเราดีกว่า ฉันเตรียม 'เสบียงพิเศษ' ไว้รับรองว่าเดินทางไปถึงฟาร์มหมายเลข 7 เราจะไม่อดตายแน่นอน"
หลี่เหมยถอนหายใจ "หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ แม่ห่วงแต่ยาของอาเจิง"
หลินซีตบกระเป๋าเสื้อตัวเองเบาๆ "ไม่ต้องห่วงค่ะแม่ ยาสมุนไพรต้มสูตรลับของคุณยาย ฉันต้มใส่กระบอกน้ำไว้เพียบ ดื่มไปตลอดทาง ขาของพี่หานเจิงหายวันหายคืนแน่"
กู้หานเจิงมองหญิงสาวตัวเล็กที่จัดการทุกอย่างด้วยความมั่นใจ หัวใจเขาพองโตด้วยความอบอุ่น เขาไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะลำบากแค่ไหน แต่ตราบใดที่มีหลินซีอยู่ข้างๆ เขามั่นใจว่าเขาจะผ่านมันไปได้ และสักวัน เขาจะทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด ลบคำสบประมาทของทุกคนให้ได้
"ออกเดินทางกันเถอะ!"
รุ่งเช้าวันต่อมา ครอบครัวกู้หอบหิ้วสัมภาระรุงรังเดินออกจากหมู่บ้านท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ชาวบ้านต่างพากันมองด้วยสายตาเวทนา แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ในถุงย่ามเก่าๆ ของหลินซีนั้น มีทั้งหมูแดดเดียว ไข่ต้ม ข้าวขาว และยารักษาโรคชั้นดี และในแววตาของสะใภ้รองตระกูลกู้ ไม่มีแววตาของความพ่ายแพ้แม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาแห่งความหวังของผู้ที่จะไปบุกเบิกดินแดนใหม่เท่านั้น!
ขณะเดียวกัน ที่บ้านตระกูลหวัง "โอ๊ย! พี่หวัง เบาๆ หน่อยสิคะ เจ็บนะ!" เพี๊ยะ! "หุบปาก! นังตัวดี เมื่อวานแกกล้าถลึงตาใส่แม่ผมเหรอ? นึกว่าเป็นคุณนายแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง! ไปซักผ้าเดี๋ยวนี้ น้ำเย็นๆ นั่นแหละจะได้ดัดนิสัย!"
หลินเจียวนั่งกุมแก้มที่บวมเป่ง ร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด เธอมองดูมือกำลังแดงเถือกของตัวเอง นี่มันไม่เหมือนที่เธอคิดไว้เลยสักนิด ทำไม? ทำไมชาตินี้หลินซีถึงเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ส่วนเธอต้องมานั่งรองมือรองตีนไอ้อ้วนสารเลวนี่!
"คอยดูเถอะ พวกแกต้องตายกลางทางแน่ๆ ตระกูลกู้ต้องพินาศ!" เธอได้แต่สาปแช่งเพื่อปลอบใจตัวเอง ทั้งน้ำตา
