บท
ตั้งค่า

บทที่ 6: รถไฟสายมุ่งสู่เหนือและซาลาเปาไส้เนื้อในตำนาน

เสียงหวูดรถไฟดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วสถานีรถไฟประจำอำเภอ ราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายจากยุคเหล็กที่กำลังตื่นจากนิทรา ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่น ผสมปนเปไปกับละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย

บรรยากาศที่ชานชาลาเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ผู้คนจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกันราวกับฝูงปลาซาร์ดีนในกระป๋อง ส่วนใหญ่สวมชุดนวมสีน้ำเงินกรมท่า สีเขียวขี้ม้า และสีเทาทึมๆ แบกห่อสัมภาระพะรุงพะรัง บ้างก็ร้องไห้สั่งลาญาติมิตร บ้างก็ตะโกนโหวกเหวกแย่งชิงที่นั่ง

ครอบครัวกู้ ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ที่มุมหนึ่งของชานชาลา สภาพของพวกเขาดูน่าเวทนาในสายตาคนทั่วไป กู้เว่ยกั๋วแบกห่อผ้าห่มผืนใหญ่ กู้เจี๋ยแบกหม้อไหและเสบียง ส่วน กู้หานเจิง ใช้ไม้ค้ำยันพยุงร่างที่ซูบผอม ยืนนิ่งกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่ขาซ้าย ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรรโชก

"พวกปัญญาชนตกอับ" เสียงกระซิบกระซาบดังมาจากกลุ่มคนข้างๆ สายตาที่มองมามีทั้งความสมเพชและรังเกียจ ราวกับพวกกู้เป็นพาหะนำโรค

หลินซี กระชับเสื้อนวมให้แน่นขึ้น เธอกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มือข้างหนึ่งประคองแม่สามีที่ดูจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ ส่วนอีกข้างแอบส่งพลังอุ่นๆ ไปแตะที่หลังมือของกู้หานเจิงเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

"รถไฟมาแล้ว! รีบขึ้นเร็ว!"

เสียงนายสถานีตะโกนลั่น ฝูงชนฮือกันเข้าไปที่ประตูรถไฟราวกับเขื่อนแตก ครอบครัวกู้ถูกเบียดกระแทกไปมา กู้เจี๋ยพยายามกางแขนกันคนไม่ให้ชนพี่ชายและพ่อแม่ แต่ด้วยจำนวนคนที่มากเกินไป ทำให้พวกเขาถูกดันไปจนเกือบสุดตู้โดยสาร

ในที่สุด พวกเขาก็ได้ที่นั่ง หรือจะเรียกว่าที่นั่งก็ไม่เชิง มันคือพื้นที่ว่างเล็กๆ ใกล้กับรอยต่อระหว่างตู้รถไฟและห้องน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่หนาวที่สุดและเหม็นที่สุด แต่ในสถานการณ์นี้ การมีที่ให้คนเจ็บอย่างกู้หานเจิงได้นั่งพักก็ถือว่าสวรรค์โปรดแล้ว

"พ่อนั่งตรงนี้กับแม่นะ อาเจิงนั่งตรงนี้ เหยียดขาออกมาจะได้ไม่ปวด" หลินซีจัดแจงที่ทางอย่างคล่องแคล่ว เธอปูผ้าเก่าๆ รองนั่งให้ทุกคน

กู้หานเจิงทรุดตัวลงนั่ง ใบหน้าของเขาซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผม "ผมไหว คุณนั่งเถอะ"

"อย่าดื้อค่ะ" หลินซีกดไหล่เขาให้นั่งลง "ฉันตัวเล็ก ยืนพิงเสานี่ก็ได้"

รถไฟเริ่มเคลื่อนตัว ฉึกฉัก ฉึกฉัก เสียงล้อเหล็กบดเบียดกับรางดังเป็นจังหวะ พาพวกเขาห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเปลี่ยนจากทุ่งนาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เป็นป่าสนและภูเขาที่รกร้าง

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ความหิวเริ่มเข้าครอบงำผู้โดยสารทุกคน กลิ่นอับของเหงื่อไคล กลิ่นเท้า และกลิ่นควันบุหรี่ตลบอบอวลไปทั่วตู้ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเสียงท้องร้อง

ผู้คนรอบข้างเริ่มหยิบเสบียงของตัวเองออกมา ส่วนใหญ่เป็น "โวโถว" หมั่นโถวแป้งข้าวโพด แข็งๆ สีเหลืองคล้ำ หรือไม่ก็แผ่นแป้งย่างที่แห้งกรัง ต้องกินคู่กับน้ำเปล่าเย็นชืดเพื่อให้อิ่มท้อง

"หิวหรือยัง?" หลินซีถามทุกคนในครอบครัว

กู้เจี๋ยลูบท้องตัวเอง "หิวจนไส้กิ่วแล้วพี่สะใภ้ แต่แม่บอกให้ประหยัด เรากินตอนค่ำๆ ทีเดียวดีกว่า"

"กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไม่กินจะเอาแรงที่ไหนไปสู้ความหนาว" หลินซีพูดยิ้มๆ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในย่ามใบเก่าที่วางอยู่บนตัก แต่จริงๆ แล้วเธอเชื่อมต่อจิตเข้าไปหยิบของในมิติที่เตรียมไว้เมื่อคืน

เธอหยิบห่อผ้าสีขาวสะอาดออกมา ทันทีที่คลายปมผ้า กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งสาลีและกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อสัตว์ก็ลอยฟุ้งออกมา แตะจมูกคนทั้งตู้โดยสาร

"นี่มัน" หลี่เหมยตาโต "ซาลาเปา?"

สิ่งที่อยู่ในห่อคือ "ซาลาเปาสามรส" ลูกใหญ่เท่ากำปั้นเด็ก แม้ผิวภายนอกจะดูสีตุ่นๆ เหมือนผสมธัญพืชหยาบ เพื่อตบตาคน แต่เนื้อแป้งกลับนุ่มฟูเด้งดึ๋ง และที่สำคัญคือไส้ข้างใน

หลินซีหยิบซาลาเปายัดใส่มือทุกคนคนละสองลูก "กินสิคะ ฉันตื่นมานึ่งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ผสมแป้งขาวกับแป้งข้าวโพด แต่ไส้ข้างในฉันใส่หมูตากแห้งสับผสมกับผักกาดดอง รับรองอร่อยเหาะ"

กู้เจี๋ยไม่รอช้า กัดคำโตเข้าไปคำหนึ่ง "อื้มมม!" ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง "อร่อย! อร่อยมากพี่สะใภ้! แป้งนุ่มยังกับปุยฝ้าย แถมไส้ โอโห มีหมูเป็นชิ้นๆ เลย!"

รสชาติเค็มๆ เผ็ดๆ ของผักกาดดองผัดน้ำมันพริก ตัดกับรสสัมผัสหนึบหนับของหมูตากแห้งและแป้งนุ่มๆ มันคือรสชาติแห่งความสุขที่หาไม่ได้ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้

กู้หานเจิงมองซาลาเปาในมือ แล้วมองภรรยาตัวน้อยที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข ความรู้สึกจุกในอกตีตื้นขึ้นมา ข้าวแป้งละเอียดขนาดนี้ เนื้อหมูเยอะขนาดนี้ เธอต้องใช้สินเดิมและเงินเก็บทั้งหมดของเธอเพื่อซื้อมาแน่ๆ เพื่อให้ครอบครัวเขาได้กินดีอยู่ดี

"หลินซี คุณเก็บไว้กินเองเถอะ ผมไม่ค่อยหิว" กู้หานเจิงพยายามจะยื่นคืน

"ถ้าพี่ไม่กิน ฉันจะโกรธนะ" หลินซีทำแก้มป่อง แกล้งขู่เสียงเขียว "กินเข้าไปเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่งของภรรยา!"

กู้หานเจิงชะงัก มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยที่ดูอ่อนโยนจนใจหาย เขายอมกัดซาลาเปาคำนั้น รสชาติความใส่ใจซึมซาบไปทั่วลิ้น

ผู้โดยสารรอบข้างต่างพากันกลืนน้ำลายเอือกๆ มองดูครอบครัว "ปัญญาชนตกอับ" กลุ่มนี้ด้วยสายตาอิจฉาริษยา ไหนว่าเป็นพวกถูกเนรเทศ? ทำไมกินดีกว่าคนปกติอีก! เด็กน้อยโต๊ะข้างๆ ถึงกับร้องไห้โยเย "แม่จ๋า หนูอยากกินซาลาเปาหอมๆ แบบนั้น!" จนแม่ต้องรีบเอามือปิดปากลูกแล้วหันไปค้อนขวับใส่หลินซี

หลินซีไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เธอรู้ดีว่าในยุคนี้การกินดีเกินไปอาจนำภัยมาสู่ตัว แต่เธอก็ระวังตัวพอประมาณโดยการผสมแป้งสีคล้ำลงไปให้ดูเหมือนของราคาถูก แต่เรื่องกลิ่นหอม มันช่วยไม่ได้จริงๆ ฝีมือทำอาหารของเธอมันระดับปรมาจารย์นี่นา

หลังจากอิ่มท้อง หลินซีก็หยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ออกมา "ดื่มน้ำหน่อยค่ะพ่อ แม่ พี่หานเจิง"

น้ำในกระบอกนี้ไม่ใช่ธรรมดา หลินซีผสม 'น้ำพุวิเศษ' ลงไปในอัตราส่วนที่เข้มข้นกว่าปกติ เพื่อช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและบรรเทาอาการปวดขา

กู้หานเจิงรับกระบอกน้ำไปดื่ม ทันทีที่น้ำเย็นเฉียบไหลลงคอ เขารู้สึกเหมือนมีกระแสลมอุ่นๆ ไหลวนเวียนไปทั่วร่างกาย ความปวดตุบๆ ที่ขาซ้ายซึ่งทรมานเขามาตลอดการนั่งรถไฟ จู่ๆ ก็ทุเลาลงจนแทบไม่รู้สึก

"เป็นยังไงบ้างคะ?" หลินซีกระซิบถาม

"ดีขึ้นมาก" กู้หานเจิงมองหน้าเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม น้ำนี่ มันวิเศษเกินไปแล้ว แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ถามออกมาท่ามกลางฝูงชน

เมื่อตกดึก อากาศในรถไฟยิ่งหนาวเย็นลง ผู้คนเริ่มนั่งหลับนก ตู้โดยสารเงียบลงเหลือเพียงเสียงกรนและเสียงล้อรถไฟ หลินซีหยิบผ้าห่มผืนหนาที่เตรียมไว้ออกมาคลุมให้พ่อแม่กู้ และแบ่งอีกครึ่งผืนมาคลุมขาให้กู้หานเจิง

"คุณหนาวไหม?" กู้หานเจิงขยับตัว แบ่งที่นั่งอันน้อยนิดของเขาให้เธอ "มานั่งเบียดๆ กันจะได้อุ่น"

หลินซีไม่ปฏิเสธ เธอแทรกตัวเข้าไปนั่งข้างเขา ศีรษะเอนซบลงที่ไหล่กว้างของสามี กู้หานเจิงตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาขยับแขนข้างหนึ่งโอบไหล่เธอไว้หลวมๆ เพื่อกันไม่ให้เธอไหลตกจากที่นั่ง และเพื่อแบ่งปันไออุ่นจากร่างกาย

กลิ่นสบู่จางๆ จากตัวหลินซี ที่เธอแอบใช้ในมิติ ผสมกับกลิ่นอายลูกผู้ชายของกู้หานเจิง ทำให้บรรยากาศในมุมเล็กๆ นี้ดูอบอุ่นและปลอดภัยอย่างน่าประหลาด

"ขอบคุณนะ" เสียงทุ้มต่ำกระซิบที่ข้างหูเธอ "ขอบคุณที่มาด้วยกัน ขอบคุณสำหรับซาลาเปา ขอบคุณทุกอย่าง"

หลินซียิ้มทั้งที่ยังหลับตา เธอกระชับเสื้อคลุมของเขาให้แน่นขึ้น "นอนเถอะค่ะพี่หานเจิง พรุ่งนี้เราจะถึงฟาร์มหมายเลข 7 แล้ว ที่นั่นคือสนามรบของเรา"

เช้าวันรุ่งขึ้น รถไฟจอดเทียบชานชาลาสถานีปลายทาง ทันทีที่ประตูเปิดออก ลมหนาวที่รุนแรงกว่าเดิมร้อยเท่าก็พัดกรรโชกเข้ามา หิมะที่นี่หนากว่าที่บ้านเกิดหลายนิ้ว มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา

"ถึงแล้วสินะ" กู้เว่ยกั๋วพึมพำ กระชับห่อผ้าแน่น

ที่หน้าสถานี มีเกวียนเทียมม้าเก่าๆ จอดรออยู่ พร้อมกับชายวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายสวมปลอกแขนสีแดง เขาตะโกนเรียกชื่อผู้ถูกส่งตัว "กลุ่มกู้เว่ยกั๋ว! อยู่ไหน! มาขึ้นเกวียน เดี๋ยวนี้!"

หลินซีเดินลงจากรถไฟ สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หนาวบาดปอดเข้าไปเต็มปอด เธอมองไปยังทุ่งหิมะกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องหน้า ในสายตาคนอื่นมันคือคุกที่ไร้กำแพง แต่ในสายตาของหลินซี มันคือผืนผ้าใบสีขาวที่เธอกำลังจะละเลงสีแห่งความมั่งคั่งลงไป

"ไปกันเถอะค่ะ" หลินซีหันไปยิ้มให้ครอบครัวกู้ "บ้านใหม่รอเราอยู่"

กู้หานเจิงมองรอยยิ้มนั้น ความกลัวและความกังวลในใจมลายหายไป ไม่ว่าข้างหน้าจะมีพายุหิมะหนักหนาแค่ไหน ตราบใดที่มีผู้หญิงคนนี้อยู่ เขาเชื่อว่าเขาจะผ่านมันไปได้ และสักวัน เขาจะสร้างบ้านที่อบอุ่นที่สุดให้เธออยู่ให้ได้

ล้อเกวียนบดลงบนหิมะ ทิ้งรอยทางยาวเหยียด มุ่งหน้าสู่ฟาร์มปศุสัตว์หมายเลข 7 จุดเริ่มต้นของตำนาน 'สะใภ้รองผู้มั่งคั่ง' ได้เริ่มขึ้นแล้ว!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel