บทที่ 4: คืนเข้าหอและยาวิเศษในกาน้ำชา
เกวียนวัวเก่าคร่ำครึเคลื่อนผ่านถนนลูกรังที่ขรุขระมาหยุดลงที่หน้าบ้านดินหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน บ้านหลังนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างไกลจากผู้คน รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้แห้งดังหวีดหวิว
สภาพบ้านดูทรุดโทรมกว่าที่หลินซีจำได้ในความทรงจำชาติก่อน กำแพงดินบางส่วนมีรอยร้าว หลังคามุงฟางดูเหมือนจะปลิวหายไปได้ทุกเมื่อหากพายุหิมะลูกใหญ่พัดมา แต่สิ่งที่ทำให้หลินซีรู้สึกอุ่นใจคือความสะอาดสะอ้าน ลานบ้านถูกกวาดจนเตียนโล่ง ไม่มีขยะแม้แต่ชิ้นเดียว ฟืนถูกผ่าและเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
"ถึงแล้ว" กู้เจี๋ย กระโดดลงจากเกวียน เอ่ยเสียงห้วนโดยไม่หันมามองพี่สะใภ้
ประตูบ้านเปิดออก ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งเดินออกมาด้วยท่าทีรีบร้อน กู้เว่ยกั๋ว ชายร่างสูงใหญ่ที่หลังเริ่มค่อมลงเล็กน้อยจากความตรากตรำ ใบหน้ากร้านแดดฉายแววเคร่งขรึมแต่ดวงตายังคงมีความเด็ดเดี่ยวแบบทหารเก่า ข้างกายเขาคือ หลี่เหมย หญิงวัยกลางคนที่ดูอ่อนโยนแต่ใบหน้าซีดเซียวและซูบผอม สวมเสื้อนวมที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด
"มาแล้วเหรอ" หลี่เหมยมองลูกชายคนโตที่ขาเจ็บ แล้วมองมาที่ลูกสะใภ้หมาดๆ ด้วยแววตารู้สึกผิดระคนสงสาร "หนูหลินซี ลำบากหนูแล้วจริงๆ ที่ต้องมาตกระกำลำบากกับบ้านเรา"
เธอรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นการ "ยัดเยียด" จากบ้านหลิน หากไม่มีสัญญาการแต่งงานตั้งแต่สมัยรุ่นก่อนก็คงไม่ยอมรับปากรับสินสอดแค่ห้าสิบหยวน อีกทั้งสมัยนี้อำนาจทหารดีกว่าประชาชนทั่วไป ถ้าลูกสาวได้แต่งก็ถือได้เกาะบารมีอวดเบ่งพอตัว หลังจากคำสั่งลงมาข้าวของเครื่องใช้ก็ถูกยึดไปจนหมด สภาพบ้านกู้ในตอนนี้จึงไม่มีปัญญาจะจัดงานเลี้ยงฉลอง มีเพียงข้าวต้มธัญพืชหม้อเดียวสำหรับต้อนรับสะใภ้
หลินซีก้าวลงจากเกวียน เธอย่อตัวคารวะพ่อแม่สามีอย่างนอบน้อม กิริยามารยาทงดงามแช่มช้อยจนกู้เว่ยกั๋วที่เคร่งขรึมยังพยักหน้ายอมรับในใจ
"พ่อ แม่ ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ" หลินซีกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "แต่งไก่ตามไก่ แต่งสุนัขตามสุนัข ในเมื่อฉันแต่งเข้าบ้านตระกูลกู้แล้ว ก็เป็นคนของตระกูลกู้ ความลำบากพวกนี้ฉันไม่กลัวหรอกค่ะ"
คำว่า 'คนของตระกูลกู้' ทำให้ดวงตาของหลี่เหมยแดงเรื่อ เธอรีบเข้ามาจับมือหลินซี "เด็กดี ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เข้าบ้านเถอะ ข้างนอกหนาว"
ภายในบ้านดินอบอุ่นกว่าข้างนอกเล็กน้อยเพราะไอความร้อนจากเตาไฟ บนโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมกลางห้องมีอาหารวางอยู่ มันคือโจ๊กข้าวฟ่างผสมมันเทศที่ใสจนเกือบจะนับเม็ดข้าวได้ กับผักดองเค็มจานเล็กๆ อีกหนึ่งจาน นี่คืออาหารที่ดีที่สุดที่บ้านกู้จะหาได้ในตอนนี้
กู้หานเจิงนั่งลงที่หัวโต๊ะ ใบหน้าคมเข้มเรียบตึง เขาเหลือบมองอาหารบนโต๊ะแล้วกำหมัดแน่นบนหน้าตัก ความอัปยศแล่นพล่านในอก วันแต่งงานแท้ๆ แต่เขากลับไม่มีปัญญาหาข้าวสวยหรือเนื้อสัตว์ให้ภรรยากิน
"กินเถอะ" กู้เว่ยกั๋วเอ่ยทำลายความเงียบ
กู้เจี๋ยรีบตักโจ๊กใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความหิวโหย แต่สายตายังคงลอบมองหลินซีอย่างจับผิด เขาอยากรู้ว่าคุณหนูจากบ้านหลินที่เคยกินดีอยู่ดีจะทำท่ารังเกียจอาหารหมูพวกนี้ไหม
ผิดคาด หลินซียกชามโจ๊กขึ้นจิบด้วยท่าทีปกติ สีหน้าเรียบเฉยราวกับกำลังกินหูฉลาม เธอคีบผักดองใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีการบ่นหรือชักสีหน้าแม้แต่น้อย
"โจ๊กนี่ต้มได้ที่มากค่ะ ข้าวฟ่างนุ่มกำลังดี" หลินซีเอ่ยชมพลางยิ้มให้แม่สามี
กู้หานเจิงมองเธอด้วยแววตาซับซ้อน ความรู้สึกหนักอึ้งในใจคลายลงเปราะหนึ่ง
"พรุ่งนี้" กู้หานเจิงเอ่ยขึ้นเสียงขรึม "คำสั่งย้ายน่าจะมาถึงแล้ว เราอาจจะต้องเตรียมตัวเดินทางไปฟาร์มปศุสัตว์หมายเลข 7 ทางเหนือในอีกสองวัน"
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบกริบทันที มือที่ถือตะเกียบของหลี่เหมยสั่นระริก ฟาร์มหมายเลข 7 ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่โหดร้ายและกันดารที่สุด หนาวเหน็บเกือบทั้งปี
"เร็วขนาดนี้เชียวหรือ?" กู้เว่ยกั๋วถามเสียงต่ำ
"ครับ" กู้หานเจิงพยักหน้า หันไปมองหลินซี "ถ้าคุณเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ ผมเขียนใบหย่าให้ได้"
"กินข้าวเถอะค่ะ" หลินซีขัดขึ้นทันควัน เธอกวางตะเกียบลงแล้วสบตาเขา "ฉันบอกแล้วไงคะว่าคำไหนคำนั้น รีบกินเถอะค่ะ คืนนี้จะได้พักผ่อน พรุ่งนี้ฉันจะช่วยแม่จัดของ"
ท่าทีเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวทำให้ชายฉกรรจ์สามคนในบ้านตระกูลกู้อึ้งไป กู้เจี๋ยมองพี่สะใภ้คนนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้ ใจเด็ดกว่าที่คิด
หลังมื้ออาหาร หลินซีช่วยหลี่เหมยล้างชาม ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าห้องหอ ห้องหอของพวกเขาคือห้องเก็บของเก่าที่ถูกดัดแปลง มีเตียงเตา คัง ขนาดเล็กที่ก่อด้วยอิฐ ผ้าปูที่นอนสีแดงผืนเก่าที่มีรอยปะชุนถูกปูไว้อย่างเรียบร้อย บนโต๊ะข้างเตียงมีตะเกียงน้ำมันก๊าดที่จุดไฟสลัวๆ
กู้หานเจิงเดินกะเผลกเข้ามาในห้อง เขาปิดประตูลงกลอน แล้วยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู หันหลังให้เธอ
"คุณนอนบนเตียงเถอะ ผมจะปูฟางนอนที่พื้นเอง"
"ทำไมคะ?" หลินซีถาม ทั้งที่รู้อยู่แล้ว
"ขาผม" กู้หานเจิงก้มมองขาซ้ายของตัวเอง "มันเน่า มีกลิ่นเหม็น คุณจะรังเกียจเปล่าๆ อีกอย่าง ผมไม่อยากให้คุณต้องมาแปดเปื้อนกับคนพิการอย่างผม วันหน้าถ้าคุณเจอคนที่ดีกว่า คุณจะได้ไปเริ่มต้นใหม่ได้ง่ายๆ"
หลินซีถอนหายใจยาว คนบ้า เป็นคนดีจนน่าโมโหจริงๆ
เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้าไปดึงแขนเขาให้มานั่งที่เตียง "นั่งลงค่ะ!"
"หลินซี!"
"ฉันบอกให้นั่งลง!" หลินซีออกคำสั่งเสียงเข้ม รังสีอำมหิตบางอย่างทำให้พันตรีหนุ่มอย่างกู้หานเจิงเผลอทำตามคำสั่งโดยไม่รู้ตัว
หลินซีย่อตัวลงนั่งคุกเข่าที่พื้น ยื่นมือไปถอดรองเท้าและถลกขากางเกงของเขาขึ้น กลิ่นคาวเลือดผสมหนองโชยออกมาทันที ภาพที่เห็นน่ากลัวมาก บาดแผลยาวเหวอะหวะที่หน้าแข้งเริ่มมีสีคล้ำและบวมเป่ง เพราะการรักษาที่ไม่ต่อเนื่องและยาที่ขาดแคลน
กู้หานเจิงรีบเอามือปิดตาเธอ "อย่าดู มันน่าเกลียด"
หลินซีดึงมือเขาออก ดวงตาของเธอแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความสงสารจับใจ ชาติที่แล้วเขาต้องทนเจ็บปวดแบบนี้อยู่เป็นปีๆ กว่าจะรักษาหาย แต่ก็ต้องเดินขากะเผลกไปตลอดชีวิต
"เจ็บไหมคะ?" เธอถามเสียงสั่น
"ไม่เจ็บ ชินแล้ว" เขาโกหก
หลินซีลุกขึ้น เดินไปหยิบกะละมังเก่าๆ ที่มุมห้อง เทน้ำอุ่นจากกาน้ำชาที่เธอแอบผสม 'น้ำพุวิเศษ' ลงไปจนเข้มข้น เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนหัวค่ำ
"ฉันจะล้างแผลให้นะคะ"
"ไม่ต้อง! แค่เช็ดๆ ก็พอ ยาหมดแล้ว"
"ฉันมียาค่ะ" หลินซีโกหกหน้าตาย เธอหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำในกะละมัง บิดพอหมาด แล้วค่อยๆ เช็ดรอบปากแผลอย่างเบามือ
ทันทีที่ผ้าเปียกสัมผัสโดนผิวเนื้อ กู้หานเจิงสะดุ้งเฮือก เตรียมใจรับความแสบสัน ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ความรู้สึกเย็นสบายซาบซ่านแผ่กระจายไปทั่วบาดแผล ความปวดร้าวที่กัดกินกระดูกมาตลอดหลายเดือนทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับมีสายน้ำทิพย์ชะโลมลงไปถึงไขกระดูก
เขาก้มมองภรรยาหมาดๆ ของเขาด้วยความตกตะลึง แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนใบหน้าด้านข้างของหลินซี ขนตายาวงอนทาบเงาลงบนแก้มขาวนวล สีหน้าของเธอจดจ่อและตั้งใจยิ่งกว่าหมอทหารคนไหนๆ
"นี่มัน น้ำอะไร?" เขาถามเสียงแหบพร่า
"สูตรลับของยายฉันค่ะ สมุนไพรต้ม" หลินซีตอบโดยไม่เงยหน้า "ยายบอกว่ารักษาแผลเน่าเปื่อยได้ชะงัดนัก ฉันแอบต้มมาให้"
เธอเช็ดแผลจนสะอาด สังเกตเห็นว่าเนื้อสีคล้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อของเลือดฝาดอย่างรวดเร็ว เนื้อที่ตายแล้วหลุดลอกออกมาอย่างง่ายดาย น้ำพุวิเศษทรงอานุภาพกว่าที่คิด!
หลินซีฉีกชายเสื้อตัวในของตัวเองออกมาพันแผลให้เขาอย่างคล่องแคล่ว "เรียบร้อยค่ะ คืนนี้นอนพักผ่อน พรุ่งนี้ตื่นมาน่าจะดีขึ้น"
เธอยกกาละมังไปเททิ้ง แล้วกลับมานั่งลงข้างเขาบนเตียงเตา
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงอีกครั้ง แต่คราวนี้ความอึดอัดจางหายไป เหลือเพียงความใกล้ชิดที่แปลกประหลาด
กู้หานเจิงมองหญิงสาวตัวเล็กๆ ข้างกาย หัวใจที่เคยด้านชากลับมาเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง "หลินซี ทำไมถึงดีกับผมนัก? ทั้งที่น้องสาวคุณ"
"เพราะฉันไม่ใช่คนตาบอดเหมือนหลินเจียวค่ะ" หลินซีสบตาเขา แววตาเป็นประกาย "พี่หานเจิงคะ ฉันรู้ว่าตอนนี้พี่กำลังคิดว่าตัวเองเป็นภาระ เป็นนกปีกหัก แต่พี่เชื่อฉันไหมคะ? ว่านกอินทรี ถึงจะปีกหัก พอมันรักษาตัวหาย มันก็จะกลับไปเป็นเจ้าเวหาได้เหมือนเดิม"
มือเล็กๆ ของเธอเอื้อมไปกุมมือใหญ่ของเขา "ฉันเดิมพันกับพี่แล้ว ชาตินี้ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ สามี"
คำว่า 'สามี' ที่หลุดออกจากปากเธอเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบ ทำให้ใบหูของนายทหารหนุ่มแดงก่ำลามไปถึงลำคอ เขาพลิกฝ่ามือกลับมากุมมือเธอไว้แน่น บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึกที่พูดไม่ออก
"ได้ ในเมื่อคุณกล้าเดิมพัน ผมก็จะไม่ยอมให้คุณแพ้" กู้หานเจิงกล่าวคำปฏิญาณในใจ "นอนเถอะ ดึกมากแล้ว"
"ค่ะ"
ทั้งสองล้มตัวลงนอนบนเตียงเดียวกัน โดยมีเพียงความมืดและความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายเป็นเพื่อน กู้หานเจิงนอนตัวเกร็ง ไม่กล้าขยับตัว กลัวจะไปโดนตัวเธอ แต่หลินซีกลับขยับเข้าไปซุกตัวใกล้ๆ เขาอย่างเป็นธรรมชาติ ความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
เมื่อลมหายใจของกู้หานเจิงเริ่มสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขาหลับไปแล้ว หลินซีก็ลืมตาขึ้นในความมืด เธอเพ่งจิตเข้าไปในมิติอีกครั้ง
ภาพที่เห็นทำให้เธอต้องยกมือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงร้องด้วยความดีใจ ในแปลงผัก ผักกาดขาวหัวใหญ่ยักษ์อวบอ้วนเรียงรายเต็มแปลง หัวไชเท้าโผล่พ้นดินขึ้นมาอวดความขาวอวบ ข้าวโพดออกฝักเต็มต้น พร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว! และที่เล้าหมู ลูกหมูตัวนั้นโตขึ้นจนขนาดเท่าสุนัขตัวย่อมๆ แล้ว!
เสบียงพร้อมแล้ว!
พรุ่งนี้เธอจะหาโอกาสเอาผักพวกนี้ออกมาทำเป็นเสบียงแห้ง และแอบเอาเงินที่ขายสมุนไพรในมิติไปยัดใส่กระเป๋าแม่สามี
การเนรเทศไปชายแดนเหนือ? หึ สำหรับคนอื่นมันคือนรก แต่สำหรับเธอที่มีมิติและสามีที่กำลังจะหายดี มันคือการไปบุกเบิกอาณาจักรแห่งความมั่งคั่งต่างหาก!
หลินซีหลับตาลงด้วยรอยยิ้ม รอคอยแสงแรกของวันพรุ่งนี้ วันแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง
