บทที่ 3: เจ้าสาวสองคนกับชะตาที่สวนทาง
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวปลุกให้หมู่บ้านตระกูลหลินตื่นตัวขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บของยามเช้า สีแดงของกระดาษมงคลตัดอักษร 'ซวงสี่' ความสุขคู่ ที่แปะอยู่บนประตูไม้เก่าคร่ำครึ ดูขัดตาอย่างประหลาดเมื่อเทียบกับหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่ว
วันนี้เป็นวันมงคล วันที่ลูกสาวฝาแฝดของตระกูลหลินจะออกเรือนพร้อมกัน
ภายในห้องนอน หลินเจียวยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกบานเล็กที่มีรอยร้าว เธอลูบไล้ชุดเจ้าสาวสีแดงสดที่ตัดเย็บจากผ้าขนสัตว์ราคาแพง เนื้อผ้านุ่มลื่นมือให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหรา นี่คือชุดที่เธอเรียกร้องให้แม่ซื้อให้โดยอ้างว่าจะไปเป็นสะใภ้เศรษฐี ต้องแต่งตัวให้สมฐานะ
"สวยมาก ลูกแม่สวยเหมือนเธอฟ้าเลย" จางชุ่ยฮวาชมเปาะ ปากก็ยิ้มแก้มแทบปริ พลางจัดทรงผมให้ลูกรัก "แต่งเข้าบ้านหวังแล้ว อย่าลืมกตัญญู ส่งเงินส่งเนื้อหมูมาให้พ่อกับแม่บ้างนะ"
"แน่นอนค่ะแม่" หลินเจียวยิ้มหวาน แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง ฝันไปเถอะ! เงินของบ้านหวังเป็นของฉันคนเดียว ใครจะโง่แบ่งให้คนอื่น
เธอเหลือบตามองไปที่มุมห้อง หลินซี กำลังนั่งนิ่งๆ ให้ป้าข้างบ้านช่วยเกล้าผม ชุดเจ้าสาวของหลินซีเป็นเพียงเสื้อนวมตัวเก่าสีน้ำเงินเข้มที่ซักจนซีด มีเพียงดอกไม้ผ้าสีแดงดอกเล็กๆ ที่กลัดไว้บนหน้าอกเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเป็นเจ้าสาว
หลินเจียวมองภาพนั้นด้วยความสะใจที่พุ่งพล่านขึ้นมาถึงอก
ภาพนี้แหละ ที่ฉันอยากเห็นมาตลอด
ภาพความทรงจำในชาติที่แล้วไหลย้อนกลับมาราวกับฉากหนังม้วนเก่า
ในชาติก่อน หลินเจียวคือคนที่ใส่ชุดสีแดงเก่าๆ ซีดๆ แบบนั้น นั่งร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดอยู่บนเตียง วันนั้นเธอเลือกแต่งงานกับ กู้หานเจิง เพราะหลงใหลในความหล่อเหลาและยศศักดิ์ทหาร แต่สิ่งที่เธอได้เจอคือนรก
คืนวันแต่งงาน กู้หานเจิงที่เขาเจอกลับปรากฏมาพร้อมขาที่หักยับเยินจากอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติภารกิจ เงินเก็บทั้งหมดของบ้านกู้ถูกใช้ไปกับการรักษาจนหมดเนื้อหมดตัว จากบ้านทหารผู้ทรงเกียรติ กลายเป็นบ้านที่มีแต่กลิ่นยาสมุนไพรเหม็นหืนและความอับเฉา
เธอจำได้ว่าตัวเองร้องไห้จะขอหย่า วิ่งกลับมาที่บ้านแม่เพื่อขอให้พ่อแม่ช่วย แต่สิ่งที่ได้รับคือคำด่าทอและผลักไส "หย่าไม่ได้! สินสอดห้าสิบหยวนแม่เอาไปใช้หมดแล้ว แกแต่งไปเป็นผีบ้านกู้แล้ว ก็ต้องอยู่ที่นั่น ดูแลผัวพิการของแกไปซะ!"
คำพูดเลือดเย็นของแม่ในวันนั้นยังก้องอยู่ในหู เธอต้องจำใจกลับไปเช็ดตัว เช็ดสิ่งปฏิกูลให้กู้หานเจิง ต้องทนฟังเสียงชาวบ้านนินทาว่าเธอเป็นตัวซวย ต้องตื่นตีสี่ไปขุดดินแลกแต้มมาเลี้ยงครอบครัวสามี ในขณะที่หลินซี พี่สาวฝาแฝดของเธอ นั่งรถเก๋งกลับมาเยี่ยมบ้าน สวมสร้อยคอทองคำเส้นเท่าโซ่ และมีคนรับใช้คอยกางร่มให้
ความอิจฉาริษยาและความแค้นเคืองกัดกินใจเธอจนตาย
แต่ชาตินี้ สวรรค์เมตตาฉันแล้ว!
หลินเจียวเดินเข้าไปหาหลินซี แสร้งทำทีเป็นจัดเสื้อผ้าให้ แต่กระซิบด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน
"พี่รอง ดูชุดพี่สิ เก่าจนราขึ้นแล้วมั้ง แต่มันก็เหมาะกับพี่ดีนะ เหมาะกับบ้านสวะๆ ที่พี่กำลังจะไปอยู่"
หลินซีเงยหน้าขึ้น สบตากับน้องสาวผ่านกระจกเงา แววตาของเธอสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำลึก "ขอบใจที่ชม ชุดจะเก่าหรือใหม่ มันก็แค่เปลือกนอก สำคัญที่คนใส่ต่างหาก"
"ปากเก่งไปเถอะ!" หลินเจียวเบะปาก "ฉันจะรอดูว่าพี่จะปากเก่งได้สักกี่วัน ตอนที่ต้องไปเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ไอ้เป๋นั่น แล้วก็ต้องไปขุดดินกินหญ้าที่ชายแดน พี่อย่าซมซานกลับมาขอข้าวก้นหม้อบ้านฉันกินก็แล้วกัน เพราะฉันจะไม่สงเคราะห์แม้แต่กระดูกไก่!"
หลินซีเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเย็นชา "วางใจเถอะ ต่อให้ฉันอดตาย ฉันก็จะไม่ไปเหยียบเงาบ้านเธอ แต่จำคำพี่ไว้นะหลินเจียว ของบางอย่างดูภายนอกเหมือนทองข้างในอาจจะเป็นเน่าหนอน และของที่เธอมองว่าเป็นขยะ วันหนึ่งมันอาจจะเป็นเพชร"
"เชอะ! เพชรบ้าบออะไร คนพิการก็คือคนพิการ!" หลินเจียวสะบัดหน้าหนี เดินกลับไปนั่งที่เตียงของตน รอคอยขบวนรับตัวเจ้าสาวอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่นานนัก เสียงเอะอะมะเทิ่งก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน
"เจ้าบ่าวตระกูลหวังมาแล้ว!"
เสียงแตรและเสียงฉาบดังสนั่น ขบวนรับตัวเจ้าสาวของ หวังต้าฟู่ จัดมาอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะ มีจักรยานเฟิ่งหวงคันใหม่เอี่ยมผูกโบว์สีแดง มีวิทยุทรานซิสเตอร์ และหีบสินสอดใบใหญ่ ชาวบ้านต่างพากันมาชะเง้อมองด้วยความตื่นเต้นและอิจฉา
หวังต้าฟู่เดินเข้ามาในบ้าน รูปร่างของเขาอ้วนฉุ พุงยื่นออกมาล้ำหน้า ใบหน้ามันเยิ้มเต็มไปด้วยหลุมสิว ฟันเหลืองอ๋อยจากการสูบบุหรี่จัด เขาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีมองหลินเจียวด้วยสายตาโลมเลียที่น่าขยะแขยง
"น้องเจียวเจียวของพี่! วันนี้หนูสวยจริงๆ!"
หลินเจียวกลั้นหายใจข่มความรังเกียจเมื่อได้กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวและกลิ่นบุหรี่ฉุนกึกจากตัวเจ้าบ่าว ในชาติที่แล้วเธอเคยหัวเราะเยาะหลินซีที่ต้องแต่งงานกับไอ้หมูนี่ แต่ตอนนี้ เธอต้องท่องไว้ในใจ เงิน เงิน เขาคือถุงเงินเคลื่อนที่!
"พี่หวัง" หลินเจียวดัดเสียงหวาน หยาดเยิ้ม "พี่มารับฉันแล้ว"
"ไปๆ รีบไปขึ้นจักรยาน พี่จะพาไปเสวยสุข!" หวังต้าฟู่หัวเราะร่า คว้ามือหลินเจียวเดินออกจากบ้านไป ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของพ่อแม่
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อขบวนแห่ที่อึกทึกจากไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมบ้านสกุลหลินอีกครั้ง เหลือเพียงหลินซีที่นั่งรออยู่เงียบๆ
"ทำไมทางนั้นมาช้านักนะ? หรือว่าจะเปลี่ยนใจไม่มาแล้ว?" จางชุ่ยฮวาบ่นอุบอิบ กลัวว่าจะไม่ได้สินสอดห้าสิบหยวน
ทันใดนั้น เสียงล้อเกวียนบดกับพื้นหิมะก็ดังขึ้นเบาๆ เอี๊ยด เอี๊ยด
ไม่มีแตรวง ไม่มีประทัด มีเพียงเกวียนเทียมวัวเก่าๆ หนึ่งเล่มที่ปูด้วยฟางสะอาด สะอาดตา คนที่บังคับเกวียนคือ กู้เจี๋ย น้องชายคนเล็ก หน้าตาบึ้งตึงเหมือนโดนบังคับมา ส่วนคนที่นั่งอยู่บนเกวียน คือ กู้หานเจิง
เขาสวมชุดทหารชุดเก่าที่ซักจนสะอาดสะอ้าน กลัดเข็มกลัดประธานเหมาที่อกเสื้อ นั่งหลังตรงแม้ขาข้างหนึ่งจะเหยียดตรงดามด้วยไม้ไผ่ ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยแต่แววตามีความกังวลลึกๆ
เมื่อเขาพยุงตัวลงจากเกวียนโดยใช้ไม้ค้ำยัน ชาวบ้านที่ยังมุงดูอยู่ต่างพากันซุบซิบ "น่าเสียดายจริงๆ คนเคยหล่อ เคยเป็นอนาคตของหมู่บ้าน ตอนนี้กลายเป็นไอ้เป๋ไปซะแล้ว" "หลินซีซวยชะมัด ได้ของเหลือเดนจากน้องสาวชัดๆ"
คำนินทาเหล่านั้นดังเข้าหู แต่กู้หานเจิงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขาเดินกะเผลกเข้ามาหยุดตรงหน้าพ่อแม่ของหลินซี โค้งคำนับอย่างนอบน้อมหนึ่งครั้ง แล้ววางซองแดงสินสอด 50 หยวนลงบนโต๊ะ
"ผมมารับหลินซีครับ" เสียงทุ้มต่ำของเขามั่นคง
จางชุ่ยฮวารีบตะครุบซองแดงมานับเงินทันที พอเห็นว่าครบก็โบกมือไล่ส่งๆ "เออๆ รับไปสิ อยู่ในห้องนั่นแหละ รีบๆ ไปเถอะ เดี๋ยวจะค่ำมืดซะก่อน"
ไม่มีการอวยพร ไม่มีความอาลัยอาวรณ์
หลินซีเดินออกมาจากห้อง พร้อมห่อผ้าเล็กๆ เพียงห่อเดียว เธอมองกู้หานเจิงแล้วยิ้มบางๆ ให้เขา รอยยิ้มนั้นสว่างไสวราวกับแสงอาทิตย์ในฤดูหนาว ทำเอากู้หานเจิงชะงักไปชั่วครู่
"ไปกันเถอะค่ะ สหายกู้" หลินซีกล่าว
กู้เจี๋ยที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ข้างเกวียนแค่นเสียง "เร็วๆ หน่อย หนาวจะตายอยู่แล้ว ตัวภาระชัดๆ"
"เจียวเอ๋อร์! หุบปาก!" กู้หานเจิงดุน้องชายเสียงเข้ม กู้เจี๋ยสะดุ้งเงียบเสียงลงแต่ยังทำหน้ามุ่ย
ก่อนจะก้าวออกจากธรณีประตู จางชุ่ยฮวาถือขันน้ำออกมาตามธรรมเนียม "หลินซี ฟังไว้นะ ลูกสาวแต่งออกไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป เป็นคนของบ้านกู้ ผีของบ้านกู้ ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ ห้ามกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเดิมเด็ดขาด"
ซ่า!
น้ำเย็นเฉียบถูกสาดลงบนพื้นหิมะจนเปียกชุ่ม
หลินซีมองรอยน้ำนั้น นัยน์ตาสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความปิติยินดีที่ได้ตัดขาดอย่างสมบูรณ์ เธอหันกลับมามองพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย
"พ่อ แม่ หนูจดจำบุญคุณที่เลี้ยงดูมาจนโตได้แม่นยำ แต่นับจากวินาทีนี้ไป หนูคือสะใภ้ตระกูลกู้ สุขหรือทุกข์ รวยหรือจน หนูจะแบกรับไว้เอง จะไม่มาเบียดเบียนพวกท่านแม้แต่นิดเดียว"
เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยประโยคทิ้งท้ายที่ทำให้จางชุ่ยฮวารู้สึกหนาวสันหลัง "และหวังว่า หากวันหนึ่งพวกท่านลำบาก หรือลูกรักของพวกท่านไม่ได้ดั่งใจ พวกท่านก็จะจำคำพูดในวันนี้ของตัวเองได้ และไม่ไปเบียดเบียนบ้านกู้เช่นกัน ลาก่อนค่ะ"
หลินซีหันหลังกลับอย่างไม่ไยดี ก้าวขึ้นไปนั่งบนเกวียนเทียมวัวเคียงข้างกู้หานเจิง
"หนาวไหม?" กู้หานเจิงถามเสียงเบา พลางขยับผ้าห่มผืนหนา ที่ดูเหมือนจะเป็นผืนที่ดีที่สุดของบ้านกู้ มาคลุมขาให้เธอ
"ไม่หนาวค่ะ" หลินซีตอบ พลางสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่ม แอบกุมมือใหญ่ที่หยาบกร้านของเขาไว้
กู้หานเจิงสะดุ้งเล็กน้อย จะชักมือกลับ แต่หลินซีจับไว้แน่น เธอถ่ายทอดความอบอุ่นจากพลังวัตรในร่างผ่านฝ่ามือไปสู่เขา พร้อมกับกระซิบ
"กลับบ้านของเรากันเถอะค่ะ พี่หานเจิง"
คำว่า 'บ้านของเรา' และสรรพนามที่เปลี่ยนไป ทำให้หัวใจที่แห้งแล้งของชายหนุ่มกระตุกวูบ เขาบีบมือตอบเบาๆ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้น้องชายออกรถ
เกวียนวัวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านตระกูลหลิน ทิ้งเสียงนินทาและความใจร้ายไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่บ้านหลังเก่าท้ายหมู่บ้าน ที่ซึ่งอนาคตอันรุ่งโรจน์กำลังรอพวกเขาอยู่
แต่ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของถนน หลินเจียวนั่งซ้อนท้ายจักรยานของหวังต้าฟู่ ลมหนาวพัดตีหน้าจนชา เธอกอดเอวหนาๆ ของสามีไว้แน่น พยายามไม่สนใจมือปลาหมึกของเขาที่คอยลูบไล้ขาอ่อนเธอตลอดเวลา
ทนหน่อยหลินเจียว เธอบอกตัวเอง ถึงผัวจะน่าขยะแขยง แต่เขารวย อีกไม่กี่นาที ฉันจะได้เห็นเงินกองโต ฉันจะได้กินหมูตุ๋นน้ำแดง ฉันชนะแล้ว ฉันชนะนังหลินซีแล้ว!
เธอหารู้ไม่ว่า จักรยานคันนี้ไม่ได้กำลังพาเธอไปสู่สวรรค์ แต่มันกำลังพาเธอดิ่งลงสู่นรกขุมที่ลึกกว่าเดิม!
