บทที่ 10 ตระกูลหลี่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน 1/2
หลี่ฉางเซินเอ่ยตำหนิบุตรชายคนเล็กที่พูดเปรียบอวี้เหยากับเรื่องเล่าในโรงน้ำชา “อาเทียนเจ้าไปฟังพวกคนเล่านิทานจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง”
“ท่านพี่แต่ข้าคิดว่าเรื่องที่อาเทียนพูดมาก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะเจ้าคะ เหตุการณ์เหนือธรรมชาติมากมายบางทีพวกเราก็ไม่อาจคาดเดาได้มิใช่หรือ” เวินหงเยี่ยนภรรยาของหลี่ลู่เจ๋อคิดไปทางเดียวกับน้องชายสามีเช่นกัน
“ท่านพ่อองค์หญิงหกยังพูดอะไรอีกไหมขอรับ?” หลี่ลู่เจ๋อไม่ตอบภรรยาแต่เขาเอ่ยถามบิดาถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง
“นางบอกแค่ว่าถ้าพวกเราตัดสินใจอย่างไรก็ส่งข่าวให้นางทราบด้วย พ่อรู้สึกว่าเหมือนองค์หญิงหกมีแผนการบางอย่างและสิ่งหนึ่งที่มั่นใจอย่างมาก คือนางคล้ายจะไม่กลับมาแคว้นต้าอวี้อีกแล้ว” หลี่ฉางเซินบอกความคิดของเขาซึ่งเป็นสิ่งที่เขามั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ฟางฮูหยินครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้จากคำพูดของสามีนางรับรู้ได้ว่า ความกังวลใจที่สามีพูดออกมามีความเป็นไปได้สูง
“ท่านพี่ในเมื่อองค์หญิงหกบอกกับท่านมาเช่นนั้นข้าคิดว่าต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่ ยิ่งท่านมั่นใจเสียเหลือเกินว่านางไม่คิดกลับแคว้นต้าอวี้อีกในอนาคต พวกเราทำตามที่นางบอกอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ได้นะเจ้าคะ”
“ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่นะขอรับพักหลังมานี้กองทัพของแคว้นพวกเรา ดูเหมือนจะไม่แข็งแกร่งยามทำสงครามก็ต้านศัตรูไม่อยู่หรือต้านอยู่ก็เสียกำลังไปมากมาย ที่สำคัญการค้าของเมืองหลวงคล้ายจะซบเซาจนน่าตกใจขอรับ” หลี่ตงเทียนตรวจบัญชีของร้านค้าเขาถอนหายใจวันละหลายรอบเลยทีเดียว
เวินหงเยี่ยนก็ไม่ต่างจากหลี่ตงเทียนเพราะกิจการของตระกูลนางเองก็แทบจะทำกำไรไม่ได้ แต่ต้นทุนยังคงต้องใช้เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นในบางครั้ง
“ท่านพ่อเป็นอย่างที่อาเทียนพูดจริง ๆ เจ้าค่ะตั้งแต่กองทัพของต้าอวี้ทำสงครามกับต้าเซิ่ง การค้าในเมืองหลวงหรือหัวเมืองใกล้ ๆ ทำกำไรได้น้อยและเริ่มมีคนเลิกทำก็มีเจ้าค่ะ”
ทุกคนต่างเงียบทันทีเนื่องจากการค้าย่อมได้รับผลกระทบจากสงคราม ใครมีเงินในมือมากกว่าย่อมอยู่รอดแต่กิจการขนาดกลางของตระกูลหลี่นั้น จะรับมือการการขาดทุนต่อเนื่องนาน ๆ ได้อย่างไร
ดังนั้นหลี่ฉางเซินจึงได้เอ่ยข้อสรุปความเห็นของทุกคนในครอบครัว ซึ่งพวกเขาไม่มีใครคัดค้านแต่ยินดีร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันเสียมากกว่า
“เช่นนั้นพวกเจ้าเห็นว่าควรทำตามที่องค์หญิงหกบอกแต่การลาออกคงทำในเวลานี้ไม่ได้ เอาเป็นว่ารอให้เรื่องขององค์หญิงหกซาไปจากเมืองหลวงข้ากับอาเจ๋อค่อยยื่นหนังสือลาออก
ส่วนลูกสะใภ้กับอาเทียนก็ทยอยขายสินค้าที่มีเสียเมื่อทุกอย่างพร้อมพวกเราค่อยเดินทาง พอถึงยามนั้นจะได้ไม่ฉุกละหุกจนทำให้ใครจับได้ว่าตระกูลหลี่กำลังหลบเลี่ยงสิ่งใด ส่วนที่อยู่คาดว่าองค์หญิงคงมีลู่ทางไว้แล้วล่ะ”
“ท่านพี่ไม่ต้องกังวลข้าจะไปช่วยลูกสะใภ้กับอาเทียนจัดการอีกแรง ออกเดินทางเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นพวกเราอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะ”
“จริงขอรับท่านพ่อเรื่องสินค้าที่เหลือในร้านข้าจะขอให้สหายมาช่วย แค่ลดราคาพอได้กำไรสักเล็กน้อยย่อมขายหมดได้แน่นอนขอรับ”
“อืม งั้นก็เอาตามนี้นี่ก็ใกล้จะถึงเวลารับมื้อเย็นแล้วแยกย้ายกันไปเถิด”
“ขอรับท่านพ่อ/ เจ้าค่ะท่านพ่อ/ เจอกันที่โต๊ะอาหารขอรับท่านพ่อ”
ฟางฮูหยินยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ สามีที่ผูกผมใช้ชีวิตคู่กันมามากกว่ายี่สิบปี นางตบเบา ๆ ที่แขนของอีกฝ่ายเพื่อปลอบประโลมไม่ให้เขาคิดมาถึงเรื่องนี้อีก ในเมื่อตัดสินใจไปแล้วจะหันหลังกลับคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
ดังนั้นคนตระกูลหลี่จึงเริ่มลงมือเตรียมตัวจะไปจากเมืองหลวงแห่งนี้ โดยทุกคนต่างแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนข้าวของจำเป็นหรือทรัพย์มีค่าที่มี ล้วนนำไปเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินเสียส่วนใหญ่เพื่อความสะดวกเวลาออกเดินทาง ส่วนบ่าวไพร่ที่ทำงานรับใช้มานานไว้พวกเขาค่อยไถ่ถามความสมัครใจอีกครั้ง