บทที่ 6 ขออาสาไปเอง 1/2
ยามนี้ไม่มีใครพูดอันใดเพราะทุกคนต่างรู้คำตอบว่าการเป็นตัวประกัน ย่อมไม่มีวันมีชีวิตสุขสบายเหมือนองค์ชายองค์หญิงในแคว้นบ้านเกิดอยู่แล้ว แต่จู่ ๆ กลับมีร่างของเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่เหนือความคาดหมายของคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นเจ้านายชั้นสูง หรือแม้แต่ทหารองครักษ์และนางกำนัลขันทีของตำหนักจิงหลาน พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กผู้หญิงตัวผอมบางคนนี้เป็นใครมาที่นี่ได้อย่างไร
และเด็กหญิงคนดังกล่าวจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากองค์หญิงหก ที่ได้ระบบอี้หยวนช่วยนำทางมายังตำหนักจินหลานของฮ่องเต้โดยไม่ถูกจับตัว เพราะนางจะมาขันอาสากับการเป็นตัวประกันแทนพี่น้องต่างมารดาทุกคน
“เสด็จพ่อ...” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้น
ฮ่องเต้ฉู่มู่เฉิงพร้อมฮองเฮาและเหล่าพระสนมที่นั่งทำหน้าเคร่งเครียด ต่างหันไปทางเสียงเล็ก ๆ ของผู้มาเยือนแต่คนส่วนมากในตำหนักจินหลานไม่มีใครจำได้ว่าเด็กคนนี้คือใคร
จะมีเพียงแค่เจินตาอิ้งที่เคยอยู่ตำหนักเดียวกับหลี่กุ้ยเหรินผู้เป็นมารดาของอวี้เหยาที่จำนางได้ แต่เจินตาอิ้งกลับไม่พูดอันใดเพราะนางต้องการดูท่าทีของฮ่องเต้กับการมาเยือนโดยไม่ได้รับอนุญาตขององค์หญิงหก
“เสด็จพ่อ? เด็กน้อยเจ้าเป็นใครเหตุใดถึงได้เรียกเจิ้นเช่นนั้น”
‘อ้าว...เป็นพ่อคนประสาอะไรแม้แต่ลูกที่ทำเองยังจำไม่ได้อีก’
อวี้เหยาก้มหน้าถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อยเงยหน้าตอบกลับไปว่าตัวของนางคือใครและเป็นอะไรกับฮ่องเต้
“หม่อมฉันองค์หญิงหกฉู่อวี้เหยามีมารดาคือหลี่กุ้ยเหรินเพคะ”
“องค์หญิงหกงั้นรึ...”
พอฟังมาถึงตรงจุดนี้เจินตาอิ้งจึงลุกขึ้นมาอธิบายให้ฮ่องเต้ทรงทราบ เมื่อนางแน่ใจแล้วว่าฮ่องเต้ทรงลืมเรื่องของหลี่กุ้ยเหรินที่เคยทำไว้ไปแล้ว
“ทูลฝ่าบาทองค์หญิงหกฉู่อวี้เหยาคือพระธิดาที่เกิดจากหลี่กุ้ยเหริน ที่พระองค์ทรงมีรับสั่งให้มีโทษประหารฐานวางแผนการทำร้ายหม่อมฉัน ทั้งยังขัดขวางการถวายตัวกับพระองค์เมื่อปีก่อนอย่างไรล่ะเพคะ”
“อืม ว่าแต่เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรมิใช่ต้องอยู่ในตำหนักเงียบ ๆ หรอกรึ” ฮ่องเต้ถึงแม้ทรงนึกออกแต่ก็มิได้ให้ความเอ็นดูพระธิดาคนนี้
ฉู่อวี้เหยายกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าพระพักตร์ผู้เป็นพระบิดา พร้อมบอกถึงจุดประสงค์ที่นางมายังตำหนักจิงหลาน
“หม่อมฉันมีเรื่องอยากกราบทูลกับเสด็จพ่อเพคะ”
“รีบพูดมาเจิ้นกับคนอื่นกำลังหารือเรื่องสำคัญอยู่ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไป อย่าได้มาสร้างความวุ่นวายให้เจิ้นต้องปวดหัว”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นแววตาที่ควรจะมีแต่ความหวาดกลัวกลับสงบนิ่ง และประโยคที่เปล่งออกมาจากปากของอวี้เหยาก็ทำทุกคนในตำหนักตกตะลึง
“หม่อมฉันยินดีรับหน้าที่เป็นตัวประกันไปยังแคว้นต้าเซิ่งเพคะ”
ฮ่องเต้นิ่งไปชั่วอึดใจแต่ยังอยากทราบว่าพระธิดาของตนคนนี้รู้เรื่องตัวประกันได้อย่างไร “เจ้าได้ยินมาจากที่ใดว่าแคว้นต้าเซิ่งต้องการตัวประกันที่เป็นองค์ชายกับองค์หญิงเท่านั้น?”
“หม่อมฉันได้ยินพวกนางกำนัลนำไปเล่าสู่กันฟังและคิดว่าพี่น้องทุกคน คงไม่มีใครอยากไปทนอยู่กับความลำบากในแคว้นของศัตรูอย่างแน่นอน ไหน ๆ หม่อมฉันก็อาศัยข้าวในวังหลวงกินก็ควรตอบแทนบุญคุณมิใช่หรือเพคะ”
คำพูดของอวี้เหยาคล้ายผู้ใหญ่มากกว่าเด็กอายุห้าหนาวแม้แต่ท่าทางการแสดงสีหน้าแววตา ยังดูมีความรู้มากกว่าพี่น้องของนางอยู่หลายคนทีเดียว นั่นจึงเป็นที่มาของคำถามจากฮ่องเต้ที่ต้องการย้ำเป็นครั้งสุดท้าย
“เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการไปที่นั่นจริง ๆ ?”
“แน่ใจเพคะนี่คือวิธีการตอบแทนบุญคุณที่มีแก่เสด็จพ่อเป็นครั้งสุดท้าย”
‘เหอะ ครั้งสุดท้ายไม่มีอยู่จริงหรอกนะยะรอข้าตั้งตัวในต้าเซิ่งเสียก่อน แล้วค่อยยุแยงเยี่ยนฮ่องเต้ให้บุกมายึดแคว้นของเจ้าเสีย’
ฮองเฮาที่นิ่งอยู่นานเมื่อรู้ว่าโอรสของตนรอดพ้นแล้วและตอนนี้มีคนอาสาทำหน้าที่แทน มีหรือคนอย่างนางจะไม่กล่าวยินดีและสนับสนุนเรื่องนี้
“ฝ่าบาทหม่อมฉันคิดว่าองค์หญิงหกเป็นเด็กรู้ความและอยากช่วยแบ่งเบาปัญหาที่พระองค์ยังคิดไม่ตกได้ดีนะเพคะ”
“ในเมื่อฮองเฮาเองเห็นสมควรเช่นนั้นเจิ้นก็เลือกองค์หญิงหกก็แล้วกัน อย่างไรเจิ้นรบกวนฮองเฮาช่วยดูแลนางในสามวันนี้ให้ดีก่อนทหารจากต้าเซิ่งจะมารับตัวนาง”
“หม่อมฉันจะเตรียมตัวให้กับองค์หญิงหกอย่างดีเพคะฝ่าบาท”
“เอาล่ะหมดเรื่องแล้วพวกเจ้าก็กลับตำหนักแต่ละคนกันไปเสียเถิด เจิ้นยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย”
“พวกหม่อมฉันทูลลาเพคะ/ หม่อมฉันทูลลาเสด็จพ่อเพคะ”
อวี้เหยาเดินตามฮองเฮาออกจากตำหนักจิงหลานแต่สายตาของนางยังคงแอบสังเกตเหล่าสตรีทั้งหลาย ซึ่งบัดนี้สีหน้าแววตากลับมาสดใสร่าเริงคล้ายไม่เคยมีเรื่องทุกข์ใจมาก่อน
แต่แล้วอย่างไรเพราะอีกไม่กี่วันนางจะได้ออกไปผจญภัยกับโลกกว้าง ถึงแม้ไม่รู้ว่าที่แคว้นต้าเซิ่งจะเตรียมการต้อนรับอะไรไว้รอนางบ้างก็ตามที นางไม่คิดตีตนไปก่อนไข้ไม่ว่าจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นนางก็พร้อมรับมืออย่างเต็มที่