บทที่ 5 ขออาสาไปเอง 1/1
ในขณะเดียวกันขุนนางหลายฝ่ายก็ถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน ณ ตำหนักจินหลวน ฉู่มู่เฉิงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าอวี้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรใบหน้าคมเข้มยามนี้เคร่งเครียดอย่างยิ่ง
พระหัตถ์ของฮ่องเต้กำแน่นภายหลังทรงทราบข่าวจากหน่วยทหารม้าเร็ว ซึ่งนำข่าวการพ่ายแพ้สงครามมารายงานทั่วทั้งท้องพระโรงยามนี้เงียบกริบขุนนางก็หน้าซีด เพราะด่านชางหลงคือแนวป้องกันสุดท้ายก่อนเข้าสู่เมืองหลวง
หากด่านนั้นแตกหมายความว่ากองทัพต้าเซิ่งสามารถเดินทัพเข้าสู่เมืองหลวงได้โดยแทบไม่มีสิ่งใดขวางกั้น ฮ่องเต้ทรงตรัสถามกับทหารซึ่งนำข่าวกลับมารายงานถึงสิ่งที่ยังพูดไม่หมด
“นอกจากแม่ทัพใหญ่จะพ่ายแพ้แล้วแคว้นต้าเซิ่งยังมีข้อเรียกร้องอันใดเพิ่มเติมมาถึงเจิ้นอีกหรือไม่”
ทหารผู้ส่งสารกัดฟันก่อนหยิบม้วนผ้าไหมสีดำออกจากอกเสื้อของตนยื่นให้กับว่านกงกง เพื่อนำไปถวายแก่ฮ่องเต้ได้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง
“ยะ ยะ ยังมีพระราชสาสน์จากฮ่องเต้แห่งต้าเซิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
ว่านกงกงรับมาแล้วนำไปถวายฮ่องเต้ทรงคลี่ม้วนผ้าออกทอดพระเนตร สีพระพักตร์ของพระองค์ยิ่งบิดเบี้ยวกองทัพต้าเซิ่งไม่ได้รับแค่ชัยชนะในครั้งนี้ แต่พวกเขายังต้องการหลักประกันที่มีค่าของแคว้นต้าอวี้อีกด้วย
นั่นก็คือคัดเลือกองค์ชายหรือองค์หญิงจากราชวงศ์ต้าอวี้หนึ่งพระองค์ ส่งไปยังต้าเซิ่งในฐานะองค์ประกันเพื่อรับรองว่าแคว้นต้าอวี้จะไม่รวบรวมกองทัพแล้วบุกมารุกรานต้าเซิ่งอีก
หากแคว้นต้าอวี้ไม่ยอมทำตามกองทัพหลายแสนนายของแคว้นต้าเซิ่ง จะเคลื่อนกำลังบุกเข้าเมืองหลวงเพื่อยึดแคว้นต้าอวี้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันเสีย ฮ่องเต้ทรงทนเก็บโทสะไว้ไม่ไหวถึงกับร้องตะโกนจนขุนนางทุกคนคุกเข่าก้มหน้า
“เยี่ยนเฉิงอี้เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมีคำสั่งเช่นนี้มาถึงข้า...”
เสนาบดีกรมพิธีการรีบก้มศีรษะและออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะคิดว่าหากฮ่องเต้ยังดื้อรั้นจะทำสงครามคงไม่ดีต่อพวกตนแน่
“ฝ่าบาทตอนนี้กองทัพของฝ่ายเราพ่ายแพ้ถ้ายังฝืนรบต่อเกรงว่าศัตรูจะเข้าถึงเมืองหลวงภายในไม่กี่วันนะพ่ะย่ะค่ะ”
“หุบปาก! เจิ้นไม่ได้โง่ถึงขนาดจะไม่เข้าใจสถานการณ์นะใต้เท้าจิง” ฮ่องเต้ตวาดขุนนางเก่าแก่แต่พระองค์เองก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดความจริง
“ฝ่าบาทยามนี้กำลังทหารของเราคงเหลืออยู่ไม่มากควรรักษาชีวิตของพวกเขาเอาไว้ก่อน รอวันที่ฝึกฝนทหารจนกลับมาแข็งแกร่งค่อยลงมือกำราบแคว้นต้าเซิ่งก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ” จูเหิงเสนาบดีกรมกลาโหมเสนอแนวทางเพื่อให้คนในเมืองหลวงอยู่รอดปลอดภัย
“ฝ่าบาทโปรดพิจารณาข้อเสนอของใต้เท้าจูด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรพร้อมถอนพระทัยเพราะสุดท้ายไม่ว่าอย่างไร ทางออกที่เหล่าขุนนางพูดมาก็เป็นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ ดังนั้นจึงทรงมีรับสั่งเกี่ยวกับการคัดเลือกองค์ชายองค์หญิงและขบวนการเดินทาง
“เฮ้อ เอาตามที่พวกท่านเสนอมาก็ได้ส่วนจะส่งผู้ใดไปเป็นตัวประกัน ไว้เจิ้นจะประกาศอีกครั้งส่วนขบวนเดินทางกรมพิธีการรับหน้าที่เตรียมทุกอย่างให้สมเกียรติด้วย เลิกประชุม...”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“น้องส่งเสด็จฝ่าบาท”
ฮ่องเต้ทรงเสด็จกลับตำหนักจิงหลานด้วยสีพระพักตร์กลัดกลุ้มอย่างยิ่ง ทรงทราบดีว่าเหล่าพระโอรสและพระธิดาล้วนมีมารดามาจากตระกูลขุนนางใหญ่ ซึ่งสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงคิดก็เกิดขึ้นหลังเสด็จถึงตำหนักเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น
ข่าวการพ่ายสงครามแพร่ไปทั่ววังหลวงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม โดยเนื้อหาสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่องตัวประกันของแคว้นต้าอวี้ที่ต้องเป็นองค์ชายหรือองค์หญิง โดยสตรีจากวังหลังทั้งหลายจึงรีบมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พร้อม ๆ กัน
“ฮองเฮาและพระสนมสด็จ!”
ฮองเฮาพร้อมเหล่านางสนมทุกตำแหน่งเสด็จเข้ามาด้วยสีหน้าที่ร้อนใจ ด้วยเกรงว่าบุตรของพวกตนจะถูกคัดเลือกจากเหล่าขุนนางและโยนหน้าที่การตัดสินใจให้กับฮ่องเต้
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
ยามที่ฮ่องเต้ตกพระทัยเล็กน้อยไม่คิดว่าสตรีในวังหลังของพระองค์จะทราบข่าวดังกล่าวและมาเข้าเฝ้าได้เร็วถึงเพียงนี้ “ทุกคนลุกขึ้นเถิด”
ฮองเฮามองพระสวามีด้วยความวิตก “ฝ่าบาทหม่อมฉันได้ยินว่าต้าเซิ่งส่งสาส์นมาเรื่องสงคราม...”
“ใช่ เป็นเช่นนั้น” ฮ่องเต้ตอบแค่สั้น ๆ
“แล้วพระองค์คิดว่าจะส่งใครไปเป็นตัวประกันเพคะ” ฮองเฮายังถามต่อแม้จะรู้สึกไม่ดีนักกับการเข้ามาวุ่นวายเรื่องการเมือง
ทุกคนรู้ดีว่า...คำว่า “ตัวประกัน” หมายถึงอะไรแต่พวกนางไม่อยากให้คนที่ถูกรับเลือกเป็นบุตรของตน ดังนั้นจูกุ้ยเฟยจึงบังอาจเอ่ยถามกับฮ่องเต้ด้วยต้องการกล่าวถึงการใช้ชีวิตในขณะเป็นตัวประกัน
“ฝ่าบาทหากส่งองค์ชายหรือองค์หญิงไปยามอยู่ที่นั่นจะมีชีวิตเช่นไร จะได้ร่ำเรียนศึกษาตำราหรือมีอิสระทำสิ่งที่ชอบบ้างในบางอย่างหรือไม่เพคะ หม่อมฉันไม่อยากให้องค์ชายหรือองค์หญิงต้องถูกจำกัดการใช้ชีวิตเลยเพคะ”
“จริงเพคะมีองค์ชายองค์หญิงที่ใกล้จะปักปิ่นหากส่งไปคงไม่ดีเป็นแน่ แต่ถ้าอายุน้อยเกินไปฝ่ายนั้นจะคิดว่าเป็นภาระต้องเลี้ยงดูทางไหนก็ไม่ดีเลย แล้วควรส่งผู้ใดไปเพคะฝ่าบาท” ฟ่านเสวียนเฟยเอ่ยเช่นนี้เพราะนางมีพระโอรสที่เพิ่งมีอายุครบเจ็ดหนาว