บทที่ 12 เข้าเฝ้าฮ่องเต้แห่งต้าเซิ่ง 1/2
ในที่สุดอวี้เหยาก็ได้เผชิญหน้ากับเยี่ยนฮ่องเต้ผู้ถูกขนานนามว่าทรราช แม้อายุจะเข้าใกล้วัยกลางคนแต่ยังคงรูปลักษณ์อันหล่อเหลาได้เป็นอย่างดี นางไม่คิดเสแสร้งเป็นเด็กขี้ขลาดไม่เช่นนั้นจะเอาชนะใจฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ได้
“หม่อมฉันฉู่อวี้เหยาถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
“เด็กน้อยลุกขึ้นเถิดทำตัวตามสบาย”
อวี้เหยาลุกขึ้นและกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“เป็นอย่างไรบ้างเดินทางลำบากหรือไม่ ที่พักของตำหนักเป่ยหยวนพอจะช่วยให้เจ้าคลายเหนื่อยล้าได้ไหม” เยี่ยนฮ่องเต้ตรัสถามเด็กหญิงตรงหน้าอย่างเป็นกันเอง
พอได้ยินคำถามนี้อวี้เหยาได้ทีจึงทำทีคิดทบทวนอยู่ชั่วครู่และตอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และนี่มิใช่เป็นการฟ้องแต่เป็นการเล่าออกมาให้เยี่ยนฮ่องเต้ตัดสินพระทัยกับเหตุการณ์ที่นางพบเจอมากกว่า
“อืม...ตลอดการเดินทางหม่อมฉันได้รับการดูแลจากท่านแม่ทัพใหญ่และทหารทุกนายเป็นอย่างดี ส่วนที่พักในตำหนักเป่ยหยวนถือว่ากว้างขวางเพียงแต่ว่าหม่อมฉันจะได้พักผ่อนก็ต้องทำงานเสียก่อนเพคะ”
ทั้งเยี่ยนฮ่องเต้และแม่ทัพใหญ่ชุยหรือแม้แต่ขันทีคนสนิทอย่างเย่ากงกง หรือแม้แต่ต้งฮ่าวองครักษ์ข้างกายฮ่องเต้ต่างขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่า ทำไมอวี้เหยาต้องทำงานถึงจะได้พักผ่อนพระสุรเสียงของฮ่องเต้จึงเข้มขึ้นทันที
“องค์หญิงหกทำไมเจ้าต้องทำงานก่อนถึงจะได้พักผ่อนเจ้าช่วยเล่าให้เจิ้นฟังได้ไหม มิใช่ที่นั่นมีนางกำนัลคอยดูแลเจ้าทุกอย่างหรอกรึ?”
“องค์หญิงเกิดเรื่องกับพระองค์หลังจากเซี่ยเป่ยเรียกนางกำนัลมาดูแลและออกจากตำหนักมาแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่นึกถึงเหตุการณ์เช้านี้ยามไปรับตัวอวี้เหยาที่ตำหนักเป่ยหยวน
“ทูลฝ่าบาทที่หม่อมฉันต้องทำงานเพราะนางกำนัลของที่นั่นบอกว่า หม่อมฉันก็แค่ตัวประกันไร้ค่าพวกนางไม่มีหน้าที่มารับใช้หากหม่อมฉันรู้สึกหิวก็ไปทำอาหารกินเอง อยากอาบน้ำก็ไปก่อไฟต้มน้ำเองเพคะ”
“อะไรนะ!/ พวกนางกล้าทำเช่นนี้เลยรึ!”
“อ้อ ก่อนนางกำนัลพวกนั้นจะกลับไปนอนยังหยิบสมบัติที่เสด็จพ่อทรงประทานให้หม่อมฉันไปคนละชิ้นสองชิ้น มีคนหนึ่งบอกว่าถือเป็นค่าเหนื่อยที่รบกวนพวกนางหม่อมฉันไม่รู้จะทำอย่างไรจึงไม่กล้าห้ามเพคะ แหะ ๆ ๆ”
ปัง! “เป็นแค่นางกำนัลต่ำต้อยบังอาจทำลายกฎระเบียบของวังหลวง ทั้งยังไม่เห็นเจิ้นอยู่ในสายตาหากไม่ลงโทษหนักคงมีคนทำตามเป็นแน่ ต้งฮ่าว!”
“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าไปลากตัวนางกำนัลทั้งห้าคนไปประหารต่อหน้านางกำนัลขันทีเสีย อย่าลืมย้ำเตือนคนเหล่านั้นด้วยว่าอย่าคิดทำเรื่องเช่นนี้ลับหลังเจิ้นเด็ดขาด! แล้วนำของที่เป็นขององค์หญิงหกกลับมาให้หมด”
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพใหญ่ชุยไม่คิดว่าอวี้เหยาจะถูกนางกำนัลลบหลู่เกียรติถึงเพียงนี้ “ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษกระหม่อมที่ละเลยเรื่องพวกนี้ทำให้องค์หญิงต้องลำบากและยังถูกขโมยสมบัติส่วนตัวอีกพ่ะย่ะค่ะ”
“ลงโทษท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ได้นะเพคะ”
“ทำไมเจิ้นจะลงโทษแม่ทัพใหญ่ไม่ได้ล่ะเจ้าลองบอกเหตุผลมาสิ...”
“พวกนางทำผิดเองสมควรรับโทษไม่เกี่ยวกับท่านแม่ทัพใหญ่สักนิด อีกอย่างแม่ทัพใหญ่มิใช่หัวหน้าที่อบรมนางกำนัลเสียหน่อยนะเพคะ”
‘หึ ๆ ๆ เด็กคนนี้ฉลาดพูดเสียจริงน่าสนใจ’
“ฮ่า ๆ ๆ ฉลาดไม่เบานี่เด็กน้อยเอาเป็นว่าต่อไปจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้อีก เย่ากงกง...”
“กระหม่อมรอรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าพาองค์หญิงหกไปพักที่ตำหนักหย่งหนิงแล้วคัดเลือกนางกำนัลมาคอยดูแลข้างกายสองคน ขันทีคอยดูแลตำหนักหนึ่งคนส่วนที่เหลือเลือกคนรู้จักหน้าที่อย่าให้มีเหตุการณ์เหมือนตำหนักเป่ยหยวนอีก”
“ตำหนักหย่งหนิงหรือพ่ะย่ะค่ะ...ตะ ตะ แต่ว่าตำหนักนี้จ้าวกุ้ยเฟยเปรยว่าจะเก็บไว้หากพระนางทรงครรภ์องค์หญิง...” เย่ากงกงพูดจบก็ก้มหน้าด้วยรู้อยู่แล้วว่าเยี่ยนฮ่องเต้จะทรงกริ้ว
“นางยังคิดว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์อีกงั้นหรือดูท่าตัวนางยังหวังจะได้ครองตำแหน่งฮองเฮาสินะ เช่นนั้นเจ้าจงประกาศคำสั่งของเจิ้นให้ทั่ววังหลังว่า ตำหนักหย่งหนิงเจิ้นยกให้เป็นที่พำนักขององค์หญิงฉู่อวี้เหยาหากใครมีปัญหาให้มาพบเจิ้นด้วยตนเอง” เยี่ยนฮ่องเต้ทรงกริ้วหนักยิ่งกว่าเดิมเมื่อทรงคาดเดาความต้องการของจ้าวกุ้ยเฟยได้ แต่เขาไม่มีวันยกสตรีที่ไม่ได้รักขึ้นมาแน่นอน
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงหกเชิญเสด็จตามกระหม่อมมาเถิด”
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ”
คล้อยหลังอวี้เหยาออกจากตำหนักทรงอักษรไปกับเย่ากงกงได้หนึ่งอึดใจ เยี่ยนฮ่องเต้จึงมีรับสั่งกับแม่ทัพใหญ่ชุยเป็นการส่วนพระองค์เกี่ยวกับอวี้เหยาโดยเฉพาะ
“แม่ทัพใหญ่เจิ้นรบกวนท่านส่งคนไปคอยจับตาดูที่ตำหนักหย่งหนิงที หากมีใครขัดคำสั่งจงรีบมารายงานกับเจิ้นอย่าได้ชักช้าเป็นอันขาด”
“กระหม่อมจะรีบทำตามรับสั่งทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพใหญ่ชุยย่อมเข้าใจความหมายของเยี่ยนฮ่องเต้เรื่องตำหนักที่ทรงประทานให้กับอวี้เหยา ทุกตระกูลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนางสนมเป็นแค่เพียงการคานอำนาจในราชสำนักเท่านั้น
ที่สำคัญเยี่ยนฮ่องเต้หลังจากทรงได้ร่วมหอกับพวกนางจนให้กำเนิดองค์ชายทั้งหกคนก็ไม่เคยเสด็จไปค้างที่ตำหนักใดอีก แม้จะมีขุนนางบางคนทักท้วงเรื่องการเพิ่มทายาทพระองค์ก็มิได้ใส่ใจทั้งยังสั่งลงโทษขุนนางผู้นั้น
ครั้งนี้คงเกรงว่าหากจ้าวกุ้ยเฟยทรงทราบอาจโกรธเคืองแต่ไม่สามารถเอาความโกรธมาลงที่ฮ่องเต้ได้ ดังนั้นทางเดียวที่จะระบายโทสะของพระนางได้ก็คือการหาเรื่องอวี้เหยาโดยตรง ถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงเป็นไปได้ว่าจ้าวกุ้ยเฟยอาจได้รับโทษถึงขั้นลดตำแหน่งก็เป็นได้