ตอนที่ 4 อารมณ์แปรปรวนของจอมมาร (1)
"เอ้า กินซะสิ อาหารของเจ้า"
จิลบอกน้ำเสียงห้วนๆ เหมือนจะไม่พอใจอะไรบางอย่างพร้อมวางชามข้าวที่มีเนื้อดิบสดๆ ให้ฉันตรงหน้าที่นั่งอยู่มุมห้องตั้งแต่เช้าเพราะนอนไม่ค่อยหลับมาตลอดสองวันติด ฉันมองชามข้าวที่มีลักษณะคล้ายๆ ชามข้าวหมา...
เออ เข้าใจไม่ผิดหรอก ชาม-ข้าว-หมา ค่ะ!
คือใครแม่งบอกไว้ว่าถ้าโดนจอมมารรับไปเลี้ยงดูแล้วจะกินดีอยู่ดีสุขสบายวะคะ? อยากต่อยหน้าคนพูดจริงๆ เล้ยให้ตายสิ!
สองวันแล้วตั้งแต่มาอาศัยอยู่ที่ปราสาทซึ่งบอกเลยโคตรแย่สุดๆ หมายถึงอาหารการกินน่ะ จิล ปีศาจสาวคนสนิทที่คอยรับใช้จอมมารแดรีลซึ่งเป็นคนที่ต้องคอยหาข้าวให้ฉันกินประจำ ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าสักเท่าไร ดูจากอะไรน่ะเหรอ?
ดูจากไอ้นี่ไง!
"ข้าบอกแล้วว่าข้ากินเนื้อดิบไม่ได้..."
ฉันร้องท้วงเสียงเบา ทำเอาจิลตวัดค้อนมองฉันด้วยสายตาดุๆ
"สัตว์ตัวอื่นก็กินเนื้อดิบได้ทั้งนั้นแหละ เจ้าเป็นมังกรนะ ทำไมจะกินไม่ได้?"
เอ้า อีนี่ บอกกินไม่ได้ก็คือกินไม่ได้สิยะ!
ฉันได้แต่ทักท้วงบ่นในใจอย่างช่วยไม่ได้ เพราะถ้าขืนทำอะไรให้เธอไม่พอใจอีก เกิดเธอเอาอาหารที่แย่กว่านี้ให้ฉันกินจะทำยังไง
"คือ...ข้ากินดิบๆ แล้วสุขภาพจะเสียน่ะ"
ฉันอ้างมั่วๆ ไปหนึ่งประโยคแต่กลายเป็นว่าจิลกลับมองฉันด้วยสายตาจับผิดแทน แววตาเธอหรี่ลงเล็กน้อยแล้วขมวดคิ้วก่อนจะถามฉันเสียงเขียว
"เสียยังไงไม่ทราบ?"
"ถ้าข้ากินดิบๆ อายุขัยข้าจะสั้นลงน่ะ เกิดข้าตายง่ายๆ ขึ้นมาท่านจอมมารคงไม่พอใจแน่ๆ ทีนี้เงินหนึ่งพันล้านของท่านจะสูญเปล่าเอานะ เจ้าคิดว่ามันจะดีเหรอ?"
เมื่อเห็นจิลไม่เชื่อฉันเลยจัดข้ออ้างชุดใหญ่ให้โดยเอาชื่อเจ้านายของเธอมาอ้าง จิลถึงกับชะงักไปนิดหนึ่งแล้วครุ่นคิด ถึงแม้ว่าจะยังดูเหมือนไม่เชื่อฉันสักเท่าไร แต่พออ้างชื่อของเจ้านาย เธอก็แค่ถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะเก็บชามข้าวนั่นขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ
"เฮ้อ..."
ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะอย่างน้อยๆ ฉันก็ไม่ต้องกินเนื้อดิบๆ ที่มีกลิ่นคาวเลือดของสัตว์ไปสักพักใหญ่ๆ แล้ว มื้อแรกของวันแรกนะบอกเลย เป็นขาน่องของสัตว์อะไรสักอย่างที่ดูดิบมากๆ เหมือนเพิ่งเชือดมาหมาดๆ ด้วยซ้ำ ฉันนี่แทบจะลมจับให้ได้ ชิมไปได้คำเดียวก็อ้วกแล้ว ขืนกินเข้าไปทั้งจานไม่อายุสั้นขึ้นมาจริงๆ เหรอ?
"เจ้าโกหกทำไม"
อยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพบว่าเป็นจอมมารแดรีลนั่นเอง บนใบหน้าของเขามีคราบเลือดอยู่เล็กน้อย และตามเสื้อผ้าของก็มีเลือดเลอะเต็มไปหมด
"ท่านไปทำอะไรมาคะ ทำไมถึงเลือดเต็มตัวแบบนี้"
จอมมารแดรีลจับปลายคางฉันเชิดขึ้นก่อนจะถามฉันเสียงดุดัน
"ข้าถามเจ้าก็ต้องตอบ ไม่ใช่ให้เจ้ามาถามข้ากลับ"
"ข้าโกหกอะไรคะ?"
ฉันทำเนียนถามเขากลับแล้วยิ้มให้บางๆ
"ข้าจำได้ว่ามังกรแบบพวกเจ้าชอบกินเนื้อสดๆ มากกว่าเนื้อย่าง"
เสือกแสนรู้อีกนะ เป็นหมาหรือไง!
"อ่า...ข้าเปล่าโกหกนะคะ แค่...แค่กินไม่ได้"
"ต่างกันตรงไหน"
วิ้ง...
จอมมารแดรีลไม่สนใจคำตอบของฉัน เขาเดินไปนั่งที่เตียงก่อนจะยกนิ้วขึ้นมา เพียงพริบตาเดียวจู่ๆ ออร่าสีดำก็ปกคลุมตัวของเขาจนหมด พอออร่าสีดำจางหายไปฉันก็เห็นว่าเลือดที่ติดตามตัวเขาก็หายไปเช่นกัน
อะไรกัน นี่เขาใช้เวทมนตร์อีกแล้วเหรอ!
"ดูเจ้าจะสนอกสนใจเวทมนตร์จริงๆ นะ"
"ก็ข้าไม่เคยใช้มาก่อนนี่คะ"
"เจ้าก็พ่นไฟได้ไม่ใช่หรือไง"
ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังค่ะท่าน แค่บินยังบินไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับพ่นไฟแบบมังกรตัวอื่นคะ!
ปากก็อยากจะด่าๆ อีตาจอมมารแดรีลสักร้อยคำ แต่ฉันก็ทำได้แค่เบ้ปากในใจเพราะกลัวไอ้ปลอกคอเฮงซวยจะทำร้ายฉันด้วยไฟช๊อตแบบคราวก่อนอีก
"พ่นได้นิดหน่อยค่ะ แต่ไม่เก่งเท่าไร"
ฉันพยายามตอบเลี่ยงๆ
"ปกติหากินยังไงล่ะ มังกรทุกตัวต้องล่าหากินไม่ใช่หรือไง"
"ข้าไม่ได้หาเองค่ะ ปกติอุ...จะมีคนหามาให้ค่ะ"
ฉันเกือบจะหลุดชื่อ 'อุล' ออกไปแล้ว ถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่อยากยอมรับอยู่ดีว่าได้สูญเสียอุลไปแล้ว ปากบอกตัวเองไม่เป็นไรๆ แต่ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่โอเค
"แปลกจริงๆ มังกรแบบเจ้า ข้าไม่เคยเจอมาก่อน"
อยากบอกเหมือนกันว่าจอมมารแบบท่านข้าก็ไม่เคยเจอค่ะ!
"หึ ถ้ายังไงอยากให้ข้าสอนเวทมนตร์ให้ไหมล่ะ"
"เอ๊ะ?"
"ข้าไม่ใช่คนชอบพูดอะไรซ้ำซาก ถ้าจะเรียนก็ตามข้ามา"
ว่าจบจอมมารแดรีลก็เดินออกจากห้องไปดื้อๆ ปล่อยให้ฉันนั่งอึ้งเพราะไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าคนอย่างระดับจอมมารอย่างเขาจะมาสอนเวทมนตร์อะไรให้ฉันที่เป็นมังกร
ฮึ่ม! ดีล่ะ ถ้าใช้เวทมนตร์ได้ ฉันจะเสกเวทร่ายให้เขากลายเป็นกบก่อนเลย ปากดีนัก!
"คือ...ท่านจอมมารคะ"
"ว่า?"
"ข้าขอถามอะไรแปลกๆ หน่อยนะคะ...ท่านพาข้ามาที่หน้าผาหลังปราสาททำไมเหรอคะ?"
เออค่ะ หน้าผาหลังปราสาทค่ะ! พาฉันมาทำไมตรงหน้าผาวะคะ? โคตรงงเลยค่ะ
จากสิบนาทีที่แล้วที่เขากับฉันคุยกัน ก็คือฉันแค่เปรยๆ บ่นๆ ว่าอยากเรียนเวทมนตร์บ้าง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจอมมารแดรีลจะเอ่ยปากว่าจะสอนเวทมนตร์ให้กับฉันซะเอง จู่ๆ เขาก็พาฉันเดินดุ่มๆ ออกมาที่ข้างหลังของปราสาทซึ่งฉันไม่เห็นอะไรเลยนอกจากหน้าผา...ส่วนถ้ามองไปด้านล่างก็คือไม่เห็นอะไรเลยเพราะว่าปราสาทลอยอยู่เหนือพื้นดินที่สูงมากๆ
"เจ้าบอกอยากให้ข้าสอนเวทมนตร์ ข้าก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าเจ้าทำอะไรได้บ้าง"
"แล้วท่านจะให้ข้าทำอะไรล่ะคะ"
"อย่างแรกลองปล่อยออร่าพลังเวทออกมาก่อน.."
"ออร่าพลังเวทเหรอคะ?"
"แบบนี้..."
จอมมารแดรีลแผ่ออร่าออกมาทันที ฉันสังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งที่คล้ายๆ กับไอความมืดกระจายออกมาจากรอบๆ ตัวเขาอย่างเห็นได้ชัด มันดูน่ากลัวจนเห็นแล้วยังขนลุก
"สิ่งนี้คือการปลดปล่อยออร่าพลังเวท ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะมีพลังเวทมากแค่ไหน"
"อ้าว แล้วถ้ามีน้อยล่ะคะ"
"ก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ เพราะมันก็มีหลายคนเหมือนกันที่พลังเวทน้อยเกินไปจนไม่สามารถปลดปล่อยพลังเวทออกมาจากร่างกายได้"
ไม่ต่างอะไรกับโชคเลยนะเนี่ย งี้ก็แปลว่าถ้าฉันมีพลังเวทน้อยก็อดใช้เวทมนตร์น่ะสิ
"แล้วปล่อยออร่าพลังเวทนี่ทำยังไงเหรอคะ"
"ตั้งสมาธิ แล้วค่อยคิดถึงการไหลเวียนในร่างกายดูก่อน"
โอย...ฉันเกลียดการนั่งสมาธิอ่ะ ตอนชาติที่แล้วฉันก็นั่งสมาธิไม่ได้นานเท่าไรด้วย
"บอกแล้วก็ทำสิ บ่นอะไรอยู่ได้"
จอมมารแดรีลสั่งฉันเสียงเข้มเหมือนเขารู้เป็นนัยๆ ว่าฉันไม่ชอบตั้งสมาธิ
ฉันหลับตาลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ พยายามทำให้หัวสมองว่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วคิดถึงการไหลเวียนของพลังในร่างกายอย่างมึนๆ
วาบ...
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ดูอบอุ่นไหลออกมาจากร่างกายของตัวเอง พอลืมตาขึ้นมาเลยเห็นว่ามีออร่าสีแดงเข้มจางๆ อยู่รอบๆ ตัว ฉันยิ้มกริ่มรู้สึกดีใจเพราะเหมือนตัวเองจะทำอะไรที่เรียกว่า 'ปลดปล่อยพลังเวท' ได้
"ออร่าสีแดงงั้นหรือ ก็ไม่แย่ แต่พลังเวทน้อยไปหน่อยนะ"
"แปลว่าข้าเรียนเวทมนตร์ไม่ได้งั้นเหรอคะ?"
ฉันถามแล้วหน้าหงอยลงทันทีเพราะคิดว่าตัวเองคงอดเรียนเวทมนตร์แน่ๆ
"เปล่า ข้าก็แค่คิดว่าคงต้องหาทางเพิ่มพลังเวทให้กับตัวของเจ้าด้วยวิธีอื่นแทน"
"วิธีอื่นเหรอคะ ยังไงล่ะคะ?"
"บิน" เขาตอบสั้นๆ
"หา"
"เจ้าต้องลองบินด้วยตัวเอง การบินจะทำให้ใช้พลังเวทในร่างกายได้มากขึ้น"
เขาบอกแล้วชี้นิ้วไปทางหน้าผาเหมือนจะบอกให้ฉันกระโดดลงไป
เวรแล้วไง เขากำลังจะบอกให้ฉันฝึกบินใช่ป่ะ
"ขะ...ข้าคิดว่าหาทางอื่นน่าจะดีกว่านะคะ"
ฉันกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่อย่างหวาดเสียวเพราะความสูงด้านล่างมันช่างน่ากลัวเหลือเกินเวลามองลงไป
"รีบๆ บินซะ" เขาสั่งฉันเสียงเข้มพลางส่งสายตาดุๆ มาทางฉันเป็นเชิงบังคับ
"ข้าบินไม่แข็งค่ะ...อย่าเลย"
"บอกให้บินก็บินซะ ข้าไม่ชอบคนดื้อเช่นเจ้า"
ไม่ได้อยากดื้อย่ะ แต่ไม่อยากบินโว้ย ไม่เข้าใจกันบ้างเลย!
"เอ๊ะ ข้าก็บอกท่านแล้วว่า...ว้าย!"
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค อยู่ๆ มือของจอมมารแดรีลก็ผลักเข้าที่หลังของฉัน ทำให้ร่างของฉันร่วงลงไปด้านล่างเร็วกว่าติดจรวด แต่เพราะฉันยังตั้งหลักในการบินไม่ได้ มันเลยทำให้ฉันกางปีกไม่ออก
"กรี๊ดดดดด! ช่วยด้วย!"
'บินสิบิน กางปีกซะ'
เสียงๆ หนึ่งแทรกเข้ามาในหัวฉัน ซึ่งฉันก็รู้แหละจะเป็นใครไปได้นอกจากอีตาจอมมารนิสัยไม่ดีคนนั้น
"ฮือ ข้าบอกบินไม่ได้ก็บินไม่ได้สิคะ ช่วยข้าที!"
พ่อแก้วแม่แก้วแม่มังกร ช่วยลูกด้วยยยย!!
พึ่บ...
ฉันหลับตาปี๋แน่นเพราะคิดว่ายังไงตัวเองคงจะไม่รอดแล้วแน่ๆ คาดเดาไว้เรียบร้อยอีกต่างหากว่าร่างกายตัวเองตกลงพื้นจะหักมากน้อยแค่ไหน
"มังกรอะไร แค่บินยังบินไม่ได้?"
"ท่านจอมมาร!"
พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวฉันถูกจอมมารแดรีลโอบอุ้มไว้ด้วยสองแขนแข็งแรงเข้าซะแล้ว แถมตอนนี้ตัวเราสองคนก็ยังแนบชิดกันใกล้มากด้วย ฉันหน้าแดงก่ำหัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะต้องมาอยู่ใกล้เขาแบบนี้อีกแล้ว
"บอกให้บิน ก็ยังบินไม่ได้ ข้าควรลงโทษเจ้ายังไงดีถึงจะสาสมกับเวลาที่ข้าเสียไปดีล่ะ"
"คือ ข้า...บินไม่ได้จริงๆ นะคะ" ฉันท้วง
"งั้นพรุ่งนี้ก็ต้องหัดบินให้ได้มากกว่านี้" เขาสั่งพร้อมหัวเราะออกมา
"แปลว่าท่านไม่โกรธใช่ไหมคะ"
"ส่วนวันนี้ที่ทำไม่ได้...ก็กินเนื้อดิบไปซะ เป็นการลงโทษ"
อะไรนะ!!! งี้ก็ได้เหรอ เนื้อดิบเนี่ยนะ แง...ฮือยังไงเขาก็ใจร้ายอยู่ดีอ่ะ!
