ตอนที่ 2 การจากลา
อาการของแม่บุญธรรมเหมือนจะค่อยๆ ดีขึ้น สามารถพยุงตัวให้ลุกขึ้นมานั่งกินโจ๊กได้เอง เสี่ยวอี้ยังคงออกไปหาของจากในป่าลึกเพื่อนำออกมาเป็นอาหาร รอบๆบ้านเขาเก็บต้นอ่อนกลับมาพยายามเพาะไว้ แต่ด้วยพื้นดินที่แห้งแล้งต้นกล้าส่วนใหญ่มักแห้งตายมีเพียงบางต้นที่รอดแต่ก็ไม่ได้แข็งแรงนัก เขาพยายามหาบน้ำจากบนเขามาให้มาก หลังใช้แล้วก็เอามารดต้นกล้าเหล่านี้แล้วใช้หญ้าแห้งปิดคลุมไว้
เจ้านกอ้วนสีแดงยังอาศัยกับเขา เขาพยายามต่อกรงอยู่เป็นเวลานานมันก็ไม่ยอมเข้าไปนอน มันชอบนอนในตะกร้าใบเล็กที่เขาวางไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียงมากกว่า
ช่วงนี้ของปีมีงานที่เด็กหนุ่มตัวเล็กเช่นเขาจะทำได้อยู่บ้างจึงต้องออกไปเร่หางานทำเพื่อให้ได้เงินเพิ่มขึ้น วันนี้เขาได้งานช่วยถอนหญ้าในแปลงดิน เจ้านกอ้วนยังคงตามไปเช่นเดิมเกือบเดือนที่ผ่านมาหลายคนในหมู่บ้านได้เห็นเด็กหนุ่มผอมแกรนเดินไปพร้อมกับนกตัวอ้วนสีแดงสดจนเริ่มกลายเป็นภาพที่เคยชิน
“เจ้านกบ้า คุ้ยกองหญ้าอีกแล้ว ไปเลยชิ้วๆ ดีแต่กิน”
“เสี่ยวอี้ เจ้าคุยกับนกรู้เรื่องหรือไร มันฟังไม่รู้เรื่องหรอก มันเพียงแค่หาหนอนหาแมลงในกองหญ้าเท่านั้น”
“ข้ารู้ ป้าเฉินแต่มันลอยหน้าลอยตามองข้าเวลาใช้ขาเขี่ยที่กองหญ้า ท่านดูสิ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าก็น้าเอาอะไรกับนก”
“ช่างเถอะๆ ข้าไม่ยุ่งกับเจ้านกอ้วนแล้ว”
ตกเย็นเขารับเงินยี่สิบเหวินตามป้าเฉินเดินกลับมาพร้อมกันไหล่ซ้ายชาหนึบ เจ้านกนี่จะอ้วนเกินไปเสียแล้วพลางเหล่ตามองเจ้านกบนไหล่ เป็นนกแต่ไม่ชอบบินไปไหนมาไหน มันจะบินมาเกาะบนไหล่เสมอ เมื่อถึงบ้านก็เอ่ยปากลาป้าเฉิน เดินเข้าบ้านนำเงินไปวางไว้ในกล่องไม้เล็กๆข้างหัวนอนรวมกับของเดิมได้สองร้อยยี่สิบเหวิน ทุกครั้งที่ได้มาจะเก็บรวบรวมไว้ใช้ยามจำเป็นแม้จะเป็นเงินจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับบ้านอื่นแต่เขาก็ดีใจ แม่บุญธรรมลำบากเลี้ยงเขามาสิบกว่าปี ยามนี้เขามีเรี่ยวแรงจะต้องทำให้ท่านมีชีวิตที่มีความสุขชดเชยกับที่เสียไปให้ได้นี่คือความตั้งใจของเด็กหนุ่ม เขาเดินเข้าไปในห้องไม่มีคนอยู่จึงเดินออกมานอกห้องสวนเข้ากับนางพอดี ในมือถือถ้วยข้าว
“กลับมาแล้วเหรอเสี่ยวอี้”
“แม่เตรียมอาหารเย็นเสร็จแล้ว มีข้าว ผัดผักที่เจ้าเก็บมากับต้มจืดอีกถ้วย เจ้าไปยกเข้ามา”
บ้านมีขนาดเล็กครัวจึงต่อยื่นชายคาออกมาเป็นเพิงไม่มีผนัง มีเตาไฟ ที่วางของที่ต่อจากไม้บนเขา เขายกสองชามเข้าไปในบ้าน สองคนแม่ลูกกินข้าวพูดคุยกัน
“เดี๋ยวข้าเก็บล้างเองท่านพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปหาของป่า งานที่ทำวันนี้วันสุดท้ายแล้ว”
“ข้าใกล้จะหายแล้ว เจ้าก็ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป”
“ท่านแม่ข้ารู้ว่าตัวเองมีแรง มีแรงมากกว่าท่านแน่นอน ปล่อยข้าออกไปทำงานเถอะ หากให้ข้าอยู่บ้านนั่งมองท่านทำงานหนักหาเงินมาเลี้ยงข้า ยิ่งทำให้ข้าไม่มีความสุข แบบนี้แหละดีแล้ว ข้าตัวเล็กแรงน้อยข้าก็รับเงินที่ข้าไหวเท่านั้น ไม่อันตรายหรอกท่านแม่”
“แม่ตามใจเจ้าแต่ระวังตัวด้วยแล้วกัน”
“ขอรับ”
ในมือเขาเต็มไปด้วยของป่า มีลูกหมูป่าตัวเท่าสุนัขโตเต็มวัยหนึ่งตัว มันพอที่เขาจะตากแห้งรมควันเก็บไว้กินยามหน้าหนาวที่จะมาถึงได้พอดี กระต่ายหนึ่งตัว ผักหลายชนิดและเห็ด
วันนี้จะทอดกระต่ายและตุ๋นกระต่ายเก็บไว้ให้ท่านแม่กินเป็นมื้อเช้าวันพรุ่งนี้ วันนี้เจ้านกอ้วนดูผิดปกติมันบินวนเวียนรอบหัวเขาได้สักหนึ่งถึงสองเค่อแล้ว ส่งเสียงร้องดังทำให้สัตว์หนีหายไปหมด
“เฮ้ย ร้องทำไมเจ้าพอเสียที ไปกลับบ้าน”
“ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว”
เด็กหนุ่มวางสิ่งของต่างในมือลงกับพื้นถลาเข้าไปหาร่างผอมบางที่นอนเหยียดยาวอยู่กับพื้น ริมฝีปากมีคราบเลือดแห้งติดอยู่ ร่างผอมบางของแม่บุญธรรมนอนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร จำได้ว่ายามเช้าก่อนเข้าป่า ท่านแม่ยังยิ้มอ่อนโยนให้กับเขาก่อนที่จะโบกมือให้เขาบอกให้ระวังตัวให้ดีนางจะเตรียมอาหารมื้อเย็นไว้ให้เขา
“ท่านแม่ ฮือฮือฮือ ท่านแม่ทำไมเป็นเช่นนี้”
“ท่านแม่ ท่านต้องไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวข้าจะไปตามท่านหมอ ฮือ ฮือ”
เด็กหนุ่มพยายามยกร่างของนางขึ้นมาหากแต่เรี่ยวแรงกับไม่พอได้แต่พยายามพยุงร่างที่ไร้การทรงตัวจึงใช้เวลานานกว่าจะพาขึ้นไปนอนบนเตียงได้ รีบปิดประตูบ้านวิ่งไปบ้านท่านหมอประจำหมู่บ้านทันที หลังการตรวจร่างกายก็ได้ยาสมุนไพรมาต้มหลายเทียบ เมื่อป้อนยาแล้วเด็กหนุ่มก็ลุกออกมานั่งนอกบ้าน เขารู้สึกหัวใจเข้าพลิกไปพลิกมาตลอดเวลาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เด็กน้อยที่ถูกทอดทิ้ง มีมารดาที่สุดแสนจะรักเขาเลี้ยงดูแม้มิใช่มารดาที่แท้จริงก็รักเสมอมารดาแท้ๆ นางอาการดีขึ้นเขาก็มีความสุข วันนี้อาการนางก็ทรุดลงทันทีเขารู้สึกว่าจิตใจดิ่งลง หดหู่ยิ่งนัก
“เสี่ยวอี้ เสี่ยวอี้”
เสียงเรียกเบาๆ ทำให้เขารีบปาดน้ำตาทิ้งก่อนที่จะเช็ดหน้าเช็ดตาให้เรียบร้อย รีบเดินเข้าไปในบ้าน
“ท่านแม่ ท่านฟื้นแล้ว”
“เด็กดี เจ้าคงตกใจมากสินะ ไม่ต้องร้องไห้ เจ้าต้องเข็มแข็งหากวันใดไม่มีแม่เจ้าต้องอยู่ให้ได้และมีความสุขเป็นของตัวเองให้ได้นะจำไว้”
“ท่านแม่ ท่านต้องอยู่กับข้า ข้ายังเด็กท่านต้องเลี้ยงข้าอีกหลายปี รอดูข้าเติบโตมีลูกมีหลานให้ท่านเลี้ยงดูดีหรือไม่”
“เสี่ยวอี้ แม่ก็อยากเลี้ยงลูกให้เจ้า แต่ร่างกายของแม่ แม่รู้ดีว่าอีกไม่นานคงต้องจากเจ้าไป เจ้าต้องจำคำข้าไว้ให้ดีนะ” พูดจบนางก็ไอต่อเนื่องจนมีเลือดเปื้อนที่ฝ่ามือ
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเสี่ยวอี้เข้าใจแล้ว จะทำตามคำสอนของท่านอย่างดี”
“เสี่ยวอี้เจ้าหยิบถุงผ้าบนหลังตู้ให้แม่หน่อย”
เขาลุกขึ้นปาดน้ำตาที่คลออยู่ในตาออก ก่อนที่จะเขย่งเท้าเอื้อมมือควานหาบนหลังตู้จนเจอถุงผ้าเล็กๆ เขาหยิบมันลงมาดู เป็นถุงผ้าเล็กๆ สีแดงมีฝุ่นจับเต็มไปหมดเห็นได้ว่ามันไม่เคยถูกหยิบถูกจับมาเป็นเวลานานมาก แม้แต่เชือกที่ใช้ผูกยังหลุดรุ่ยหมดสภาพเสียแล้ว จึงปัดฝุ่นออกให้มากที่สุดก่อนจะนำมายื่นให้นาง
“ท่านแม่ นี่ใช่หรือไม่”
“ใช่ เจ้าเก็บไว้ให้ดี ของชิ้นนี้มันอยู่ในห่อผ้าที่เจ้าถูกนำมาวางทิ้งไว้ แม่ก็ไม่เคยเปิดออกดูแต่อาจจะเป็นของบิดาหรือมารดาของเจ้า เก็บมันไว้ให้ดี”
“เก็บไว้ที่ท่านเหมือนเดิมก็ดีแล้วท่านแม่ ข้าไม่อยากได้มัน ข้าเป็นลูกของท่าน”
“เด็กโง่ เจ้าเป็นลูกแม่อยู่แล้ว แต่ของสิ่งนี้เมื่อแม่จากไปเจ้าต้องเก็บเอาไว้กับตัว จำไว้นะ”
“เมื่อถึงวันนั้น ข้าจะเอามันไว้กับตัวตลอดเวลาไม่ให้ห่างตัวเลยขอรับ”
“เด็กดี วันนี้แม่เหนื่อยแล้ว”
“ท่านนอนเถอะ ข้าออกไปก่อน”
เสียงของท่านแม่เบามากคล้ายจะหมดไปได้ตลอดเวลา เด็กหนุ่มลุกไปต้มยาสมุนไพรด้วยความตั้งใจคาดหวังว่ายาเหล่านี้จะทำให้ท่านแม่ของเขาลุกขึ้นมาได้ในเร็ววัน
"แกว๊ก แกว๊ก"
“แม้แต่เจ้าก็ยังเป็นห่วงข้าเหรอ เจ้านกอ้วน”
“แกว๊ก”
"ทำไมต้องเสียงสูงใส่ข้า เจ้าอยู่กับข้ามาตั้งนาน ข้าตั้งชื่อให้เจ้าแล้วกัน"
“เจ้าชื่อ เสี่ยวหง (สีแดงน้อย) ดีหรือไม่”
“ป้าปๆๆ”
“เจ้าตีข้าทำไม ไม่ชอบหรือ เจ้าอ้วนขนาดนี้ ต้าหง(สีแดงใหญ่) ดีไหม”
“ต้าหง ข้าเป็นห่วงท่านแม่มาก ข้ามีท่านเพียงคนเดียว ข้ากลัว ฮึกฮึก ฮือๆๆ”
เด็กหนุ่มกอดเจ้านกตัวอ้วนก่อนจะสะอึกสะอื้นเบาๆ เขาไม่กล้าร้องไห้เสียงดังเขากลัวแม่บุญธรรมที่นอนอยู่ด้านในจะได้ยิน
สองวันถัดมา นางรู้ตัวเองดีวันนี้คงไม่รอดแล้วจึงเรียกลูกชายที่น่าสงสารเข้ามาหา
“ท่านแม่ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บปวดตรงไหนข้านวดให้ท่านดีหรือไม่”
“เสี่ยวอี้ แม่คงอยู่กับเจ้าไม่ได้แล้วแม่รู้ตัวดี เจ้าเป็นเด็กดีมากแม่โชคดีที่ได้อยู่กับเจ้ามานาน เจ้าเข้ามาให้แม่กอดเจ้าอีกสักครั้งเถอะ”
น้ำตาค่อยๆไหลลงมา เขาก้าวขาเข้าไปทรุดลงข้างเตียงโทรมๆ มองดูท่านแม่ที่พยายามเอื้อมมือที่สั่นระริกมาหาเขาแต่เหมือนนางจะหมดแรงเขาจับมือนางเข้ามาสัมผัสใบหน้าทั้งก้มลงโอบรอบตัวนาง ทิ้งตัวซบลงไปบนอกที่แบบบางนั้น สะอื้นแบบไม่มีเสียง เขาอดกั้นไว้อย่างถึงที่สุด
“เสี่ยวอี้ ลูกชายแม่ แม่รักเจ้านะ”
“ข้าก็รักท่านแม่ ข้ารักท่านที่สุด”
“มีชีวิตต่อไปดีๆ ขอให้ลูกมีความสุขทุกวัน”
“ท่านแม่”
หลังจากแม่บุญธรรมจากไปเด็กหนุ่มจัดการฝังร่างของมารดาเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่คิดจะอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้อีก เขาอยากไปจากที่นี่สักระยะเขาทนเห็นทุกอย่างไม่ได้
“ต้าหง ข้าจะพาเจ้าไปส่งกลับบ้านนะ"
เด็กหนุ่มตั้งใจจะเอาเจ้านกอ้วนกลับไปคืนป่าในจุดที่ได้เจอมัน ก่อนจะเดินทางไปที่ต่างๆ
แต่มันพาวนเวียนจนเขาหลงทาง สุดท้ายเปลี่ยนเป็นการเดินเที่ยวในป่าแทน พวกเขาเดินกันมาหลายวันเก็บผลไม้กินตามทางเรื่อยมา เหนื่อยก็พักหาที่นอนหายเหนื่อยก็ออกเดินต่อ
“หากเดินขึ้นไปเรื่อย พวกเราจะได้เห็นหรือได้ยืนบนยอดเขาใช่ไหมต้าหง ข้ายังไม่เคยออกมาไกลขนาดนี้ พวกเราค่อยปีนขึ้นไปกันเถอะ”
ใครเห็นคงคิดว่าเด็กหนุ่มเป็นบ้าเขาพูดกับนกมาตลอดทาง หากไม่พูดกับมันเขาก็เหงาต้องมีเพื่อนคุยบ้างแม้ว่ามันจะตอบกลับมาไม่ได้ก็ตาม
“เย้ๆๆๆๆ ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดข้าก็ปีนถึงยอดเขาได้แล้ว”
เขายืนอยู่บนเขาที่ยื่นออกไปดูวิวที่สวยงามที่สุดตั้งแต่เคยเกิดมาที่เดียว มองไปสุดสายตาท้องฟ้าช่างกว้างใหญ่เป็นสีฟ้าที่ใสสะอาดยิ่ง
ด้านล่างมองเห็นภูเขาสีเขียวไปหมดไม่รู้ว่าต้นไม้นั่นสูงใหญ่เพียงใด ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันคือแถวที่เขาอาศัยอยู่ ฝั่งนั้นแห้งแล้งมองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้แห้งเหลืองมีแต่ฝุ่นสีแดงสีเหลือง
“วู๊ๆๆๆๆๆ”
เขารู้สึกสบายใจเหมือนได้ปลดปล่อยจึงตะเบ็งออกไปสุดเสียง มีเสียงสะท้อนกลับมาให้เขาได้ยินเบาๆ
