ตอนที่ 2 กุหลาบเปลี่ยนสีกรุงวัง
ภายในรถม้าหลวงที่ประดับประดาด้วยผ้าไหมสีทองหรูหรา หลิวลี่จวิน นั่งตัวตรง หลังพิงพนักนิ่งสงบผิดกับ "พระสนมหลิว" คนเดิมที่มักจะตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรง มือของนางวางราบอยู่บนตัก สัมผัสถึงความนุ่มนวลของเนื้อผ้าที่นางไม่เคยได้สัมผัสตลอดหลายปีในชนบท แต่ลึกเข้าไปใต้แขนเสื้อกว้าง ลี่จวินกำมีดสั้นเล่มเล็กที่พกมาจากกระท่อมตายายไว้แน่น
"พระสนม... ท่านจำหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ?" ชิงชิง นางกำนัลคนสนิทที่รอดชีวิตจากการถูกลอบสังหารมาได้อย่างหวุดหวิด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
ลี่จวินเหลือบตาขึ้นมอง นัยน์ตาของนางที่เคยแข็งกร้าวในฐานะเด็กสาวชาวป่า ถูกกลบด้วยความหม่นแสงที่แสร้งทำขึ้น "ข้า... หัวของข้ายังปวดหนึบ เรื่องในวันนั้นมันน่ากลัวเหลือเกินชิงชิง ข้าจำอะไรได้ไม่มากนัก"
คำพูดน้อยนิดแต่เต็มไปด้วยน้ำหนักทำให้ชิงชิงสะอื้น "โถ่ พระสนมของหม่อมฉัน... พระองค์สูญเสียไปมากเหลือเกิน ทั้งพระวรกาย และ... และพระโอรสที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก"
ลี่จวินนิ่งไปชั่วครู่ ความรู้สึกผิดแล่นผ่านหัวใจเมื่อนึกถึงพี่สาวที่ยังนอนเป็นผักปลาอยู่ที่กระท่อมกลางป่า นางสูดหายใจลึก "ลูกของข้าไปสบายแล้ว แต่คนที่ทำกับข้าและลูก... มันยังต้องชดใช้"
น้ำเสียงที่เย็นเยียบและเยือกเย็นทำให้ชิงชิงชะงักไปชั่วครู่ นางรู้สึกว่าพระสนมดูแปลกไป แววตาที่เคยใสซื่อและเต็มไปด้วยความขี้ขลาดกลับดูลึกลับและน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก แต่ในใจของนางกำนัลผู้จงรักภักดีกลับคิดเพียงว่า เป็นเพราะความสูญเสียที่รุนแรงจึงทำให้คนเปลี่ยนไป
เมื่อขบวนเสด็จมาถึงหน้าประตูวังหลวง แสงอาทิตย์ยามเย็นอาบไล้กำแพงสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือด ลี่จวินมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัว นี่คือ "กรงทอง" ที่ขังพี่สาวนางไว้ และเป็น "รังอสรพิษ" ที่นางต้องเหยียบเข้าไปเพื่อล่าหัวคนบงการ
ทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า เสียงประกาศจากขันทีหน้าวังก็ดังขึ้น
"ฮ่องเต้เสด็จ!"
ร่างสูงโปร่งในชุดมังกรสีดำขลิบทองเดินตรงเข้ามาด้วยย่างก้าวที่มั่นคง จ้าวจื่อเหว่ย มีใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับสลักจากหยก ทว่าดวงตาของเขากลับดุดันและเย็นชา เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง กลิ่นอายอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้ข้าราชบริพารโดยรอบก้มหัวจนแทบติดดิน
ลี่จวินย่อกายถวายคำนับตามที่ชิงชิงเคยซักซ้อมให้ระหว่างทาง ท่าทางของนางดูสง่างามแต่แฝงไปด้วยความห่างเหิน
"ลี่เซียน... เจ้ากลับมาแล้ว" น้ำเสียงของฮ่องเต้ทุ้มต่ำและยากจะคาดเดาความหมาย เขาเอื้อมมือมาประคองไหล่นาง "ข้าเสียใจเรื่องลูกของเรา ข้าส่งคนตามล่าพวกมันแล้ว แต่น่าเสียดาย... พวกมันกินยาพิษตายไปก่อนที่ข้าจะได้ถามหาตัวบงการ"
ลี่จวินเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ตรงๆ เป็นครั้งแรก จ้าวจื่อเหว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะลี่เซียนคนเก่าไม่เคยกล้ามองตาเขาเช่นนี้ แววตาของหญิงสาวตรงหน้าไม่มีหยาดน้ำตาแห่งความตัดพ้อ มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา..." นางเอ่ยเสียงเรียบ "คนตายไม่อาจพูดได้ แต่คนเป็นที่สั่งการพวกมัน... ยังคงหายใจอยู่ในวังแห่งนี้กระมังเพคะ?"
คำพูดที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่แฝงนัยยะท้าทายทำให้ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลงทันที "เจ้าเปลี่ยนไปมากนะลี่เซียน"
"ความตายพรากทุกสิ่งไปจากข้าเพคะฝ่าบาท รวมถึงความอ่อนแอที่ข้าเคยมีด้วย"
คืนนั้น ณ ตำหนักส่วนพระองค์ ลี่จวินนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง นางหยิบปิ่นปักผมหยกที่ได้มาจากซากศพของมือสังหารคนหนึ่ง (ซึ่งนางลอบเก็บไว้ก่อนทหารจะมาถึง) ขึ้นมาพิจารณา บนปิ่นนั้นมีรอยสลักเล็กๆ เป็นรูปดอกโบตั๋น อันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของใครบางคนในวังหลัง
"หลินกุ้ยเฟย..." นางพึมพำชื่อนั้นออกมา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นหน้าห้อง ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ฮ่องเต้จ้าวจื่อเหว่ยเดินเข้ามาในสภาพที่ดูผ่อนคลายกว่าตอนกลางวัน เขาจ้องมองแผ่นหลังของนางผ่านกระจก
"เจ้าบอกว่าเจ้าเปลี่ยนไป... ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าเปลี่ยนไปเพียงใด" เขาเดินเข้ามาใกล้จนลี่จวินได้กลิ่นเครื่องหอมกฤษณาจากฉลองพระองค์
ลี่จวินใจเต้นแรง แต่นางยังคงนั่งนิ่ง "ความแค้นเปลี่ยนคนได้เสมอเพคะ หรือฝ่าบาททรงโปรดความอ่อนแอของข้ามากกว่า?"
จ้าวจื่อเหว่ยเชยคางนางขึ้น แรงบีบที่ปลายนิ้วทำให้ลี่จวินรู้สึกถึงความคุกคาม "ข้าไม่ได้โปรดความอ่อนแอ... แต่ข้าไม่ชอบความลับ หากข้าพบว่าเจ้าไม่ใช่ลี่เซียนที่ข้ารู้จัก หรือเจ้ากำลังเล่นเกมบางอย่าง... เจ้าคงรู้ดีว่าโทษของการหลอกลวงฮ่องเต้คืออะไร"
ลี่จวินเหยียดยิ้มบางที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ท้าทายอำนาจมืดอย่างที่ไม่เคยมีพระสนมคนใดกล้าทำ "หากข้าเป็นตัวปลอม ข้าคงหนีไปนานแล้วเพคะฝ่าบาท แต่ที่ข้ากลับมา... เพราะข้าต้องการ 'หัว' ของคนที่มันพรากลูกของข้าไป!"
ดวงตาทั้งสองคู่จ้องประสานกันในความสลัว หนึ่งคือผู้กุมอำนาจสูงสุด อีกหนึ่งคือเงาแค้นที่กลับมาจากขุมนรก สงครามในวังหลวงเริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ โดยที่ฮ่องเต้เองก็ไม่รู้เลยว่า หญิงสาวที่เขาบีบคางอยู่นี้ ไม่ใช่ "ดอกเหมย" ที่แสนอาวรณ์ แต่เป็น "พยัคฆ์สาว" ที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่ขวางทาง!
