แม่ทัพตามหาหมอมือดี
“โอ๊ยยย”
“ท่านหมอ เป็นอย่างไรบ้าง”
เสียงทุ้มเปล่งออกไปด้วยความเคร่งเครียด มองดูท่านหมอสูงวัยกำลังตรวจจับชีพจรของร่างอ้วนท้วนที่นอนคดคู้อยู่บนเตียงอย่างทรมาน ใบหน้าของคนที่กำลังเจ็บปวดมีแต่เหงื่อผุดพรายเกิดขึ้น
“ปวดท้องเหลือเกิน!”
“ท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
คราวนี้เสียงทุ้มเริ่มเค้นเหี้ยมออกมา หัวคิ้วขมวดติดกันอย่างไม่สบอารมณ์ มองดูท่านหมอที่ทำท่าทางเงอะงะค่อยๆ ถอยออกมา
“เรียนท่านแม่ทัพ นายหญิงมีพลังหยางเกิดขึ้นในร่างกายจนรับไม่ไหว ข้าน้อยจะจัดโอสถเพิ่มพลังหยินให้ต้มดื่มวันละสามมื้อ...”
ปัง!!
เสียงตบโต๊ะทำให้ทุกคนที่ล้อมรอบอยู่ภายในห้องสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดหวั่น โดยเฉพาะท่านหมอที่เหงื่อตกจนแผ่นหลังเปียกแฉะซึมทะลุเสื้อออกมาแล้ว
“ท่านกล่าวเช่นนี้มากี่ครั้ง นางดื่มโอสถที่ท่านจัดเตรียมเอาไว้ติดต่อกันหลายวัน ดีขึ้นมาแล้วก็มีอาการเดิมกำเริบอีกมิหายเสียที”
มู่หรงเฉินเค้นเสียงเหี้ยมดวงตาแดงก่ำ ระยะเวลาหนึ่งปีมานี้มารดาของเขาต้องจมอยู่กับอาการปวดท้องประหลาดหลังรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเชิญท่านหมอที่ได้รับการขนานนามว่าเก่งกาจเพียงใดก็ทำได้เพียงสั่งยาบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อเห็นแม่ทัพมู่เดือดดาลเช่นนั้นแล้ว ท่านหมอก็โน้มตัวลง โขกศีรษะลงบนพื้น
“ข้าน้อยรักษาตามอาการที่ตรวจเจอทุกอย่าง ท่านแม่ทัพโปรดเข้าใจด้วย”
มู่หรงเฉินขบกัดกรามแน่นจนเส้นเลือดบริเวณหน้าผากปูดโปนออกมา ถึงแม้ภายในใจจะมีโทสะ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรไปมากกว่านั้นได้
หงจื่อขยับร่างที่บิดงอของตนด้วยความทรมาน
“ท่านได้รับการขนานนามว่าเป็นหมอฝีมือดีที่สุดในแผ่นดินนี้ ในเมื่อท่านยังรักษามิได้ ข้าจะพึ่งผู้ใดได้อีก”
กล่าวด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ภายในใจอดคิดไม่ได้ว่าหรือนี่จะเป็นแรงคับแค้นของสตรีอัปมงคลผู้นั้น
ถึงแม้ใบหน้าของหงจื่อเต็มไปด้วยความอิดโรย ทว่าความรู้สึกภายในกลับเดือดพล่าน หลังจากที่สตรีผู้นั้นถูกขับไล่ออกไปจากจวนแล้วแต่ละคืนนางมักจะฝันถึงร่างที่หมดสติอยู่ท่ามกลางหิมะ ดูเหมยตูค่อยๆ ลากเจ้านางของตนจากไปอย่างเงียบๆ
มิหนำซ้ำหลังจากผ่านพ้นไปหลายปี นางก็เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ ไม่แน่ว่าจ้าวซือซือคนนั้นอาจจะตายไปแล้ว แต่วิญญาณของนางยังคับแค้นอาฆาตขึ้นมาก็ได้
ท่านหมอลนลานกลืนน้ำลายลงอึกหนึ่ง จากนั้นดวงตาก็เกิดประกายวาบขึ้นมา
“นายหญิง ท่านแม่ทัพ ไม่นานมานี้ข้าน้อยได้ยินมาว่ามีหมอหญิงผู้หนึ่งที่ชาวบ้านขนานนามว่าเป็นหมอเทวดา สามารถรักษาโรคได้ทุกโรค แม้กระทั่งโรคที่ยังมิมียารักษาขอรับ”
ประโยคนั่นทำให้มู่หรงเฉินเค้นเสียงในลำคอขึ้นมาครั้งหนึ่ง สีหน้าท่าทางที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อเช่นนั้นทำให้ท่านหมอรีบกล่าวออกมาเร็วๆ
“หมอหญิงผู้นั้นสร้างโรงหมอเอาไว้ที่ชายแดนทิศตะวันตก ห่างจากที่นี่ไปมิไกลนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งวันก็จะถึงที่หมาย” ว่าแล้วก็ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างระมัดระวัง “บางทีโรคที่นายหญิงกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ นางอาจจะรักษาได้ดีกว่าข้าน้อย”
“ออกไปซะ”
มู่หรงเฉินกล่าวเสียงเรียบในขณะที่ไฉฟาน นายทหารคนสนิทของเขาก้าวออกมาพร้อมกับถุงบรรจุก้อนเงินทองจำนวนหนึ่งออกไปให้
ท่านหมอเห็นแบบนั้นแล้วก็รีบรับเอาไว้แล้วกุลีกุจอออกไปทันที
มู่หรงเฉินเป็นแม่ทัพที่โผงผางตรงไปตรงมา เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้เป็นอย่างมาก ในเมื่อแสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่พอใจการรักษาของเขา บางทีแม่ทัพมู่อาจจะนำความเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลความด้อยวิชา ปิดช่องทางการประกอบอาชีพเขาไปเสีย
หงจื่อเอามือกุมท้องไว้พร้อมกับมองหน้าบุตรชาย
“นางผู้นั้นจะต้องสาปแช่งข้าจนเป็นเช่นนี้”
“ท่านแม่อย่าพูดถึงนางอีกเลย”
มู่หรงเฉินลอบผ่อนลมหายใจออกมา ภายในใจของเขาสกุลจ้าวไม่มีอะไรให้น่าจดจำสักนิด สตรีที่ถูกยัดเยียดเข้ามาเพื่อสืบความภายในจวนคนนั้นมีค่ามากพอที่จะให้พูดถึงหรือ?
มิหนำซ้ำนางถึงกับกล้าใส่ยาพิษลงไปในเหล้ามงคลอีกด้วย โชคดีที่วันนั้นเขาไม่ได้ดื่มมันเข้าไป มิเช่นนั้นแผนการของตาแก่จ้าวจอมเจ้าเล่ห์ก็คงจะสำเร็จไปแล้ว
“ข้าจะเชิญหมอหญิงคนนั้นมารักษาอาการท่าน”
หงจื่อรีบกำมือบุตรชายเอาไว้แน่น ริมฝีปากซีดเซียว
“เฉินเฉิน เจ้าเชื่อหรือว่ามีหมอหญิงที่เก่งกาจเช่นนั้น ในเมื่อหมอที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ยังรักษาข้ามิได้”
“ท่านแม่วางใจเถิด ไม่ว่าจะร้ายดีอย่างไรข้าจะต้องหาคนมารักษาท่านให้หาย”
มู่หรงเฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ชีวิตนี้เขาไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากมารดาผู้บังเกิดเกล้า
นับตั้งแต่เกิดมา เขาอาศัยอยู่กับมารดาเพียงลำพังในชนบทที่ห่างไกล เขารู้เพียงแต่บิดาของตนเป็นขุนนางรับใช้ฮ่องเต้ แต่ในที่สุดก็ถูกขุนนางชั่วช้าสกุลจ้าวใส่ร้ายจนถูกโทษประหาร
มารดาพาเขาหลบหนีออกมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพียงลำพัง ถึงแม้จะไม่เคยพูดถึงเรื่องนั้นอีก แต่มู่หรงเฉินก็เก็บความคับแค้นเอาไว้ในใจ ตั้งใจฝึกวิชาการต่อสู้ จนกระทั่งเข้ารับราชการ มีชื่อเสียงและได้รับตำแหน่งแม่ทัพมาในระยะเวลาอันสั้น
แต่ในที่สุดเขาก็เสียเหลี่ยม ถูกจิ้งจอกเฒ่านั่นออกอุบายให้ฮ่องเต้มอบสมรสพระราชทานเขาและบุตรสาวของตน
เมื่อถึงวันที่เขาได้เปิดโปงความเลวร้ายของคนสกุลจ้าวแล้ว ตอนนั้นเองเขาถึงได้ระบายความโกรธที่อยู่ภายใน ความแค้นได้รับการสะสางออกไป
แม้กระทั่งจ้าวซือซือ ถึงแม้เขาจะขอละเว้นชีวิตของนาง แต่ก็มอบหนังสือหย่า ขับไล่นางออกจากจวนอย่างไร้เยื่อใย
ถ้าหากตาแก่สารเลวผู้นั้นรับรู้ได้ ก็คงจะกระอักโลหิตตายอีกครั้งในปรโลกที่เห็นคนสกุลจ้าวคนสุดท้ายตกอับถึงเพียงนั้น ไม่ว่านางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็เป็นเรื่องของนาง!
“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยจะไปเชิญตัวหมอหญิงผู้นั้นมา”
เสียงของพ่อบ้านทำให้ความคิดทั้งหมดของชายหนุ่มหยุดลง
“ไม่ต้อง”
เขายกมือขึ้นข้างหนึ่ง
“ข้าจะไปตามหานางด้วยตนเอง”
หลังจากที่ออกเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆ บริเวณสะดือก็เกิดความปวดขึ้นมาจนทำให้ร่างสูงใหญ่ชะงัก เขากัดฟันพร้อมกับแตะลงหน้าท้องเบาๆ
“ท่านแม่ทัพ เป็นอะไรหรือไม่ขอรับ”
“ข้ามิเป็นอะไร”
พูดจบก็สาวเท้ายาวๆ จากไปทันที
